Special Part (The Past)
By SF
“เมล......เป็นไงบ้าง?” จาเรดถามร่างโปร่งบางในอ้อมแขนอย่างเป็นห่วง ขณะประคองเข้ามาในบ้าน ห้องโถงกว้างใหญ่เปิดไฟสลัวไว้มุมห้องเพียงพอที่จะมองเห็นเพียงเลือนลางเท่านั้น ชายหนุ่มจึงเอื้อมไปเปิดโคมแก้วเจียรนัยกลางห้องให้สว่างขึ้น เมลเงยหน้าขึ้นแล้วก็รู้สึกห้องเอียงวูบจนต้องอิงร่างสูงไว้เป็นหลัก ขณะปากยังปฏิเสธ
“ไม่เป็นไรครับจาเรด แค่เวียนหัวนิดหน่อยเอง”
จาเรดมองใบหน้างดงามที่ตอนนี้แดงระเรื่อไปด้วยฤทธิ์อัลกอฮอล์ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำเข่นเขี้ยวในลำคอเบาๆ เมื่อนึกถึงงานเลี้ยงที่ผ่านมาเมื่อครู่ ชายหนุ่มรู้ตัวว่าเขาออกจะหงุดหงิดและหึงมากเกินไปนิด เพราะถึงแม้จะอยู่ร่วมกันมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ร่างตรงหน้าแทบไม่เปลี่ยนแปลงแถมยังมีเสน่ห์เพิ่มขึ้นทุกวัน แล้วจะไม่ให้เขาอารมณ์เสียได้ยังไงเมื่อเห็นเมลเป็นจุดสนใจและมีคนพยายามเข้ามาใกล้ชิดขนาดนั้น
แถมเจ้าตัวยังโอภาปราศรัยแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวเสียอีก มันน่านัก!!
“ยังจะบอกไม่เป็นไร!....รู้ตัวว่าดื่มไม่ได้ยังฝืนดื่มเข้าไปตั้งหลายแก้ว” เมลหัวเราะคิกด้วยความมึนเมาไม่สนใจน้ำเสียงดุๆ นั้น ดวงตาสีม่วงใสทอแววรื่นรมย์ขณะเพ่งมองหน้าคมเข้มของจาเรดแล้วก็กระพริบตาปริบๆ เมื่อชักจะตาลายจนมองเห็นเป็นสองหน้าแล้ว มือเล็กยกขึ้นวางแปะไปที่สันกรามแข็งแรงนั้นแล้วกระซิบเสียงพร่า
“อย่าหงุดหงิดซิ จาเรด” ร่างสูงถอนใจแล้วสั่นหน้าเล็กน้อย จับมือที่แนบแก้มแล้วเอียงหน้ามาจุมพิตเบาๆ ที่กลางมือนุ่ม
“ฉันเป็นห่วงต่างหากล่ะ” เมลมองกริยาอ่อนโยนนั้น ริมฝีปากแดงระเรื่อคลี่ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี รู้สึกตัวเบาๆ เหมือนจะลอยได้ จึงทิ้งน้ำหนักทั้งตัวเข้าหาจาเรดพร้อมกับตวัดแขนเรียวไปรอบลำคอแข็งแรง ทำให้ชายหนุ่มที่ไม่ทันระวังเสียหลัก เซไปปะทะเก้าอี้ยาวรับแขกจนต้องทรุดตัวลงนั่ง แต่ก็ไม่ยอมเสียเปรียบเมื่อมือแข็งแรงรวบเอวบางลงมาด้วย
“เมล!” จาเรดอุทานออกมา เมื่อริมฝีปากอ่อนนุ่มเป็นฝ่ายรุกโดยการพรมจุมพิตเปะปะไปที่ลำคอแข็งแรง ลมหายใจร้อนผ่าวที่แตะต้องผิวเนื้อและร่างนุ่มนวลในอ้อมแขนทำให้อารมณ์ปรารถนาเริ่มคุโชนจนร่างสูงต้องครางในลำคอเบาๆ รั้งใบหน้างดงามขึ้นแล้วประทับจูบลงไป ปลายลิ้นแทรกเข้าไปตวัดเกี่ยวกับลิ้นนุ่มทันที เมลถอนใจเอียงหน้าและเผยอริมฝีปากออกรับการจู่โจมของจาเรด เมื่อชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกร่างในอ้อมแขนถึงกับหอบหายใจซบหน้าผากกับอกกว้าง ชายหนุ่มยิ้มเมื่อก้มลงมอง แขนแข็งแรงตวัดร่างบางกระชับแน่นก่อนจะลุกพาเดินขึ้นบันไดโค้งที่ทอดขึ้นสู่ชั้นสอง
จาเรดใช้เท้าดันประตูห้องปิด หันกลับมาที่เตียงกว้างแล้วค่อยๆ วางร่างบางลง ขณะจะยืดตัวขึ้นก็ต้องหัวเราะอย่างพึงใจเมื่อถูกเหนี่ยวต้นคอรั้งไว้ จนต้องผ่อนร่างลงนอนข้างๆตามแรงดึง ดวงตาคมสบกับดวงตาสีม่วงอ่อนใสที่เป็นประกายระยับอย่างยั่วเย้า แล้วก็ต้องครางลึกในลำคอเมื่อร่างนุ่มนวลพลิกตัวขึ้นทาบบนร่างเขา จาเรดจับเอวเล็กไว้แน่นเมื่อร่างกายท่อนล่างถูกเสียดสีกับสะโพกนุ่มจนร้อนรุ่ม ชายหนุ่มพึมพำเมื่อถูกรุกเร้า
“เดี๋ยว...ช้าลงก่อน.....เมล” แต่เมลกลับคลี่ยิ้มออกมาอย่างเย้ายวน ฤทธิ์อัลกอฮอล์ยิ่งกระตุ้นเร้าอารมณ์ปรารถนา ทำให้เมลรู้สึกร้อนผ่าวทั่วร่างและลืมเลือนความเขินอายไปจนหมดสิ้น มือเล็กพยายามแกะทึ้งเสื้อผ้าอย่างเปะปะจนจาเรดต้องครางผสมกับเสียงหัวเราะสั่นพร่าอย่างยอมแพ้ ร่างสูงขยับตัวช่วยจนเมลปลดปล่อยเสื้อผ้าที่พันธนาการทั้งคู่ออกไป
เมลไล้มือเบาๆไปที่อกกว้างแข็งแรงพลางคิดในใจ จาเรดต่างหากที่ไม่เปลี่ยน ด้วยวัย 38 ชายหนุ่มกลับยิ่งเปี่ยมด้วยเสน่ห์ของบุรุษเพศ ร่างกายแข็งแรงอย่างคนที่รู้จักรักษาสุขภาพและออกกำลังกายเป็นประจำ อกกว้างและอ้อมแขนนี้ยังคงโอบกอดเขาอย่างเร่าร้อนและอ่อนหวานทุกค่ำคืน
จาเรดรั้งเมลลงไปช้าๆ ทำให้ร่างเปลือยของทั้งคู่แนบชิดกัน ผิวพรรณเรียบลื่นสัมผัสร่างแกร่งจนแทบไม่มีช่องว่าง กลิ่นหอมละมุนกระตุ้นให้อารมณ์พิศวาสคุโชน จาเรดครางอย่างพอใจเมื่อเมื่อริมฝีปากนุ่มนวลเป็นฝ่ายจู่โจมเขา ปลายลิ้นเล็กสีชมพูไล้ไปตามอกกว้างแล้วค่อยๆ เลื่อนลงช้าๆ ชายหนุ่มมองตามอย่างคาดหวัง
“เมล...อา..” เสียงครางลึก เมื่อริมฝีปากนั้นเลื่อนลงมาถึงและครอบครองความแข็งแกร่ง ปลายลิ้นเล็กตวัดเลียอย่างนุ่มนวลราวกับติดใจในรสชาติของชายหนุ่ม นิ้วเรียวขยับลูบไล้เป็นจังหวะ จนกระทั่งจาเรดเกือบจะทนไม่ไหว มือแข็งแรงเอื้อมประคองศีรษะเล็กขึ้นทันที
จาเรดพยายามควบคุมลมหายใจ เมื่อปลายลิ้นสีชมพูตวัดช้าๆ อย่างอ้อยอิ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตา ชายหนุ่มรู้สึกปวดร้าวด้วยความต้องการ จนต้องกำหมัดห้ามตนเองไม่ให้เหวี่ยงร่างบางลงแล้วเป็นฝ่ายจู่โจมเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ปรารถนา ชายหนุ่มกระซิบเสียงพร่า
“มาซิ...เมล ลงมือได้เลย” เมลคลี่ยิ้มอย่างเย้ายวนเมื่อมองร่างสูงที่นอนเหยียดยาวตรงหน้า จาเรดของเขาช่างดูงดงามและแข็งแกร่งยิ่งนัก ร่างบางลดสายตาลงมาแล้วก็หน้าแดงเรื่อก่อนที่จะแยกต้นขาเรียวออกคร่อมต้นขาแข็งแรงของชายหนุ่ม มือขยับลงไปกอบกุมจาเรดไว้ และนำเขาเข้าสู่ช่องทางที่นุ่มนวลร้อนผ่าวของตน
“อือ..จา..เรด” ร่างบางขมวดคิ้วเรียวกับความรู้สึกเต็มแน่น เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดพรายทั่วกาย เมื่อค่อยๆ ทรุดตัวลงรับเอาความแข็งแกร่งเข้าไปจนหมด
“พระช่วย เมล” จาเรดจิกมือไปที่บั้นท้ายนุ่มเมื่อรู้สึกเสียวแปลบ สะโพกเกร็งแอ่นรับความนุ่มนวลที่สวมสอดลงมา ชายหนุ่มสูดลมหายใจเฮือกแล้วขยับมือมาช่วยกระตุ้นเร้าระหว่างต้นขาเรียวทำให้เอวบางเริ่มขยับ บั้นท้ายนุ่มเบียดเข้าหาหน้าขาแข็งแรงอย่างเร่าร้อนมากขึ้น
“จา...เรด..” เมลกัดริมฝีปากแน่น หายใจหอบขณะที่อารมณ์เริ่มไต่สูงขึ้น นิ้วของจาเรดนวดคลึงร่างบางเป็นจังหวะ เมลพยายามไขว่คว้าและแสวงหาการปลดปล่อย จนกระทั่งกรีดร้องและกระตุกหลั่งรินความปราถนาออกมาเปรอะเปื้อนมือและแผ่นอกกว้างของจาเรด ช่องทางคับแคบบีบรัดความแข็งแกร่งทันที จนจาเรดครางหนักๆ เมื่อรู้สึกความเสียวซ่านพุ่งปราดจนควบคุมไม่ได้ ในที่สุดร่างสูงก็แอ่นสะโพกกระตุกหลั่งรินความขาวขุ่นร้อนผ่าวออกมาเกือบพร้อมๆ กัน
สีหน้าของชายหนุ่มแฝงแววสุขสมดวงตาปิดสนิทแน่น ขณะที่เมลพับลงกับอกกว้างอย่างหมดแรง เมื่อควบคุมลมหายใจได้จาเรดลืมตาขึ้นช้าๆ เหลือบดูร่างบางที่เริ่มจะเคลิ้มหลับไปในอ้อมแขนเขาแล้วพึมพำเสียงพร่า แฝงแววหัวเราะ
“เมล ฉันน่าจะมอมเหล้าเธอทุกวันนะนี่”
c c c c c c
“อรุณสวัสดิ์ครับ จาเรด” จาเรดเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ เมื่อได้ยินเสียงทักจากเด็กหนุ่มร่างสูงสองคนที่เดินเข้ามาในห้องอาหารอย่างแจ่มใส ใบหน้าคมเข้มของทั้งคู่ รวมถึงสีผมดำสนิทและดวงตาตาสีน้ำเงินถอดแบบกันออกมาชนิดทำให้คนรอบข้างสับสนอยู่บ่อยๆ
“อรุณสวัสดิ์ ไมค์ มาร์ค ทำไมวันนี้สายขนาดนี้ล่ะ” ชายหนุ่มมองเด็กหนุ่มฝาแฝดในความดูแลแล้วพับหนังสือพิมพ์ไว้ด้านข้างก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ
“วันนี้สายได้ครับ ไม่มีเรียนตอนเช้า เอ่อ แล้วเมลล่ะครับ จาเรด” ไมค์แฝดคนพี่ตอบแล้วถามถึงเมลคราวเดียวกัน เมื่อเห็นจาเรดนั่งอยู่เพียงคนเดียวและแต่งกายเรียบร้อยอย่างพร้อมที่จะออกไปทำงานแล้ว
“ไม่สบายนิดหน่อย วันนี้เลยให้หยุดไม่ต้องไปทำงาน”
“เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ” มาร์คชะงักมือที่กำลังจะลากเก้าอี้ออกมานั่ง จาเรดยิ้มเมื่อนึกถึงสาเหตุใหญ่ที่เป็นต้นเหตุทำให้ร่างบางเพลียมากจนลุกไม่ขึ้นก่อนจะตอบ
“แค่ปวดหัวแล้วก็เพลียเพราะงานเลี้ยงเมื่อคืนดื่มเข้าไปหลายแก้วนะ ตอนนี้เลยให้นอนพักต่อ”
“งั้นเดี๋ยวผมค่อยมากินอาหารเช้า ขึ้นไปดูเมลก่อนดีกว่า”
c c c c c c
เด็กหนุ่มสองคนวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างใจร้อน พอจะเคาะประตูห้องของเมล มาร์คก็ชะงักเล็กน้อยแล้วทำหน้าเจ้าเล่ห์ ดึงแขนพี่ชายไว้ก่อนจะเหลือบตาไปยังประตูห้องนอนของจาเรดที่อยู่ติดกันอย่างท้าพนัน แต่ไมค์หวนนึกไปถึงสีหน้าอิ่มเอมของจาเรดเมื่อครู่แล้วก็ส่ายหน้าไม่รับคำท้า ยิ้มออกมาก่อนจะหมุนตัวไปเคาะประตูห้องจาเรดที่อยู่ถัดไปเบาๆ
ก๊อก! ก๊อก!
ทั้งคู่ชะโงกหน้าเข้าไปเมื่อได้ยินเสียงอนุญาต เห็นร่างโปร่งบางกำลังขยับลุกนั่งบนเตียงกว้าง ภายในห้องจาเรดตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้หนาหนัก โทนสีน้ำตาลเข้ม หน้าต่างบานกว้างยาวตลอดผนังด้านหนึ่งปกปิดด้วยม่านสองชั้น ซึ่งม่านชั้นนอกถูกรวบไว้เหลือเพียงผ้าลูกไม้โปร่งบาง ทำให้แสงสว่างยามเช้าลอดผ่านเข้าทาบบนพื้นพรมสีครีม ผนังอีกด้านเป็นประตูที่เชื่อมต่อกับห้องของเมล
“เมลครับ เป็นอะไรมากมั้ย จาเรดบอกว่าเมลไม่สบาย” ใบหน้างดงามเงยขึ้นเมื่อได้ยินเสียงทัก ดวงตาสีม่วงทอประกายอ่อนโยนลงเมื่อเห็นทั้งคู่
“ไม่เป็นอะไรมากหรอกแค่เมาค้างนิดหน่อย ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว” เมลขยับลงจากเตียงขณะตอบ ไมค์ส่งเสื้อคลุมที่พาดอยู่ขอบเตียงให้เมลรับไปสวมทับชุดนอน ก่อนจะรีบประคองเมื่อเห็นเมลเซเล็กน้อย ร่างโปร่งบางยิ้มเมื่อรู้สึกว่าตนเองต้องเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มทั้งคู่
“พวกเธอนี่โตเร็วเกินไปแล้วนะ” ไมค์ยิ้มมองผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นปกครองตามกฎหมายของเขา แล้วก็ตอบเบาๆ
“ผ่านมาตั้ง 5 ปีแล้วนะครับเมล ตอนนี้พวกเราอายุ 15 ปีแล้ว ตัวผมโตกว่าเมลแล้วก็สามารถดูแลเมลได้แล้วนะครับ” มาร์คเองก็หัวเราะ มองเมลแล้วเอ่ยล้อ
“นั่นสิ เมลนะแหละ ไม่โตขึ้นเลย”
“เด็กบ้า มาทำล้อผู้ใหญ่” เมลจิ้มหน้าผากมาร์คแล้วแกล้งทำหน้าบึ้ง ทั้งที่ดวงตาพราวระยับ มองเด็กหนุ่มที่เขารับมาอุปการะอย่างรักใคร่
อันที่จริง ในตอนแรกเมลไม่แน่ใจว่าจะรับอุปการะทั้งคู่ในฐานะอะไร เพราะอายุพวกเขาก็ห่างกันแค่สิบกว่าปีเท่านั้น แคธเธอรีนจึงเป็นผู้ตัดสินใจให้ โดยเธอรับเด็กทั้งคู่เป็นลูกบุญธรรมแทน และมอบหมายให้เมลเป็นผู้ปกครอง โดยที่ทั้งคู่ยังใช้นามสกุล “คาร์ทไรท์” อยู่เพื่อเป็นการระลึกถึงบิดา
ดังนั้นการเรียกขานในบ้านจึงออกจะดูแปลกๆ ไปเพราะทั้งคู่มีฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของตระกูลสตีล เท่ากับเป็นน้องชายของเมลและจาเรด แต่กลับเรียกแคธเธอรีนว่า ‘คุณย่า’ เพราะได้เรียกตั้งแต่เจอหน้าครั้งแรก จะเปลี่ยนมาเรียกแม่เช่นเดียวกับเมลก็ไม่คุ้นเสียแล้ว
ทั้งคู่มองสีหน้าที่แกล้งทำเป็นบึ้งตึงของเมลเมื่อถูกล้อเลียนแล้วก็หัวเราะ ไมค์รีบพูดอย่างเอาใจ
“ก็เมลน่ะไม่เปลี่ยนไปจากตอนที่เจอกับพวกเราเมื่อห้าปีก่อนเลยนะครับ” ร่างบางยิ้มแล้วส่ายหน้าอย่างระอา
“แล้วนี่ยังไม่ไปโรงเรียนหรือไง”
“ก็จาเรดบอกว่าเมลไม่สบาย พวกเราเป็นห่วง” มาร์คชิงตอบ ทำให้ไมค์มองน้องชายที่รีบเอาหน้าอย่างหมั่นไส้
“ฉันไม่เป็นไรแล้ว ไปทานอาหารเช้าเถอะ เดี๋ยวก็สายหรอก”
“วันนี้สายได้ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพวกเราจะรอเมลข้างล่างนะ” ไมค์หันกลับมาบอกก่อนที่จะเดินตามมาร์คออกจากห้องไป
c c c c c c
จาเรดเงยหน้าขึ้น เมื่อร่างโปร่งบางในชุดเสื้อไหมพรมสีขาวชายเสื้อยาวคลุมสะโพก ทับกางเกงสีเทาเข้มเดินเข้ามาในห้องอาหาร ร่างสูงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วยิ้มรับอย่างอ่อนโยนเมื่อเมลก้มลงแตะริมฝีปากเบาๆ ข้างแก้ม ในหูแว่วเสียงกระแอมจากเด็กหนุ่มสองคน ทำให้ร่างบางเงยหน้าขึ้นทำตาดุๆ ให้ เหลียวมองไปรอบๆ แล้วก็ถามอย่างแปลกใจเมื่อไม่เห็นแคธเธอรีน
“แม่ล่ะครับ จาเรด”
“แคธเธอรีนออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว ดร.มุลเลอร์มารับไปเที่ยว” เมลยิ้มเมื่อนึกถึงหมอสูงอายุท่าทางใจดีที่คบหาเป็นเพื่อนกับแคธเธอรีนมาหลายปีแล้ว ร่างบางนั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้างพร้อมกับสั่นศีรษะปฏิเสธเบาๆ เมื่อจาเรดเลื่อนอาหารเช้าให้
“ผมยังทานไม่ไหวหรอกครับจาเรด ไว้สายกว่านี้อีกหน่อยเถอะ ตอนนี้ขอแค่กาแฟก็พอ” เมลรับแก้วกาแฟมาจิบแล้วก็เงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกว่าถูกจ้องมอง เมลกระพริบตาเมื่อสบตาคมของจาเรดแล้วก็หน้าแดงเรื่อทันทีเมื่อชายหนุ่มถามขึ้นเบาๆ
“ดีขึ้นแล้วแน่นะ”
“ครับ” เมลหลบตาหน้าร้อนผ่าวเมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน จาเรดพยายามวางสีหน้าเฉยขณะที่ดวงตาเป็นประกายด้วยแรงหัวเราะ
“ดี งั้นอาทิตย์หน้าเราหยุดพัก แล้วไปเที่ยวกันสักอาทิตย์นะ” เมลเงยหน้ามองอย่างแปลกใจ ขณะที่เด็กหนุ่มทั้งคู่วางช้อนส้อมลงทันที มาร์คถามขึ้นก่อน
“ไปเที่ยวงั้นหรือครับ จาเรด ”
“ใช่! รอเคลียร์งานอาทิตย์หน้าให้เรียบร้อยก่อน ไม่ได้หยุดพักนานแล้วครั้งนี้พอดีจะได้พาเมลไปเที่ยวด้วย” เมลยิ้มดวงตาเป็นประกายระยับอย่างมีความสุข มาร์คกับไมค์มองใบหน้าแจ่มใสของเมลแล้วแกล้งโวยวาย
“ไม่ยอมด้วย จาเรดกับเมลไปตอนนี้ พวกเราก็ไปด้วยไม่ได้น่ะสิ โรงเรียนยังไม่ปิดเทอมเลย” จาเรดมองทั้งคู่แล้วหัวเราะ
“ใครบอกจะให้ไปด้วยล่ะ ก้างขวางคอชัดๆ เอาไว้ครั้งหน้ารอให้ปิดเทอมก่อนสิ แล้วตอนนี้ถ้าพวกเธอก็ไปด้วยใครจะดูแลแคธเธอรีน” พูดจบชายหนุ่มก็วางแก้วกาแฟลุกขึ้นรวบเสื้อนอกไว้เดินอ้อมมาจุมพิตหน้าผากเมลเบาๆ
“ไปก่อนนะ วันนี้นอนพักให้มากๆ ล่ะเมล” เมลรับคำเบาๆ หันกลับมาเห็นไมค์กับมาร์คที่มองมาด้วยแววตาล้อเลียนแล้วก็หน้าแดง จึงตัดบท
“สายมากแล้วนะ ไปโรงเรียนได้แล้ว”
“ครับผม” ทั้งคู่รับคำแล้วอ้อมมาหอมแก้มเมลเบาๆ ก่อนจะวิ่งออกไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ
c c c c c c
“เฮ้! ไมค์” เสียงตะโกนดังจากสนามกีฬา ทำให้เด็กหนุ่มร่างสูง ที่กำลังเดินผ่านระเบียงตึกเรียนก้มลงมองหาต้นเสียง แล้วก็ขมวดคิ้ว ดวงตาสีน้ำเงินเข้มหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นน้องชายกำลังโบกมือให้จากริมสนามกีฬา
“ตะโกนเสียงดังไปได้ มาร์ค แล้วนี่มีอะไรล่ะ” เมื่อเช้าเขามีงานที่สภานักเรียนทำให้ออกมาก่อนมาร์ค วันนี้จึงยังไม่เจอกันจนกระทั่งตอนนี้ ร่างสูงที่ใบหน้าแทบจะเป็นพิมพ์เดียวกันเดินออกมาจากสนาม ยังอยู่ในชุดนักกีฬามีเหงื่อโชกไปทั้งตัว
“มีเรื่องจะคุยด้วย รอหน่อยได้มั้ย ฉันซ้อมเสร็จแล้วไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บนึง”
“อืมม์..ก็ได้ จะรอที่ห้องสภานักเรียนนะ”
เสียงทักทายดังขึ้นรอบข้างเมื่อมาร์คเดินเข้าในห้องสภาฯ แทบทุกคนในโรงเรียนต่างก็รู้จักมาร์คดีในฐานะที่เป็นนักกีฬาฝีมือเยี่ยมของโรงเรียนที่เล่นได้ดีเกือบทุกประเภท ในขณะที่ไมค์แฝดผู้พี่ได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียน จนทั้งคู่ถูกเรียกขานว่าเป็นฝ่ายบุ๋นกับฝ่ายบู๊ของโรงเรียน
มาร์คยิ้มรับคำทักทายก่อนจะเดินไปหาพี่ชายหย่อนตัวลงนั่งบนมุมโต๊ะ วางซองจดหมายสีขาวลงตรงหน้า ไมค์อิงพนักเก้าอี้มองชื่อผู้รับจดหมายและสถานที่ที่ส่งมา แล้วขมวดคิ้วขณะจะเอ่ยปากพูด น้องชายชิงกล่าวขึ้นมาก่อน
“นายเปิดดูก่อนเถอะ” เด็กหนุ่มหยิบซองออกเปิดอ่าน แล้วก็ชะงักสีหน้าเคร่งขรึมลงทันทีค่อยวางจดหมายลง แล้วเงยหน้ามองน้องชาย
“นายได้จดหมายมาได้ยังไง”
“มาถึงเมื่อวาน มันปนไปกับซองจดหมายของฉัน แล้วฉันก็เปิดมันก่อนที่จะดูชื่อหน้าซองว่ามันส่งถึงเมล เราจะทำอย่างไงดี ช่วงนั้นเมลกับจาเรดก็จะไปเที่ยวพอดีเลย” ไมค์รวบจดหมายกำไว้แน่นอย่างกังวล มองกรรมการนักเรียนที่ยังเหลือทำงานอยู่ในห้องสองสามคนแล้วก็ตัดบทว่า
“ไว้ค่อยคุยกันคืนนี้ก็แล้วกัน”
c c c c c c
“เมลครับ ทำอะไรอยู่” เสียงทักมาจากหน้าห้อง ทำให้เมลวางหนังสือที่อ่านอยู่ลงข้างตัวลง ยิ้มอ่อนโยนเมื่อเห็นสองหนุ่มยืนเกะกะหน้าประตูห้องนั่งเล่นอย่างเกรงใจ ช่วงเย็นหลังจากมื้ออาหารค่ำเมลมักจะมาพักผ่อนหรืออ่านหนังสือในห้องนี้ จนที่นี่แทบจะกลายเป็นห้องส่วนตัวอีกห้องหนึ่งที่ทุกคนรู้ว่าไม่ควรจะเข้ามารบกวน
“เข้ามาสิไมค์ มาร์ค มีอะไรหรือเปล่า เมลมองร่างสูงของเด็กหนุ่มสองคนที่เดินเข้ามาหาอย่างแปลกใจเมื่อเห็นท่าทางเหมือนมีเรื่องกังวลอะไรสักอย่าง ไมค์นั่งลงที่พื้นข้างๆเก้าอี้ยาวที่เมลนั่งอยู่ ในขณะที่แฝดน้องทิ้งตัวนอนเหยียดยาวเกยคางลงบนตักนุ่ม ปลายนิ้วเรียวของเมลไล้เรือนผมบนศีรษะได้รูปนั้นพร้อมกับถามเบาๆ
“เป็นอะไรไป?”
“เปล่าครับ” มาร์คตอบเบาๆ เงยหน้ามองใบหน้างดงามของเมล ดวงตาสีม่วงอ่อนใสของเมลมองมาอย่างสงสัยเพราะทั้งคู่ดูแปลกออกไป และสองสามวันมานี้ยังดูเหมือนมีความลับอะไรแอบปรึกษาหารือกันอยู่เงียบๆ
“จริงหรือเปล่า?” เมลย้ำ ไมค์รีบหัวเราะกลบเกลื่อนเมื่อเห็นอาการของน้องชาย
“เราอยากไปเที่ยวกับเมลนี่ครับ จาเรดน่ะขี้โกงไปตอนนี้พวกเราไปด้วยไม่ได้นี่นา” เมลค่อยคลี่ยิ้มออกมาได้
“หึ! อย่ามาอ้อนเลยไปอาทิตย์เดียวก็กลับแล้ว อยู่ที่นี่อย่าก่อเรื่องให้แคธเธอรีนปวดหัวนะ”
“ครับผม” สองเสียงประสานกันหัวเราะๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงตักเตือนแบบรู้ทันนั้น ทำให้เมลแกล้งทำหน้าเคร่งขรึมทั้งที่แววตาพราวระยับ
“ที่พูดน่ะรวมถึงที่โรงเรียนด้วยนะ”
“แหม! เมลครับ ที่โรงเรียนพวกเราเป็นนักเรียนตัวอย่างนะครับ แล้วไมค์ก็เป็นประธานนักเรียนทั้งทีรับรองไม่มีเรื่องอะไรหรอกน่า” คนเป็นน้องชายรีบตอบ ทำให้เมลเหลือบมองมาร์คแบบหมั่นไส้แกมเอ็นดู
“ก็เมื่อก่อนใครล่ะที่เป็นเจ้าตัวยุ่งคอยก่อเรื่องบ่อยๆ แถมพ่อพี่ชายแทนที่จะห้ามกลับกลายเป็นเสนาธิการช่วยกันวางแผนให้เลยเถิด”
ประโยคนั้นทำให้ทั้งคู่นึกถึงเรื่องราววุ่นวายเล็กบ้างใหญ่บ้าง ที่ตนเองเคยก่อไว้เพราะความซนและดื้อรั้น ทำให้ไม่สามารถปฏิเสธคำว่าเจ้าพวกตัวยุ่งที่เมลเรียกไปได้ ทั้งคู่เลยได้แต่หัวเราะเขินๆ พร้อมกับแก้ตัวเป็นพัลวัล
“แหม เมลครับนั่นน่ะตั้งนานมากแล้วนะ ลืมมันได้แล้วล่ะครับ”
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นอีกรอบ เมลเงยหน้าขึ้นมองไปยังร่างที่ยืนกอดอกพิงประตูห้องอยู่ ชายหนุ่มเดินเข้ามาช้าๆ ดวงตาคมดุซึ่งเป็นที่เกรงขามของคนอื่นๆ กลับอ่อนแสงลงเมื่อมองมายังเมล
“เจ้าตัวยุ่งทั้งคู่อยู่นี่เอง แคธเธอรีนตามหาอยู่นะ ไปรายงานตัวเสียดีๆ” จาเรดเหลือบตาไปที่เด็กหนุ่มที่กำลังคลอเคลียอยู่กับเมล แล้วกระดิกนิ้วเรียกให้ลุกขึ้น ทั้งคู่หัวเราะขณะลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วก็ฉวยโอกาสหอมแก้มเมลพร้อมกับเดินลอยชายออกไป แถมล็อคประตูตามหลังให้อย่างรู้ทัน
“วันนี้กลับเร็วจังครับ จาเรด” เมลทักขึ้นเบาๆ ดวงตาสีม่วงงดงามของเมลเต็มไปด้วยความรักเหมือนทุกครั้งที่ทอดมองไปยังจาเรด ร่างสูงนั่งลงใกล้ๆ ปลายนิ้วเชยคางเล็กตรงหน้า
“คิดถึงจนทนไม่ไหวนะซิ เป็นเพราะพักนี้ต้องรีบสะสางงานก่อนไปเที่ยว ทำให้ไม่ได้รักเธอให้สมใจหลายวันแล้วนะ” จาเรดพึมพำก่อนจะแนบริมฝีปากลงไปยังริมฝีปากนุ่มชื้นตรงหน้า เคล้าคลึงเบาๆ แล้วแทรกปลายลิ้นเข้าไปเกี่ยวพันในปากนุ่ม
“อืมม์.....” เมลครางเบาๆ เมื่อชายหนุ่มถอนริมฝีปากออก
“คืนนี้ฉันจะไม่ให้ได้พักเลยล่ะ” จาเรดเงยหน้าขึ้น ขณะที่มือเริ่มจะวุ่นวายจนร่างบางต้องเอ่ยปากปรามเบาๆ
“อ๊ะ.....จาเรด....ที่นี่ไม่..ได้นะ..” เมลอุทาน เมื่อปลายนิ้วของจาเรดลากผ่านส่วนที่อ่อนไหว แต่ชายหนุ่มไม่สนใจและทำเป็นไม่ได้ยินเสียง ขณะที่มือเริ่มดึงรั้งเสื้อผ้าออกจากร่างบาง จนเมลต้องถอนใจอย่างยอมแพ้
“สวยเหลือเกิน เมล” จาเรดพึมพำเมื่อปลดเสื้อผ้าออกหมด ร่างตรงหน้าเขางดงามมีเสน่ห์ลึกซึ้งไม่เปลี่ยนจากเมื่อหลายปีก่อน ผิวขาวนวลยังคงนุ่มละมุนทำให้เขาตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้สัมผัส ชายหนุ่มช้อนร่างเมลขึ้นแล้ววางลงบนพรมหนานุ่มที่ปูไว้สำหรับมุมพักผ่อน พร้อมกับปลดปล่อยร่างกายตนเองให้เป็นอิสระจากเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว
เมลเหลือบตาขึ้นมองร่างตรงหน้าแล้วหรุบตาลงใบหน้าแดงระเรื่อ จาเรดยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นดังนั้นร่างสูงค่อยๆแนบร่างลงหาร่างบางอย่างช้าๆ เมลผวาเฮือกเมื่อถูกบุกรุกจากร่างที่แข็งแกร่ง ร่างบางเม้มริมฝีปากแน่น ช้อนสายตาขึ้นสบตาอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยไฟพิศวาสของชายหนุ่ม ความแข็งแกร่งที่เริ่มขยับเข้าออกสร้างความเสียวซ่านจนแทบทนไม่ไหว ร่างบางเริ่มตอบสนองบทรักอย่างอ่อนหวานจนทำให้จาเรดสะท้านด้วยความสุขสม
เมลหลับตาหอบหายใจน้อยๆ ขณะวางศีรษะลงบนอกกว้าง จาเรดไล้แผ่นหลังบอบบางชื้นเหงื่อของเมลก่อนจะกอดกระชับไว้ในอ้อมแขนหลังจากที่มรสุมผ่านพ้นไป
c c c c c c
ไมค์กับมาร์คต่างมองหน้ากันแล้วถอนใจเมื่อต่างเห็นสีหน้าฝ่ายตรงข้าม
“ไมค์ ตกลงเรื่องนี้เราจะเอาไงกันดี พฤหัสหน้าแล้วนะ” มาร์คทิ้งลงบนเตียงนอนขณะถามพี่ชาย ไมค์ชำเลืองมองน้องชายอย่างครุ่นคิด
“ฉันไม่อยากให้เมลพบพวกเขา เพราะฉันรู้ว่าเมลจะต้องกังวลแน่ๆ โชคดีที่เมลกับจาเรดไปเที่ยววันนั้นพอดีเลย”
“แล้วนายอยากพบพวกเขาหรือเปล่า”
“ไม่หรอก แต่ก็ควรพบสักครั้ง จะได้รู้ว่าจะเอายังไงแน่” ไมค์มองหน้าน้องชายแล้วก็ถามกลับ “นายล่ะ”
“ว่าไงก็ว่าตามกันอยู่แล้ว” ทั้งคู่มองหน้ากันแล้วก็ยิ้มอย่างเข้าใจความคิดของอีกฝ่าย
“ถ้าอย่างนั้นตกลงว่าจะไม่บอกเมลกับจาเรดแน่ใช่มั้ย” ไมค์มองหน้าเมื่อน้องชายถามขึ้น ก่อนจะตัดสินใจ
“อืมม์....ฉันคิดว่าพวกเราจัดการกันเองได้” มาร์คถอนใจก่อนจะพูด
“แต่ถ้าเมลรู้เข้าทีหลังคงโกรธน่าดู แล้วจาเรดก็ต้องเล่นงานเราแน่” เด็กหนุ่มคนพี่อึ้งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคนั้นของ
น้องชาย ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงตวัดขายาวขึ้นไขว้กันบนเตียงพร้อมกับถอนหายใจ
ใช่! เรื่องนี้สำคัญมากเขาคงจะต้องหาข้อแก้ตัวดีๆ เผื่อไว้ดีกว่า จาเรดโกรธนะไม่เท่าไรแต่เขาห่วงความรู้สึกของเมลมากกว่า
เมลรักพวกเขานี่เป็นสิ่งที่เด็กหนุ่มทั้งคู่แน่ใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมลก็จะรักพวกเขา แม้จะไม่พูดมันออกมาบ่อยครั้งนัก แต่การกระทำและสายตาที่มองมาไม่เคยมีอะไรที่ทำให้ทั้งคู่ต้องสงสัยในความรักนั้นเลย ดังนั้นทั้งคู่จึงไม่แคร์กับจดหมายฉบับนั้น เพียงแต่ว่าถ้าเมลรู้เข้า
เมลจะคิดยังไง เมื่อรู้ความจริงที่พวกเขาไม่เคยบอก
ครอบครัวของพวกเขาย้ายไปอยู่แอฟริกาได้ 2 ปีเนื่องจากอาชีพวิศวกรเหมืองแร่ของบิดา ที่ต้องย้ายไปคุมงานที่นั่น แต่เมื่อพวกเขาอายุ 10 ปี พ่อกับแม่ได้เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ พวกเขาจึงถูกส่งตัวไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเนื่องจากไม่มีญาติสนิทที่ใดอีก เด็กกำพร้าทั้งคู่ได้พบกับเมลซึ่งทำงานอยู่ที่นั่น ดวงตาสีม่วงอ่อนโยนเต็มไปด้วยความรัก สามารถชดเชยความอ้างว้างในใจของทั้งสองคนได้อย่างไม่ยากนัก
ตอนนั้นไมค์กับมาร์คเองก็รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวของเมล ทำให้พวกเขาผูกพันกันมากขึ้น ทั้งคู่รู้ว่าเมลทำงานเก็บเงินและออกเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ จนมาถึงแอฟริกา และเมลก็ต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะจ่ายเงินให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่นั่นให้ดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด จนกระทั่งล้มป่วยลง เวลาสองเดือนที่เมลต่อสู้กับโรคร้ายพวกเขาได้แต่หวาดกลัวว่าจะสูญเสียเมลไปอีกคน
ทั้งคู่ไม่เคยรู้ว่าทำไมเมลจึงไม่เคยติดต่อกลับบ้านเลยแม้กระทั่งยามป่วยหนัก เมลไม่เคยเล่าอะไรให้พวกเขาฟังจนกระทั่งเมลหายดี พวกเขาจึงตกใจเมื่อเมลบอกจะกลับบ้าน หวั่นกลัวว่าเมลจะทิ้งพวกเขาไป แต่เมลก็ไม่เคยผิดสัญญา เมลไม่ได้ลืมพวกเขา ไมค์กับมาร์คได้แต่ขอบคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงมอบความรักครั้งใหม่มาชดเชยให้พวกเขาหลังจากสูญเสียพ่อกับแม่ไป
ไมค์คิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วก็สบตาน้องชายอย่างเข้าใจกัน ตอนนี้พวกเขาไม่ใช่เด็กแล้ว แม้จะไม่โตพอที่จะทำอะไรได้มากนัก แต่อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถคิดและตัดสินใจเองได้ เขาจะไม่ยอมให้คนพวกนั้นมากำหนดทางชีวิตให้อย่างแน่นอน
c c c c c c
“เด็กสองคนนั่นสองสามวันมานี้ดูแปลกๆไป นะครับจาเรด” เมลซุกร่างเข้ามาอ้อมแขนของจาเรดก่อนจะเอ่ยเบาๆ ถึงสิ่งที่ตนเองเป็นห่วง แม้ทั้งไมค์กับมาร์คจะบอกไม่มีอะไรแต่เมลรู้จักทั้งคู่ดีเกินกว่าที่จะปล่อยเรื่องนี้ไป
“หึ ไม่เห็นแปลกฉันเห็นพวกเขายังเกาะติดเธอแจเหมือนเดิมนะแหละ” จาเรดเปรยออกมาอย่างเอ็นดูแกมหมั่นไส้เล็กน้อย ทำให้เมลหัวเราะคิก รู้ว่าชายหนุ่มแกล้งพูดไปอย่างนั้นเอง เพราะจาเรดเองก็รักทั้งคู่ไม่น้อยไปกว่าเมล อันที่จริงทั้งคู่ก็ได้ถือจาเรดเป็นแบบอย่างและถอดนิสัยของชายหนุ่มมามากทีเดียวล่ะ
“ก็พวกเขายังเป็นเด็กอยู่เลย ไว้อีกไม่นานพอพวกเขาโตขึ้นก็จะพบกับคนสำคัญของตัวเองแล้วล่ะครับ” เมลแย้ง
‘เฮ้อ!...คงอีกนาน’ จาเรดคิดแล้วถอนหายใจแรงๆ เขายังจำช่วงแรกๆ ที่เจอกันเจ้าสองคนนี้กันท่าและคอยขวางเขา จนในบางอารมณ์เขาอยากจะจับทั้งคู่โยนออกจากบ้านเลยทีเดียว
“อาจจะพบยากหน่อยล่ะมั้ง เล่นยึดเธอไว้แน่นอย่างนี้ จนบางทียังกันท่าฉันหน่อยๆ ด้วยซ้ำ” จาเรดแกล้งพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นๆ ทำให้เมลต้องเงยหน้ามองอย่างแปลกใจแต่พอเห็นแววตาล้อเลียนจากดวงตาสีน้ำตาลเข้มแกมทองนั้นก็ต้องยิ้มออกมา นิ้วเรียวบิดเนื้อตรงต้นขาแข็งแรงเบาๆ พอให้รู้สึก
“อย่าล้อเล่นสิครับ ผมยังไม่สบายใจอยู่นะ” เมลตอบเบาๆ ดวงตายังคงกังวลอยู่
“ทั้งคู่โตแล้วนะเมล ปล่อยให้พวกเขาลองแก้ปัญหาเองก่อนก็ได้” จาเรดบอกกับร่างในอ้อมแขน เมลถอนใจก่อนจะยอมรับ
ความคิดนั้น ร่างบางทรงตัวลุกขึ้นช้าๆ คว้าเสื้อมาคลุมร่าง แต่ก็ชะงักเมื่อแขนเรียวถูกดึงไว้ เมลรีบปรามทันที
“อย่านะครับ จาเรด”
“อะไร จะพาไปอาบน้ำต่างหาก”
“ไม่ต้อง ผมไปเอง เดี๋ยวคุณก็เลยเถิดอีก”
“ไม่ก็ได้ คราวนี้สัญญา”
“หึ! ไม่เชื่อ.....เอ๊ะ....” เมลอุทานเมื่อถูกรวบร่างไว้อย่างรวดเร็ว กำปั้นทุบลงบนไหล่กว้างอย่างฉุนๆ เมื่อเห็นแววหัวเราะพร่างพราวในดวงตาคมกริบคู่นั้น แล้วก็ต้องยอมแพ้เมื่อริมฝีปากได้รูปฉกวูบลงมาปิดวาจาที่กำลังจะต่อว่าทันที
c c c c c c
เมลมองเด็กหนุ่มทั้งคู่ที่ยังยืนรีรออยู่หน้าระเบียงกว้าง พอเห็นสีหน้าทั้งคู่แล้วก็ต้องยิ้มอย่างเอ็นดู
“ยังไม่ไปโรงเรียนอีก”
“พวกเราอยากรอส่งเมลก่อนนะครับ”
“ไม่ต้องหรอก จาเรดมีโทรศัพท์ด่วนเข้ามายังคุยไม่เสร็จ คงอีกสักพักถึงจะออกไป”
“งั้นก็ขอให้เดินทางปลอดภัยแล้วก็เที่ยวให้สนุกนะครับเมล อย่าลืมโทรกลับบ้านนะครับ” เมลยิ้มแตะริมฝีปากไปเบาๆ ไปที่หน้าผากของเด็กหนุ่มทั้งคู่ที่ตอนนี้ตัวสูงจนต้องเป็นฝ่ายก้มลงมาให้บ้างแล้ว
“ช่วงอาทิตย์นี้อย่าก่อเรื่องนะ แล้วก็ดูแลแคธเธอรีนด้วย”
“ครับผม” ทั้งคู่รับคำพลางยิ้มเมื่อเห็นเมลสั่งความซ้ำแล้วซ้ำอีก ร่างบางเหลือบมองนาฬิกา
“วันนี้สายแล้วนะ ให้รถไปส่งที่โรงเรียนเถอะ”
“ม่ายเอา ......” ทั้งคู่สั่นศีรษะลากเสียงตอบ แล้วก็วิ่งลงบันไดอย่างรวดเร็ว ให้รถไปส่งเหมือนพวกคุณหนูที่ช่วยตัวเองไม่ได้ทั้งหลายนะหรือ ให้เดินไปโรงเรียนยังดีเสียกว่า เมลมองตามแล้วก็ถอนใจเมื่อหันกลับมาก็ชนกับจาเรดที่เข้ามายืนซ้อนหลังเงียบๆ แววตามองมาที่เมลมีแววลังเลในมือกำซองจดหมายสีขาวฉบับหนึ่ง เมลจึงมองอย่างสงสัย
“มีอะไรครับจาเรด หรือว่ามีงานด่วนเข้ามา”
“ไม่ใช่..เมล...”
c c c c c c
“ฉันจะรอที่หน้าโรงเรียนตอนเที่ยงนะ มาร์ค” เด็กหนุ่มคนพี่บอกน้องชายเมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียนอย่างฉิวเฉียดกับเวลา
“อืมม์ ดีที่ตอนบ่ายไม่มีวิชาของจอมโหดทั้งหลายไม่งั้นโดดเรียนอย่างนี้เป็นเรื่องแน่” มาร์คบ่นเบาๆ ก่อนถามพี่ชาย
“แล้วนายล่ะ
“ฉันเป็นประธานนักเรียนนะ แค่นี้ไม่มีปัญหาหรอก วันนี้ไม่มีงานตอนเย็นด้วย” ไมค์หัวเราะ ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า
“ป่านนี้ เมลจะเดินทางหรือยังนะ”
“คงจะอยู่ที่แอร์พอร์ตแล้วมั้ง เครื่องออกสิบโมงไม่ใช่หรือ?”
“อืมม์ ....นั่นสิ นายเข้าห้องเรียนไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันแวะหาอาจารย์ก่อนแล้วจะตามไป”
“OK”
c c c c c c
สถานที่ที่หรูหราโอ่อ่า ทิวทัศน์ด้านนอกที่งดงาม รวมทั้งชื่อเสียงในความพิถีพิถันเรื่องการปรุงอาหารทำให้ภัตตาคารแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นที่ที่ดีที่สุดและแพงที่สุด แต่สถานที่และอาหารรสเลิศตอนนี้ก็ไม่ได้ส่งผลกับคนคู่หนึ่ง หญิงสูงอายุท่าทางสง่า เสื้อผ้าแบบเรียบแต่ดูหรูด้วยฝีมือการตัดเย็บชั้นเลิศ กริยาที่นั่งเก้าอี้ตัวตรงหลังตรงอย่างผู้ที่คุ้นกับการวางตัวในสังคม ตรงข้ามกับชายวัยกลางคนใส่สูทที่นั่งเยื้องออกมา ดูมีท่าทางนอบน้อมเหมือนกับคนที่ต้องระวังตัวและรับคำสั่งเป็นประจำ แม้ท่าทางทั้งคู่จะดูวางเฉยแต่มองออกว่ากำลังกังวลเหมือนกำลังรอใครสักคน เห็นได้จากอาการที่เหลือบมองไปที่ประตูทางเข้าบ่อยๆ
ในที่สุดทั้งคู่ก็ไหวตัวเมื่อมองเห็นเด็กหนุ่มร่างสูงสองคนที่ก้าวเข้ามามองไปรอบๆ แล้วจึงหันไปสอบถามกับพนักงานต้อนรับ ซึ่งได้ผายมือยังส่วนรับรองที่แยกไว้สำหรับลูกค้าพิเศษ ทั้งคู่ค่อยเหลือบสายตามองตรงมา พนักงานต้อนรับจึงโค้งศีรษะอย่างนอบน้อมก่อนจะถอยออกไป
เด็กหนุ่มทั้งคู่เดินเข้ามาช้าๆ เมื่อมายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะตัวนั้น บรรยากาศเงียบอย่างน่าอึดอัดอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งชายวัยกลางคนกระแอมออกมาเบาๆ
“เอ่อ สวัสดีครับ คุณคงจะเป็นคุณไมค์ คุณมาร์ค”
“ครับ ผมไมค์ คาร์ทไรท์ นี่มาร์ค น้องชายของผมครับ” เด็กหนุ่มคนพี่รับคำเสียงเรียบพร้อมกับก้มศีรษะเพื่อทักทายตามมารยาท หญิงสูงอายุขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อยเมื่อได้ยินน้ำเสียงเรียบเฉยนั้น พร้อมกับรู้สึกขุ่นใจวูบหนึ่งเมื่อได้ยินนามสกุล “คาร์ทไรท์” ที่เด็กหนุ่มเน้นอย่างชัดเจน พร้อมกับคิดในใจ
‘หึ ท่าทางจองหองเหมือนพ่อไม่มีผิด’ นิโคล่า โรช หวนนึกถึง ฮิวจ์ คาร์ทไรท์ พ่อของเด็กหนุ่มที่ผูกพันรักใคร่กับบุตรสาวของเธอ และได้ถูกเธอขัดขวางเพราะมาร์กาเร็ตนั้นได้หมั้นหมายกับชายหนุ่มตระกูลสูง ฐานะเท่าเทียมไว้ ไม่ใช่วิศวกรหนุ่มที่มีแต่ตัวอย่างฮิวจ์ แต่มาร์กาเร็ตใจเด็ดเกินกว่าที่เธอจะคาดไว้เมื่อตัดสินใจที่จะแต่งงานกับฮิวจ์ เป็นเหตุให้เธอโกรธมากจนตัดขาดจากบุตรสาวเพียงคนเดียวของตน
เพราะการทำงานในฐานะวิศวกรเหมืองแร่ของฮิวจ์ ทำให้มาร์กาเร็ตและฮิวจ์ได้เดินทางไปเรื่อยๆ แต่มาร์กาเร็ตก็ยังพยายามส่งข่าวคราวให้เธอรู้ทุกปี จนกระทั่งเมื่อหลายปีก่อนที่ข่าวคราวได้ขาดหายไป เธออดทนอยู่จนเมื่อปีที่แล้วจึงเริ่มให้ทนายตามสืบข่าวและพบว่าทั้งคู่ได้เสียชีวิตไปนานแล้ว
ข่าวนั้นทำให้เธอช็อค แม้จะแสดงออกให้ใครๆ เห็นว่าเธอโกรธมาร์กาเร็ตมาก แต่ด้วยสายสัมพันธ์แม่ลูกที่ยังผูกพันกัน หญิงสูงอายุได้แต่คิดถึงบุตรสาวเพียงคนเดียวด้วยความเสียใจในทิษฐิของตน
เธอมองดูเด็กหนุ่มร่างสูงทั้งคู่ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มและใบหน้าคมสัน ที่เป็นลักษณะเด่นของตระกูลโรช ท่าทางเด็กหนุ่มได้รับการอบรมอย่างดี สงบและมั่นใจในตัวเองสูง ทำให้นิโคล่ารู้สึกผิดคาด เพราะทราบว่าทั้งคู่ถูกคนรับมาอุปการะแต่เธอก็ไม่ได้สนใจถามไถ่รายละเอียดว่าใคร ฐานะเป็นอย่างไร เพราะคิดว่าไม่จำเป็น เมื่อมาพบเรื่องที่คาดไม่ถึงจึงเหลือบมองไปที่ชายวัยกลางคนที่เป็นทนายของตระกูล จอห์นฝืนยิ้มเล็กน้อยแล้วแนะนำต่อ
“เรียกผมจอห์นนะครับ ผมเป็นคนเขียนจดหมายถึงผู้ปกครองของพวกคุณเอง ผมขอแนะนำนี่คุณยายของคุณครับ คุณนิโคล่า โรช” เด็กหนุ่มก้มศีรษะให้ผู้ที่สูงวัยกว่าก่อนที่ทั้งคู่จะเอ่ยทัก
“สวัสดีครับ คุณโรช” จอห์นฝืนยิ้มอีกครั้งพร้อมกับนึกลำบากใจเมื่อเห็นท่าทีเรียบเฉยแทนที่จะดีใจของเด็กหนุ่ม หญิงสูงอายุเอ่ยทักตอบพยายามควบคุมน้ำเสียงไว้
“สวัสดี ไมค์ มาร์ค นั่งลงสิ” เด็กหนุ่มสบตากันแวบหนึ่งก่อนจะทรุดตัวนั่งลง นิโคล่าถอนใจเมื่อเห็นทีท่าห่างเหินนั้น
“ฉันเพิ่งรู้เรื่องมาร์กาเร็ตกับพ่อของเธอ ทำไมพวกเธอถึงไม่ส่งข่าวให้ทางฉันรู้” มาร์คยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินคำถาม
“ถึงพวกเรายังเด็กแต่พ่อกับแม่ก็เล่าเรื่องต่างๆ ก่อนหน้านี้ให้พวกเราทราบ ผมรู้ว่าแม่ส่งข่าวถึงคุณทุกปี และผมรู้ว่าคุณไม่เคยสนใจเพราะแม่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบอะไร เมื่อท่านเสียชีวิตแล้ว พวกเราก็ไม่มีอะไรผูกพันกันอีก” ไมค์แตะบ่าน้องชายก่อนจะเสริม
“เราคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องแจ้งทางตระกูลโรชครับ เพราะแม่ก็ไม่ได้เป็นคนของตระกูลโรชอีกแล้ว”
“เพราะเรื่องนี้ พวกเธอถึงกับยอมไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า มากกว่าจะแจ้งมาทางฉันอย่างนั้นหรือ”
“มันเป็นเรื่องธรรมดานี่ครับ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบก็ไม่จำเป็นครับ ตอนนี้พวกเราสบายดี” เด็กหนุ่มคนพี่พูดเสียงเรียบ นิโคล่าถอนใจแล้วก็พูดต่อ
“จอห์นบอกว่า พวกเธอมีคนรับอุปการะตั้งแต่พ่อกับแม่เธอเสียชีวิตได้ไม่นาน แต่ฉันยังไม่รู้รายละเอียด” เป็นครั้งแรกที่มาร์คยิ้ม และแววตาของไมค์อ่อนโยนลง
“ครับ เมลรับพวกเรามาดูแลและเป็นผู้ปกครองตามกฎหมายของเราในขณะนี้”
“แล้ววันนี้ทำไมเขาไม่มา หรือว่าติดธุระถึงปล่อยให้พวกเธอมาเพียงสองคน” นิโคล่าถาม เด็กหนุ่มชะงักสบตากันแวบหนึ่งแล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงจากเบื้องหลัง
“ขอโทษครับที่มาสาย ผมมีเหตุขัดข้องนิดหน่อย”
ทั้งหมดหันขวับไปเมื่อได้ยินเสียงนุ่มเบาดังขึ้น นิโคล่านั่งงงไปชั่วครู่เมื่อเห็นบุคลิกของชายหนุ่มทั้งสองคนก้าวเข้ายืนอยู่ด้านหน้า ชายหนุ่มคนที่เอ่ยทักใบหน้างดงามและดวงตาสีม่วงอ่อนโยน รูปร่างบาง ขณะที่ชายหนุ่มอีกคนร่างสูงใหญ่ยืนซ้อนหลังอยู่ ใบหน้าคมสันนั้นเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบมองสถานการณ์อย่างประเมิน นิโคล่าเริ่มมองเห็นความยากลำบากในการที่เธอจะได้ตามความประสงค์
“เมล! จาเรด!” เสียงทักของไมค์กับมาร์ค ดังขึ้นอย่างตกใจเมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งคู่ปรากฏตัวขึ้น เมลเหลือบตามองไปยังคู่แฝดด้วยสายตาคาดโทษ ทำเอาไมค์กับมาร์คสะดุ้งอยู่ในใจ เพราะเวลาที่เมลโกรธจริงๆ แล้วน่ากลัวกว่าจาเรดตั้งเยอะ
“เอ่อ... สวัสดีครับ ผมจอห์น เป็นทนายของคุณนิโคล่า โรช คุณยายของคุณไมค์กับมาร์คครับ” เมลยิ้มผงกศีรษะรับคำทักทายของชายวัยกลางคน
“ผมทราบจากจดหมายแล้วครับ เรียกผมว่าเมล แล้วนี่ จาเรด สตีลครับ” เมลพูดจบก็หันหน้าไปทางหญิงสูงอายุที่นั่งอึ้งอยู่เมื่อเห็นพวกเขา
“สวัสดีครับ คุณโรช”
“สวัสดี เชิญนั่ง” เมลก้มศีรษะแล้วทรุดตัวลงนั่งติดกับไมค์ ขณะจาเรดนั่งลงข้างๆ ร่างบางเริ่มต้นพูดก่อนอย่างนุ่มนวล
“ผมดีใจที่มีโอกาสได้รู้จักกับญาติของไมค์กับมาร์คครับ”
“ฉันเพิ่งทราบเรื่องการเสียชีวิตของลูกสาวกับสามีของเขา ไม่อย่างนั้นฉันคงรับพวกเขามาดูแลเองแล้ว” หญิงสูงอายุเริ่มเกริ่นถึงความต้องการของตนเองแต่ก็ผิดหวังเมื่อเห็นเมลยังคงยิ้มอย่างสุภาพและไม่แสดงท่าทีอะไร
ไมค์กับมาร์คเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว ขยับจะพูดแต่กลับกลับถูกห้ามด้วยสายตาดุๆ จากจาเรด นิโคล่าเอ่ยต่ออย่างคาดคะเนทีท่า
“การอุปการะเด็กทั้งคู่คงทำให้คุณเสียค่าใช้จ่ายมาก ถ้ายังไงฉันอยากช่วยเหลือบ้าง ฉันจะให้จอห์นดำเนินการให้ทันที” จาเรดซึ่งตอนแรกตั้งท่าจะเงียบปล่อยให้เมลจัดการ กลับขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจเมื่อได้ยินดังนั้น
“คุณหมายความว่ายังไง” ชายหนุ่มถามเสียงเย็น
“ฉันหมายถึงว่า ฉันยินดีที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่คุณได้ให้กับเด็กทั้งคู่ไป” เมลมองหญิงสูงอายุตรงหน้าแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อมองลึกเข้าไปในแววตากระวนกระวายของเธอ
“ไม่จำเป็นหรอกครับ” เมลตอบขณะที่ทนายความวัยกลางคนพยายามจะช่วยเหลือนายจ้างของตน
“คุณโรช หมายความตามนั้นจริงๆ นะครับ” จาเรดมองทนายความหนุ่มด้วยสายตาเยือกเย็นที่เขามักจะใช้ในการประชุมเวลามีเรื่องจัดการกับใครบางคน
“เราไม่สนใจเรื่องนั้น คุณน่าจะหาข้อมูลของพวกเราให้ดีก่อนที่จะเสนอเงื่อนไขอย่างนั้น ถ้าทนายของผมทำงานบกพร่องอย่างคุณ วันนี้เขาตกงานไปแล้ว”
จอห์นนิ่งอึ้งทำไมเขาจะไม่รู้กิตติศัพท์ของ จาเรด สตีล เงินเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับประธานกรรมการของ สตีลกรุ๊ป อิทธิพลทางการเงินและเศรษฐกิจของชายหนุ่มดังกรอกหูทันทีที่เขาเข้ามาสืบเรื่องนี้ และเมื่อเขาพยายามติดต่อทนายความรุ่นพี่ที่เป็นมือกฎหมายของสตีลกรุ๊ปเพื่อขอข้อมูล เขาก็พบกับทีมทนายมือเยี่ยมซึ่งได้เตือนเขาอย่างหวังดีในฐานะทนายด้วยกันว่า อย่าพยายามมีเรื่องกับจาเรด สตีล แต่เขาเป็นลูกจ้างก็ต้องพยายามทำตามความต้องการของนายจ้างของตน
เมลแตะมือชายหนุ่มเบาๆ ที่ใต้โต๊ะแล้วเหลือบตามองชายหนุ่ม จาเรดรวบปลายนิ้วเรียวอย่างให้กำลังใจ ร่างบางจึงยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะสบตานิโคล่า โรช ซึ่งนิ่งอึ้งไป เธอพยายามควบคุมอารมณ์ก่อนจะเชิดหน้าอย่างไม่ยอมแพ้
“ฉันพูดตรงๆ ก็ได้ คุณสตีล ฉันต้องการหลานคืน พวกคุณเสียค่าใช้จ่ายไปเท่าไรฉันยินดีชดเชยให้” ดวงตาคมกริบของจาเรดหรี่ลงเล็กน้อย ขณะที่เด็กหนุ่มฝาแฝดทั้งคู่สูดลมหายใจลึกมองหญิงสูงอายุตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
คนตรงหน้านี่คิดว่าพวกเขาซื้อขายได้งั้นหรือ เด็กหนุ่มทั้งคู่คิดอย่างเจ็บปวด คนคนนี้เป็นยายของเขา เป็นแม่ของคนที่อ่อนโยนเห็นแก่ผู้อื่นเสมออย่างมาร์กาเร็ตแม่ของเขาได้ยังไง เมลสบตาเด็กหนุ่มทั้งคู่อย่างปลอบโยนและเข้าใจในความรู้สึก
“เงินไม่มีความสำคัญในกรณีนี้ คุณจะไม่ถามทั้งคู่ก่อนหรือว่าพวกเขาต้องการอะไร”
“พวกเขายังเด็กเกินไป”
“พวกเราโตแล้วครับ ตัดสินใจเองได้และพวกเราก็ไม่ต้องการที่จะไปอยู่ตระกูลโรช” ไมค์เอ่ยขึ้นเสียงเข้มอย่างพยายามควบคุมตนเอง เมลเองก็ถอนใจเบาๆ ขณะที่จาเรดตอบแทนเมลด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“พวกเขาโตพอสำหรับเรื่องนี้ และพวกเขามีอิสระที่จะตัดสินใจ คุณไม่สามารถใช้เงินซื้อเรื่องนี้ได้”
“นั่นหมายความว่าคุณไม่ยอมรับเงื่อนไขของฉัน ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้กฎหมายจัดการเรื่องนี้ ฉันต้องได้หลานคืน”
เด็กหนุ่มทั้งคู่สบตาจาเรดทันทีที่ได้ยิน แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มอย่างเยือกเย็น ทำให้ทั้งคู่เบาใจขึ้น เมลถอนใจอีกครั้งเมื่อเห็นทีท่าไม่ยอมรับฟังของคนตรงหน้า
“ผมบอกไว้เลยว่าการผูกพันด้วยกฎหมายไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญอะไร เพราะอีกไม่นานพวกเขาก็จะบรรลุนิติภาวะแล้วพวกเขาก็จะจากมาอยู่ดี อย่าว่าแต่คุณไม่มีทางชนะในเรื่องนี้เลย” หญิงสูงอายุนิ่งอึ้งเมื่อได้ฟังเหตุผลนั้น ไหล่ที่เคยตั้งตรงลู่ลงถึงอย่างไรเธอก็ไม่ใช่คนโง่ที่ไม่รู้สถานการณ์ ดวงตาสีม่วงอ่อนโยนลงเมื่อเอ่ยต่ออย่างเสนอโอกาสให้
“แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่คุณจะสามารถทำเพื่อแก้ไขเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ ผมคิดว่าคุณเป็นคนฉลาดลองพิจารณาสิ่งที่ผมพูดนะครับว่ามันคืออะไร”
“ฉันเพียงแต่อยากดูแลหลานของฉันเท่านั้น พวกเขาเป็นตัวแทนของลูกสาวฉัน” เมลยิ้มเล็กน้อยขณะที่มองหญิงสูงอายุตรงหน้าเขา เจ้าทิษฐิและเอาแต่ใจตัวเอง รู้ตัวเมื่อสายไป ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และแสดงความรักไม่เป็น ร่างบางถอนใจเมื่อคิดว่าเหมือนใครก็ไม่รู้ ก่อนจะเอ่ยว่า
“เอาเถอะ พวกคุณยังไม่รู้จักกันดีเลย พรุ่งนี้ผมขอเชิญรับประทานอาหารเย็นที่บ้านนะครับ ผมจะเล่าเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาให้ฟัง คุณอาจจะคิดว่าโชคดีก็ได้ ที่ไม่ได้เจ้าตัวยุ่งไปอยู่ด้วย” นิโคล่าเงยหน้าขึ้น ก่อนจะค่อยๆยิ้มออกมา หญิงสูงอายุสบตาสีม่วงอ่อนใสปลอบประโลมคู่นั้นอย่างขอบคุณสำหรับโอกาสที่ร่างบางยื่นมาให้
“ฉันรู้สิ่งที่คุณพูดถึง ว่ามันคืออะไร ฉันจะพยายาม” นิโคล่าหันมองเด็กหนุ่มทั้งคู่อย่างเสียใจ เธอเกือบจะทำผิดซ้ำสองแล้วสินะ หวังว่าคราวนี้เธอจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างใจเย็น ไม่เหมือนกับเมื่อครั้งมาร์กาเร็ตบุตรสาวคนเดียวของเธอ
“ที่บ้านยินดีต้อนรับคุณเสมอนะครับ แม่ผมคงจะดีใจที่ได้รู้จักกับคุณยายของไมค์กับมาร์ค”
“ขอบใจเมล”
c c c c c c
เด็กหนุ่มที่นั่งเงียบกริบอย่างระวังตัวก้าวลงจากรถ หันไปมองจาเรดอย่างขอความช่วยเหลือ เมื่อร่างโปร่งบางของเมลก้าวลงจากรถโดยไม่พูดจาอะไร แล้วเดินผ่านคนรับใช้ที่เปิดประตูให้อย่างรวดเร็ว
“จาเรด...” ร่างสูงมองดูเด็กหนุ่มทั้งคู่แล้วถอนใจ จับไหล่อย่างปลอบโยน มองดวงตาว้าวุ่นอย่างทำอะไรไม่ถูกของทั้งคู่
“ไปหาเมลเถอะ อธิบายเรื่องต่างให้ฟังให้หมด”
“ถ้าเมลโกรธพวกเรา แล้ว......” มาร์คพึมพำออกมา จาเรดยิ้ม
“เมลโกรธ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่รักพวกเธอแล้วนี่นา สงสัยความรักของเมลหรือไง” เด็กหนุ่มทั้งคู่สบตากันแล้วก็สั่นศีรษะ จาเรดยิ้มอย่างให้กำลังใจ
“งั้นไปเถอะ”
ก๊อก! ก๊อก! เมลหันกลับมามองเด็กหนุ่มทั้งคู่ แล้วเม้มริมฝีปากเล็กน้อยอย่างขุ่นเคือง
“เมลครับ..พวกเราเสียใจ” แววตาของเด็กหนุ่มทั้งคู่เสียใจและรู้สึกผิด เมลมองแล้วก็หายใจลึกเมื่อเข้าใจความรู้สึกเจ็บปวด จากที่ทั้งคู่รู้เรื่องราวของบิดามารดา การที่ถูกตัดขาดไม่รับรู้ว่ามีพวกเขาอยู่ตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งมาถึงวันนี้จู่ๆ คิดจะมาหาก็มา คิดจะรับว่าเป็นหลานก็รับ ไม่คิดถึงความรู้สึกของพวกเขาเลย
เมลถอนใจก่อนจะเปิดวงแขนออก เด็กหนุ่มทั้งคู่ก้าวเข้าไปกอดร่างบางไว้แน่น
“เมลครับ ผมขอโทษ ไม่ได้อยากจะปิดบังเมล แต่ไม่อยากให้เมลกังวลเรื่องนี้ ผมรู้ว่าเขาติดต่อมาเพราะต้องการอะไร แต่พวกเราไม่ต้องการที่จะไปอยู่ที่นั่น”
“แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ พวกเธอจัดการเองไม่ได้หรอก ฉันเพียงแต่เสียใจที่พวกเธอปิดบัง หรือคิดว่าฉันพึ่งพาไม่ได้”
“ไม่ใช่ครับ ผมแค่ไม่ต้องการให้พวกเขามายุ่งกับเมล” ไมค์รีบปฏิเสธอย่างร้อนรน มองหน้าเมลอย่างกังวล เมลสบตาเด็กหนุ่มแล้วถอนใจดึงทั้งคู่ให้นั่งลง
“ฉันไม่เคยรู้เรื่องของตระกูลโรชเลย เพราะพวกเธอถูกส่งตัวไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทำให้ฉันไม่เคยคิดเลยว่าพวกเธอจะมีญาติอยู่”
“พวกเราไม่มีญาติ” มาร์คเอ่ยเสียงแข็ง ไมค์แตะบ่าน้องชายก่อนจะหันไปหาเมล
“พวกเรารู้เรื่องตั้งแต่แรก เมล ผมจำได้ว่าแม่เสียใจขนาดไหน เมื่อแม่พยายามติดต่อไป ก็ได้รับจดหมายชี้แจงจากทนายของตระกูลโรชมาถึงแม่ ว่าเราไม่มีส่วนเกี่ยวพันกับพวกเขา แต่ในวันเกิดพวกเราแม่ก็ยังติดต่อส่งข่าวไปอย่างน้อยปีละครั้ง จนพวกท่านเสียชีวิต”
“พวกเธอจึงบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีญาติเหลืออยู่แล้วงั้นหรือ”
“ครับ ตอนนั้นพวกเรายังเด็กอยู่ก็จริง แต่อายุ 10 ขวบสามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้ เจ้าหน้าที่จึงไม่มีใครสงสัยว่าพวกเรายินดีที่จะอยู่ที่นั่นมากกว่า แถมที่แอฟริกาก็ไม่มีขั้นตอนอะไรยุ่งยาก มีคนมาคุยกับพวกเราแค่คนสองคนแล้วก็ส่งเราไปอยู่ที่นั่นเลย” เมลถอนใจเมื่อนึกถึงความเข้มแข็งของเด็กทั้งสองที่ตัดสินใจลงไปเช่นนั้น ไมค์ยิ้มเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเมลก่อนจะเล่าต่อ
“แต่พอพวกเรามาอยู่กับเมล พวกเราก็ลืมตระกูลโรชไปจริงๆ นะครับ เราไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเมล”
“ใช่ จนกระทั่งจดหมายฉบับนั้นมาแหละ” มาร์คเสริมขึ้น แล้วก็หันมามองร่างบางของผู้ปกครองถามอย่างสงสัย
“แต่เมลรู้เรื่องนี้ได้ยังไงครับ”
“จาเรด เป็นคนเจอจดหมายฉบับนั้น” มาร์คกับไมค์มองหน้ากันแล้วยิ้ม พวกเขาไม่ได้ทำลายจดหมายฉบับนั้น ส่วนลึกๆ แล้วพวกเขาอาจต้องการให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก็ได้ แต่เมื่อนึกอะไรบางอย่างออกก็อุทานอย่างตกใจ
“เมลแล้วเรื่องไปเที่ยวล่ะครับ” ร่างบางตวัดตาค้อน
“ยังจะมาถามอีก เจอจดหมายฉบับนั้นเธอคิดว่าฉันจะไปเที่ยวได้อย่างสบายใจหรือไง” ทั้งคู่หลบตาอย่างสำนึกผิดพึมพำ
“ขอโทษครับ ผมรู้ว่าเมลหาโอกาสพักผ่อนมาตั้งนาน” เมลขยี้ศีรษะทั้งคู่ก่อนตอบ
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ไปเที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วพรุ่งนี้คุณนิโคล่าจะมากินอาหารเย็นด้วย ทำตัวเป็นเด็กดีหน่อยนะ”
“ผมไม่อยากพบเธอ” ไมค์ขมวดคิ้ว เมลมองร่างสูงของเด็กหนุ่มที่ทำท่าจะเกเร
“ไมค์ ถึงอย่างไรเธอก็เป็นคุณยายของเธอนะ เรื่องที่ผ่านมาเธอก็รู้สึกเสียใจอยู่แล้ว แล้วฉันก็ไม่ได้บอกให้ต้องพวกเธอต้องฝืนใจอะไรมากมาย แค่สุภาพกับเธอก็พอนี่นา ให้โอกาสเธอดูก่อน ตกลงมั้ย” เมลมองสีหน้าดื้อดึงของเด็กหนุ่มทั้งคู่ ก่อนจะถอนใจเอ่ยต่อ
“ไมค์ มาร์ค ลองคิดดูนะตลอดเวลาที่พวกเธอมีความสุขอยู่กับแม่ของเธอ แต่คุณนิโคล่าเธอเป็นฝ่ายสูญเสียลูกสาวของเธอไปนะ” ไมค์กับมาร์คเม้มริมฝีปากแล้วก็ต่อรองอย่างไม่เต็มใจนัก
“แค่สุภาพกับเธอเท่านั้นนะเมล”
“งั้นสิ” ร่างบางยิ้ม ทั้งคู่โตและมีควมคิดเป็นของตัวเองแล้ว การจะให้รับฟังและยอมรับง่ายๆ เหมือนเด็กคงเป็นไปไม่ได้
‘คงจะต้องใช้ความจริงใจ ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขเท่านั้นที่จะทำให้เหตุการณ์ต่างๆ คลี่คลายลง หวังว่าคุณจะอดทนพอนะครับ นิโคล่า’ เมลคิดในใจอย่างเงียบๆ
c c c c c c
เมลชักสงสัยว่าตัวเองคิดผิดหรือคิดถูก ร่างบางถอนใจอย่างโล่งอก เมื่ออาหารเย็นมื้อนั้นจบลง พร้อมกับตวัดสายตาไปยังไมค์กับมาร์คอย่างอ่อนใจ ขณะที่จาเรดหัวเราะหึ หึ เป็นเพราะเด็กหนุ่มทั้งคู่ทำตัวสุภาพเรียบร้อยจนเกินพอดี ถามคำตอบคำและยังทำเหมือนนิโคล่าเป็นแขกที่มาร่วมรับประทานอาหารเย็นเท่านั้น แม้เมลจะขึงตาใส่ แต่ทั้งไมค์กับมาร์คก็ทำหน้าบริสุทธิ์ไม่รู้เรื่อง จนจาเรดที่ชินกับสีหน้าของเด็กหนุ่มเวลารวนจัดๆ มองสถานการณ์อย่างนึกขำ ดีที่ความอ่อนโยนของเมลและการชวนพูดคุยของแคธเธอรีนทำให้นิโคล่าไม่ลำบากใจมากนัก
“ลาก่อนนะเมล ขอบใจสำหรับมื้อเย็นจ้ะ”
“ยินดีครับ แคธเธอรีนก็คงดีใจที่จะได้เพื่อนพูดคุยกันบ้าง รบกับเจ้าตัวยุ่งสองคนนี่จนเหนื่อยแล้วมั้ง”
“ฉันอิจฉาแคธเธอรีนนะ ที่เด็กทั้งคู่เรียกเธอว่าคุณย่า” นิโคล่าเอ่ยเบาๆ เมลมองกริยาท่าทางเข้มแข็งของหญิงสูงอายุตรงหน้าอย่างให้กำลังใจ
“เรื่องอย่างนี้ต้องใช้เวลา คุณจะอยู่ที่เมืองนี้อีกนานมั้ยครับ”
“คงอีกสัก 2-3 วันก็ต้องกลับแล้ว แต่ฉันจะมาเยี่ยมเด็กทั้งคู่บ่อยๆนะเมล”
“ครับ ที่นี่ยินดีต้อนรับคุณเสมอ ครั้งหน้ามาพักกับเรานะครับ” เมลเอ่ยลาอีกครั้ง ร่างบางยังยิ้มขณะที่มองตามหลังรถคันยาวออกไป แต่พอหันกลับมาก็หุบยิ้มทันที ถามร่างสูงที่ยืนอยู่เบื้องหลังอย่างโมโหนิดๆ
“เจ้าตัวดีทั้งคู่ล่ะครับ จาเรด” จาเรดหัวเราะเบาๆ
“บอกว่าต้องทำการบ้าน หนีเข้าห้องไปเรียบร้อยแล้ว เอาน่าเมล ได้แค่นี้ก็ดีจะตายแล้ว” จาเรดโอบร่างบางตรงหน้า ก่อนจะพยายามทำให้อารมณ์ดีขึ้น
“เธอก็รู้นี่นา ว่าเรื่องนี้มันต้องใช้เวลา”
“ผมรู้” เมลถอนใจ มองหน้าจาเรดแล้วยิ้มเอ่ยต่อเบาๆ “เป็นเพราะผมเห็นใจนิโคล่า เธอทำให้ผมนึกถึงใครบางคนเมื่อนานมาแล้ว” จาเรดขมวดคิ้วก่อนจะถาม
“ใคร?”
“คุณไงครับ จาเรด เธอเมื่อก่อนก็คงเหมือนคุณ เจ้าทิษฐิและเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และแสดงความรักไม่เป็น ถึงได้ตัดขาดจากลูกสาวคนเดียวของตัวเองอย่างนั้น กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไป ผมจึงอยากช่วยเธอ” จาเรดยิ้มก่อนจะเถียง
“ไม่เห็นเหมือนสักหน่อย” ดวงตาเมลพราวระยับ คล้องแขนรอบคอร่างสูงเขย่งปลายเท้าขึ้นกระซิบ
“งั้นหรือ แต่คนนั้นๆ ก็ทำให้ผมรักได้นะ ผมรักคนที่เจ้าทิษฐิและเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ค่อยจะฟังใคร แถมกว่าจะบอกว่ารักก็ทิ้งไว้เนิ่นนานตั้งห้าปีคนนั้นนะ” จาเรดยิ้มดวงตาคมคู่นั้นอ่อนแสงลงจนเหลือแต่ประกายสีทองระยิบ เป็นดวงตาที่มีไว้มองคนรักเพียงคนเดียวของเขา ชายหนุ่มพึมพำเสียงเบา
“แต่ตอนนี้ฉันยอมเธอออกขนาดนี้ รักเธอออกขนาดนี้แล้วนี่นะ จะเหมือนได้ยังไง”
end
“เมล......เป็นไงบ้าง?” จาเรดถามร่างโปร่งบางในอ้อมแขนอย่างเป็นห่วง ขณะประคองเข้ามาในบ้าน ห้องโถงกว้างใหญ่เปิดไฟสลัวไว้มุมห้องเพียงพอที่จะมองเห็นเพียงเลือนลางเท่านั้น ชายหนุ่มจึงเอื้อมไปเปิดโคมแก้วเจียรนัยกลางห้องให้สว่างขึ้น เมลเงยหน้าขึ้นแล้วก็รู้สึกห้องเอียงวูบจนต้องอิงร่างสูงไว้เป็นหลัก ขณะปากยังปฏิเสธ
“ไม่เป็นไรครับจาเรด แค่เวียนหัวนิดหน่อยเอง”
จาเรดมองใบหน้างดงามที่ตอนนี้แดงระเรื่อไปด้วยฤทธิ์อัลกอฮอล์ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำเข่นเขี้ยวในลำคอเบาๆ เมื่อนึกถึงงานเลี้ยงที่ผ่านมาเมื่อครู่ ชายหนุ่มรู้ตัวว่าเขาออกจะหงุดหงิดและหึงมากเกินไปนิด เพราะถึงแม้จะอยู่ร่วมกันมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ร่างตรงหน้าแทบไม่เปลี่ยนแปลงแถมยังมีเสน่ห์เพิ่มขึ้นทุกวัน แล้วจะไม่ให้เขาอารมณ์เสียได้ยังไงเมื่อเห็นเมลเป็นจุดสนใจและมีคนพยายามเข้ามาใกล้ชิดขนาดนั้น
แถมเจ้าตัวยังโอภาปราศรัยแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวเสียอีก มันน่านัก!!
“ยังจะบอกไม่เป็นไร!....รู้ตัวว่าดื่มไม่ได้ยังฝืนดื่มเข้าไปตั้งหลายแก้ว” เมลหัวเราะคิกด้วยความมึนเมาไม่สนใจน้ำเสียงดุๆ นั้น ดวงตาสีม่วงใสทอแววรื่นรมย์ขณะเพ่งมองหน้าคมเข้มของจาเรดแล้วก็กระพริบตาปริบๆ เมื่อชักจะตาลายจนมองเห็นเป็นสองหน้าแล้ว มือเล็กยกขึ้นวางแปะไปที่สันกรามแข็งแรงนั้นแล้วกระซิบเสียงพร่า
“อย่าหงุดหงิดซิ จาเรด” ร่างสูงถอนใจแล้วสั่นหน้าเล็กน้อย จับมือที่แนบแก้มแล้วเอียงหน้ามาจุมพิตเบาๆ ที่กลางมือนุ่ม
“ฉันเป็นห่วงต่างหากล่ะ” เมลมองกริยาอ่อนโยนนั้น ริมฝีปากแดงระเรื่อคลี่ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี รู้สึกตัวเบาๆ เหมือนจะลอยได้ จึงทิ้งน้ำหนักทั้งตัวเข้าหาจาเรดพร้อมกับตวัดแขนเรียวไปรอบลำคอแข็งแรง ทำให้ชายหนุ่มที่ไม่ทันระวังเสียหลัก เซไปปะทะเก้าอี้ยาวรับแขกจนต้องทรุดตัวลงนั่ง แต่ก็ไม่ยอมเสียเปรียบเมื่อมือแข็งแรงรวบเอวบางลงมาด้วย
“เมล!” จาเรดอุทานออกมา เมื่อริมฝีปากอ่อนนุ่มเป็นฝ่ายรุกโดยการพรมจุมพิตเปะปะไปที่ลำคอแข็งแรง ลมหายใจร้อนผ่าวที่แตะต้องผิวเนื้อและร่างนุ่มนวลในอ้อมแขนทำให้อารมณ์ปรารถนาเริ่มคุโชนจนร่างสูงต้องครางในลำคอเบาๆ รั้งใบหน้างดงามขึ้นแล้วประทับจูบลงไป ปลายลิ้นแทรกเข้าไปตวัดเกี่ยวกับลิ้นนุ่มทันที เมลถอนใจเอียงหน้าและเผยอริมฝีปากออกรับการจู่โจมของจาเรด เมื่อชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกร่างในอ้อมแขนถึงกับหอบหายใจซบหน้าผากกับอกกว้าง ชายหนุ่มยิ้มเมื่อก้มลงมอง แขนแข็งแรงตวัดร่างบางกระชับแน่นก่อนจะลุกพาเดินขึ้นบันไดโค้งที่ทอดขึ้นสู่ชั้นสอง
จาเรดใช้เท้าดันประตูห้องปิด หันกลับมาที่เตียงกว้างแล้วค่อยๆ วางร่างบางลง ขณะจะยืดตัวขึ้นก็ต้องหัวเราะอย่างพึงใจเมื่อถูกเหนี่ยวต้นคอรั้งไว้ จนต้องผ่อนร่างลงนอนข้างๆตามแรงดึง ดวงตาคมสบกับดวงตาสีม่วงอ่อนใสที่เป็นประกายระยับอย่างยั่วเย้า แล้วก็ต้องครางลึกในลำคอเมื่อร่างนุ่มนวลพลิกตัวขึ้นทาบบนร่างเขา จาเรดจับเอวเล็กไว้แน่นเมื่อร่างกายท่อนล่างถูกเสียดสีกับสะโพกนุ่มจนร้อนรุ่ม ชายหนุ่มพึมพำเมื่อถูกรุกเร้า
“เดี๋ยว...ช้าลงก่อน.....เมล” แต่เมลกลับคลี่ยิ้มออกมาอย่างเย้ายวน ฤทธิ์อัลกอฮอล์ยิ่งกระตุ้นเร้าอารมณ์ปรารถนา ทำให้เมลรู้สึกร้อนผ่าวทั่วร่างและลืมเลือนความเขินอายไปจนหมดสิ้น มือเล็กพยายามแกะทึ้งเสื้อผ้าอย่างเปะปะจนจาเรดต้องครางผสมกับเสียงหัวเราะสั่นพร่าอย่างยอมแพ้ ร่างสูงขยับตัวช่วยจนเมลปลดปล่อยเสื้อผ้าที่พันธนาการทั้งคู่ออกไป
เมลไล้มือเบาๆไปที่อกกว้างแข็งแรงพลางคิดในใจ จาเรดต่างหากที่ไม่เปลี่ยน ด้วยวัย 38 ชายหนุ่มกลับยิ่งเปี่ยมด้วยเสน่ห์ของบุรุษเพศ ร่างกายแข็งแรงอย่างคนที่รู้จักรักษาสุขภาพและออกกำลังกายเป็นประจำ อกกว้างและอ้อมแขนนี้ยังคงโอบกอดเขาอย่างเร่าร้อนและอ่อนหวานทุกค่ำคืน
จาเรดรั้งเมลลงไปช้าๆ ทำให้ร่างเปลือยของทั้งคู่แนบชิดกัน ผิวพรรณเรียบลื่นสัมผัสร่างแกร่งจนแทบไม่มีช่องว่าง กลิ่นหอมละมุนกระตุ้นให้อารมณ์พิศวาสคุโชน จาเรดครางอย่างพอใจเมื่อเมื่อริมฝีปากนุ่มนวลเป็นฝ่ายจู่โจมเขา ปลายลิ้นเล็กสีชมพูไล้ไปตามอกกว้างแล้วค่อยๆ เลื่อนลงช้าๆ ชายหนุ่มมองตามอย่างคาดหวัง
“เมล...อา..” เสียงครางลึก เมื่อริมฝีปากนั้นเลื่อนลงมาถึงและครอบครองความแข็งแกร่ง ปลายลิ้นเล็กตวัดเลียอย่างนุ่มนวลราวกับติดใจในรสชาติของชายหนุ่ม นิ้วเรียวขยับลูบไล้เป็นจังหวะ จนกระทั่งจาเรดเกือบจะทนไม่ไหว มือแข็งแรงเอื้อมประคองศีรษะเล็กขึ้นทันที
จาเรดพยายามควบคุมลมหายใจ เมื่อปลายลิ้นสีชมพูตวัดช้าๆ อย่างอ้อยอิ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตา ชายหนุ่มรู้สึกปวดร้าวด้วยความต้องการ จนต้องกำหมัดห้ามตนเองไม่ให้เหวี่ยงร่างบางลงแล้วเป็นฝ่ายจู่โจมเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ปรารถนา ชายหนุ่มกระซิบเสียงพร่า
“มาซิ...เมล ลงมือได้เลย” เมลคลี่ยิ้มอย่างเย้ายวนเมื่อมองร่างสูงที่นอนเหยียดยาวตรงหน้า จาเรดของเขาช่างดูงดงามและแข็งแกร่งยิ่งนัก ร่างบางลดสายตาลงมาแล้วก็หน้าแดงเรื่อก่อนที่จะแยกต้นขาเรียวออกคร่อมต้นขาแข็งแรงของชายหนุ่ม มือขยับลงไปกอบกุมจาเรดไว้ และนำเขาเข้าสู่ช่องทางที่นุ่มนวลร้อนผ่าวของตน
“อือ..จา..เรด” ร่างบางขมวดคิ้วเรียวกับความรู้สึกเต็มแน่น เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดพรายทั่วกาย เมื่อค่อยๆ ทรุดตัวลงรับเอาความแข็งแกร่งเข้าไปจนหมด
“พระช่วย เมล” จาเรดจิกมือไปที่บั้นท้ายนุ่มเมื่อรู้สึกเสียวแปลบ สะโพกเกร็งแอ่นรับความนุ่มนวลที่สวมสอดลงมา ชายหนุ่มสูดลมหายใจเฮือกแล้วขยับมือมาช่วยกระตุ้นเร้าระหว่างต้นขาเรียวทำให้เอวบางเริ่มขยับ บั้นท้ายนุ่มเบียดเข้าหาหน้าขาแข็งแรงอย่างเร่าร้อนมากขึ้น
“จา...เรด..” เมลกัดริมฝีปากแน่น หายใจหอบขณะที่อารมณ์เริ่มไต่สูงขึ้น นิ้วของจาเรดนวดคลึงร่างบางเป็นจังหวะ เมลพยายามไขว่คว้าและแสวงหาการปลดปล่อย จนกระทั่งกรีดร้องและกระตุกหลั่งรินความปราถนาออกมาเปรอะเปื้อนมือและแผ่นอกกว้างของจาเรด ช่องทางคับแคบบีบรัดความแข็งแกร่งทันที จนจาเรดครางหนักๆ เมื่อรู้สึกความเสียวซ่านพุ่งปราดจนควบคุมไม่ได้ ในที่สุดร่างสูงก็แอ่นสะโพกกระตุกหลั่งรินความขาวขุ่นร้อนผ่าวออกมาเกือบพร้อมๆ กัน
สีหน้าของชายหนุ่มแฝงแววสุขสมดวงตาปิดสนิทแน่น ขณะที่เมลพับลงกับอกกว้างอย่างหมดแรง เมื่อควบคุมลมหายใจได้จาเรดลืมตาขึ้นช้าๆ เหลือบดูร่างบางที่เริ่มจะเคลิ้มหลับไปในอ้อมแขนเขาแล้วพึมพำเสียงพร่า แฝงแววหัวเราะ
“เมล ฉันน่าจะมอมเหล้าเธอทุกวันนะนี่”
c c c c c c
“อรุณสวัสดิ์ครับ จาเรด” จาเรดเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ เมื่อได้ยินเสียงทักจากเด็กหนุ่มร่างสูงสองคนที่เดินเข้ามาในห้องอาหารอย่างแจ่มใส ใบหน้าคมเข้มของทั้งคู่ รวมถึงสีผมดำสนิทและดวงตาตาสีน้ำเงินถอดแบบกันออกมาชนิดทำให้คนรอบข้างสับสนอยู่บ่อยๆ
“อรุณสวัสดิ์ ไมค์ มาร์ค ทำไมวันนี้สายขนาดนี้ล่ะ” ชายหนุ่มมองเด็กหนุ่มฝาแฝดในความดูแลแล้วพับหนังสือพิมพ์ไว้ด้านข้างก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ
“วันนี้สายได้ครับ ไม่มีเรียนตอนเช้า เอ่อ แล้วเมลล่ะครับ จาเรด” ไมค์แฝดคนพี่ตอบแล้วถามถึงเมลคราวเดียวกัน เมื่อเห็นจาเรดนั่งอยู่เพียงคนเดียวและแต่งกายเรียบร้อยอย่างพร้อมที่จะออกไปทำงานแล้ว
“ไม่สบายนิดหน่อย วันนี้เลยให้หยุดไม่ต้องไปทำงาน”
“เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ” มาร์คชะงักมือที่กำลังจะลากเก้าอี้ออกมานั่ง จาเรดยิ้มเมื่อนึกถึงสาเหตุใหญ่ที่เป็นต้นเหตุทำให้ร่างบางเพลียมากจนลุกไม่ขึ้นก่อนจะตอบ
“แค่ปวดหัวแล้วก็เพลียเพราะงานเลี้ยงเมื่อคืนดื่มเข้าไปหลายแก้วนะ ตอนนี้เลยให้นอนพักต่อ”
“งั้นเดี๋ยวผมค่อยมากินอาหารเช้า ขึ้นไปดูเมลก่อนดีกว่า”
c c c c c c
เด็กหนุ่มสองคนวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างใจร้อน พอจะเคาะประตูห้องของเมล มาร์คก็ชะงักเล็กน้อยแล้วทำหน้าเจ้าเล่ห์ ดึงแขนพี่ชายไว้ก่อนจะเหลือบตาไปยังประตูห้องนอนของจาเรดที่อยู่ติดกันอย่างท้าพนัน แต่ไมค์หวนนึกไปถึงสีหน้าอิ่มเอมของจาเรดเมื่อครู่แล้วก็ส่ายหน้าไม่รับคำท้า ยิ้มออกมาก่อนจะหมุนตัวไปเคาะประตูห้องจาเรดที่อยู่ถัดไปเบาๆ
ก๊อก! ก๊อก!
ทั้งคู่ชะโงกหน้าเข้าไปเมื่อได้ยินเสียงอนุญาต เห็นร่างโปร่งบางกำลังขยับลุกนั่งบนเตียงกว้าง ภายในห้องจาเรดตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้หนาหนัก โทนสีน้ำตาลเข้ม หน้าต่างบานกว้างยาวตลอดผนังด้านหนึ่งปกปิดด้วยม่านสองชั้น ซึ่งม่านชั้นนอกถูกรวบไว้เหลือเพียงผ้าลูกไม้โปร่งบาง ทำให้แสงสว่างยามเช้าลอดผ่านเข้าทาบบนพื้นพรมสีครีม ผนังอีกด้านเป็นประตูที่เชื่อมต่อกับห้องของเมล
“เมลครับ เป็นอะไรมากมั้ย จาเรดบอกว่าเมลไม่สบาย” ใบหน้างดงามเงยขึ้นเมื่อได้ยินเสียงทัก ดวงตาสีม่วงทอประกายอ่อนโยนลงเมื่อเห็นทั้งคู่
“ไม่เป็นอะไรมากหรอกแค่เมาค้างนิดหน่อย ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว” เมลขยับลงจากเตียงขณะตอบ ไมค์ส่งเสื้อคลุมที่พาดอยู่ขอบเตียงให้เมลรับไปสวมทับชุดนอน ก่อนจะรีบประคองเมื่อเห็นเมลเซเล็กน้อย ร่างโปร่งบางยิ้มเมื่อรู้สึกว่าตนเองต้องเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มทั้งคู่
“พวกเธอนี่โตเร็วเกินไปแล้วนะ” ไมค์ยิ้มมองผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นปกครองตามกฎหมายของเขา แล้วก็ตอบเบาๆ
“ผ่านมาตั้ง 5 ปีแล้วนะครับเมล ตอนนี้พวกเราอายุ 15 ปีแล้ว ตัวผมโตกว่าเมลแล้วก็สามารถดูแลเมลได้แล้วนะครับ” มาร์คเองก็หัวเราะ มองเมลแล้วเอ่ยล้อ
“นั่นสิ เมลนะแหละ ไม่โตขึ้นเลย”
“เด็กบ้า มาทำล้อผู้ใหญ่” เมลจิ้มหน้าผากมาร์คแล้วแกล้งทำหน้าบึ้ง ทั้งที่ดวงตาพราวระยับ มองเด็กหนุ่มที่เขารับมาอุปการะอย่างรักใคร่
อันที่จริง ในตอนแรกเมลไม่แน่ใจว่าจะรับอุปการะทั้งคู่ในฐานะอะไร เพราะอายุพวกเขาก็ห่างกันแค่สิบกว่าปีเท่านั้น แคธเธอรีนจึงเป็นผู้ตัดสินใจให้ โดยเธอรับเด็กทั้งคู่เป็นลูกบุญธรรมแทน และมอบหมายให้เมลเป็นผู้ปกครอง โดยที่ทั้งคู่ยังใช้นามสกุล “คาร์ทไรท์” อยู่เพื่อเป็นการระลึกถึงบิดา
ดังนั้นการเรียกขานในบ้านจึงออกจะดูแปลกๆ ไปเพราะทั้งคู่มีฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของตระกูลสตีล เท่ากับเป็นน้องชายของเมลและจาเรด แต่กลับเรียกแคธเธอรีนว่า ‘คุณย่า’ เพราะได้เรียกตั้งแต่เจอหน้าครั้งแรก จะเปลี่ยนมาเรียกแม่เช่นเดียวกับเมลก็ไม่คุ้นเสียแล้ว
ทั้งคู่มองสีหน้าที่แกล้งทำเป็นบึ้งตึงของเมลเมื่อถูกล้อเลียนแล้วก็หัวเราะ ไมค์รีบพูดอย่างเอาใจ
“ก็เมลน่ะไม่เปลี่ยนไปจากตอนที่เจอกับพวกเราเมื่อห้าปีก่อนเลยนะครับ” ร่างบางยิ้มแล้วส่ายหน้าอย่างระอา
“แล้วนี่ยังไม่ไปโรงเรียนหรือไง”
“ก็จาเรดบอกว่าเมลไม่สบาย พวกเราเป็นห่วง” มาร์คชิงตอบ ทำให้ไมค์มองน้องชายที่รีบเอาหน้าอย่างหมั่นไส้
“ฉันไม่เป็นไรแล้ว ไปทานอาหารเช้าเถอะ เดี๋ยวก็สายหรอก”
“วันนี้สายได้ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพวกเราจะรอเมลข้างล่างนะ” ไมค์หันกลับมาบอกก่อนที่จะเดินตามมาร์คออกจากห้องไป
c c c c c c
จาเรดเงยหน้าขึ้น เมื่อร่างโปร่งบางในชุดเสื้อไหมพรมสีขาวชายเสื้อยาวคลุมสะโพก ทับกางเกงสีเทาเข้มเดินเข้ามาในห้องอาหาร ร่างสูงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วยิ้มรับอย่างอ่อนโยนเมื่อเมลก้มลงแตะริมฝีปากเบาๆ ข้างแก้ม ในหูแว่วเสียงกระแอมจากเด็กหนุ่มสองคน ทำให้ร่างบางเงยหน้าขึ้นทำตาดุๆ ให้ เหลียวมองไปรอบๆ แล้วก็ถามอย่างแปลกใจเมื่อไม่เห็นแคธเธอรีน
“แม่ล่ะครับ จาเรด”
“แคธเธอรีนออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว ดร.มุลเลอร์มารับไปเที่ยว” เมลยิ้มเมื่อนึกถึงหมอสูงอายุท่าทางใจดีที่คบหาเป็นเพื่อนกับแคธเธอรีนมาหลายปีแล้ว ร่างบางนั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้างพร้อมกับสั่นศีรษะปฏิเสธเบาๆ เมื่อจาเรดเลื่อนอาหารเช้าให้
“ผมยังทานไม่ไหวหรอกครับจาเรด ไว้สายกว่านี้อีกหน่อยเถอะ ตอนนี้ขอแค่กาแฟก็พอ” เมลรับแก้วกาแฟมาจิบแล้วก็เงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกว่าถูกจ้องมอง เมลกระพริบตาเมื่อสบตาคมของจาเรดแล้วก็หน้าแดงเรื่อทันทีเมื่อชายหนุ่มถามขึ้นเบาๆ
“ดีขึ้นแล้วแน่นะ”
“ครับ” เมลหลบตาหน้าร้อนผ่าวเมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน จาเรดพยายามวางสีหน้าเฉยขณะที่ดวงตาเป็นประกายด้วยแรงหัวเราะ
“ดี งั้นอาทิตย์หน้าเราหยุดพัก แล้วไปเที่ยวกันสักอาทิตย์นะ” เมลเงยหน้ามองอย่างแปลกใจ ขณะที่เด็กหนุ่มทั้งคู่วางช้อนส้อมลงทันที มาร์คถามขึ้นก่อน
“ไปเที่ยวงั้นหรือครับ จาเรด ”
“ใช่! รอเคลียร์งานอาทิตย์หน้าให้เรียบร้อยก่อน ไม่ได้หยุดพักนานแล้วครั้งนี้พอดีจะได้พาเมลไปเที่ยวด้วย” เมลยิ้มดวงตาเป็นประกายระยับอย่างมีความสุข มาร์คกับไมค์มองใบหน้าแจ่มใสของเมลแล้วแกล้งโวยวาย
“ไม่ยอมด้วย จาเรดกับเมลไปตอนนี้ พวกเราก็ไปด้วยไม่ได้น่ะสิ โรงเรียนยังไม่ปิดเทอมเลย” จาเรดมองทั้งคู่แล้วหัวเราะ
“ใครบอกจะให้ไปด้วยล่ะ ก้างขวางคอชัดๆ เอาไว้ครั้งหน้ารอให้ปิดเทอมก่อนสิ แล้วตอนนี้ถ้าพวกเธอก็ไปด้วยใครจะดูแลแคธเธอรีน” พูดจบชายหนุ่มก็วางแก้วกาแฟลุกขึ้นรวบเสื้อนอกไว้เดินอ้อมมาจุมพิตหน้าผากเมลเบาๆ
“ไปก่อนนะ วันนี้นอนพักให้มากๆ ล่ะเมล” เมลรับคำเบาๆ หันกลับมาเห็นไมค์กับมาร์คที่มองมาด้วยแววตาล้อเลียนแล้วก็หน้าแดง จึงตัดบท
“สายมากแล้วนะ ไปโรงเรียนได้แล้ว”
“ครับผม” ทั้งคู่รับคำแล้วอ้อมมาหอมแก้มเมลเบาๆ ก่อนจะวิ่งออกไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ
c c c c c c
“เฮ้! ไมค์” เสียงตะโกนดังจากสนามกีฬา ทำให้เด็กหนุ่มร่างสูง ที่กำลังเดินผ่านระเบียงตึกเรียนก้มลงมองหาต้นเสียง แล้วก็ขมวดคิ้ว ดวงตาสีน้ำเงินเข้มหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นน้องชายกำลังโบกมือให้จากริมสนามกีฬา
“ตะโกนเสียงดังไปได้ มาร์ค แล้วนี่มีอะไรล่ะ” เมื่อเช้าเขามีงานที่สภานักเรียนทำให้ออกมาก่อนมาร์ค วันนี้จึงยังไม่เจอกันจนกระทั่งตอนนี้ ร่างสูงที่ใบหน้าแทบจะเป็นพิมพ์เดียวกันเดินออกมาจากสนาม ยังอยู่ในชุดนักกีฬามีเหงื่อโชกไปทั้งตัว
“มีเรื่องจะคุยด้วย รอหน่อยได้มั้ย ฉันซ้อมเสร็จแล้วไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บนึง”
“อืมม์..ก็ได้ จะรอที่ห้องสภานักเรียนนะ”
เสียงทักทายดังขึ้นรอบข้างเมื่อมาร์คเดินเข้าในห้องสภาฯ แทบทุกคนในโรงเรียนต่างก็รู้จักมาร์คดีในฐานะที่เป็นนักกีฬาฝีมือเยี่ยมของโรงเรียนที่เล่นได้ดีเกือบทุกประเภท ในขณะที่ไมค์แฝดผู้พี่ได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียน จนทั้งคู่ถูกเรียกขานว่าเป็นฝ่ายบุ๋นกับฝ่ายบู๊ของโรงเรียน
มาร์คยิ้มรับคำทักทายก่อนจะเดินไปหาพี่ชายหย่อนตัวลงนั่งบนมุมโต๊ะ วางซองจดหมายสีขาวลงตรงหน้า ไมค์อิงพนักเก้าอี้มองชื่อผู้รับจดหมายและสถานที่ที่ส่งมา แล้วขมวดคิ้วขณะจะเอ่ยปากพูด น้องชายชิงกล่าวขึ้นมาก่อน
“นายเปิดดูก่อนเถอะ” เด็กหนุ่มหยิบซองออกเปิดอ่าน แล้วก็ชะงักสีหน้าเคร่งขรึมลงทันทีค่อยวางจดหมายลง แล้วเงยหน้ามองน้องชาย
“นายได้จดหมายมาได้ยังไง”
“มาถึงเมื่อวาน มันปนไปกับซองจดหมายของฉัน แล้วฉันก็เปิดมันก่อนที่จะดูชื่อหน้าซองว่ามันส่งถึงเมล เราจะทำอย่างไงดี ช่วงนั้นเมลกับจาเรดก็จะไปเที่ยวพอดีเลย” ไมค์รวบจดหมายกำไว้แน่นอย่างกังวล มองกรรมการนักเรียนที่ยังเหลือทำงานอยู่ในห้องสองสามคนแล้วก็ตัดบทว่า
“ไว้ค่อยคุยกันคืนนี้ก็แล้วกัน”
c c c c c c
“เมลครับ ทำอะไรอยู่” เสียงทักมาจากหน้าห้อง ทำให้เมลวางหนังสือที่อ่านอยู่ลงข้างตัวลง ยิ้มอ่อนโยนเมื่อเห็นสองหนุ่มยืนเกะกะหน้าประตูห้องนั่งเล่นอย่างเกรงใจ ช่วงเย็นหลังจากมื้ออาหารค่ำเมลมักจะมาพักผ่อนหรืออ่านหนังสือในห้องนี้ จนที่นี่แทบจะกลายเป็นห้องส่วนตัวอีกห้องหนึ่งที่ทุกคนรู้ว่าไม่ควรจะเข้ามารบกวน
“เข้ามาสิไมค์ มาร์ค มีอะไรหรือเปล่า เมลมองร่างสูงของเด็กหนุ่มสองคนที่เดินเข้ามาหาอย่างแปลกใจเมื่อเห็นท่าทางเหมือนมีเรื่องกังวลอะไรสักอย่าง ไมค์นั่งลงที่พื้นข้างๆเก้าอี้ยาวที่เมลนั่งอยู่ ในขณะที่แฝดน้องทิ้งตัวนอนเหยียดยาวเกยคางลงบนตักนุ่ม ปลายนิ้วเรียวของเมลไล้เรือนผมบนศีรษะได้รูปนั้นพร้อมกับถามเบาๆ
“เป็นอะไรไป?”
“เปล่าครับ” มาร์คตอบเบาๆ เงยหน้ามองใบหน้างดงามของเมล ดวงตาสีม่วงอ่อนใสของเมลมองมาอย่างสงสัยเพราะทั้งคู่ดูแปลกออกไป และสองสามวันมานี้ยังดูเหมือนมีความลับอะไรแอบปรึกษาหารือกันอยู่เงียบๆ
“จริงหรือเปล่า?” เมลย้ำ ไมค์รีบหัวเราะกลบเกลื่อนเมื่อเห็นอาการของน้องชาย
“เราอยากไปเที่ยวกับเมลนี่ครับ จาเรดน่ะขี้โกงไปตอนนี้พวกเราไปด้วยไม่ได้นี่นา” เมลค่อยคลี่ยิ้มออกมาได้
“หึ! อย่ามาอ้อนเลยไปอาทิตย์เดียวก็กลับแล้ว อยู่ที่นี่อย่าก่อเรื่องให้แคธเธอรีนปวดหัวนะ”
“ครับผม” สองเสียงประสานกันหัวเราะๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงตักเตือนแบบรู้ทันนั้น ทำให้เมลแกล้งทำหน้าเคร่งขรึมทั้งที่แววตาพราวระยับ
“ที่พูดน่ะรวมถึงที่โรงเรียนด้วยนะ”
“แหม! เมลครับ ที่โรงเรียนพวกเราเป็นนักเรียนตัวอย่างนะครับ แล้วไมค์ก็เป็นประธานนักเรียนทั้งทีรับรองไม่มีเรื่องอะไรหรอกน่า” คนเป็นน้องชายรีบตอบ ทำให้เมลเหลือบมองมาร์คแบบหมั่นไส้แกมเอ็นดู
“ก็เมื่อก่อนใครล่ะที่เป็นเจ้าตัวยุ่งคอยก่อเรื่องบ่อยๆ แถมพ่อพี่ชายแทนที่จะห้ามกลับกลายเป็นเสนาธิการช่วยกันวางแผนให้เลยเถิด”
ประโยคนั้นทำให้ทั้งคู่นึกถึงเรื่องราววุ่นวายเล็กบ้างใหญ่บ้าง ที่ตนเองเคยก่อไว้เพราะความซนและดื้อรั้น ทำให้ไม่สามารถปฏิเสธคำว่าเจ้าพวกตัวยุ่งที่เมลเรียกไปได้ ทั้งคู่เลยได้แต่หัวเราะเขินๆ พร้อมกับแก้ตัวเป็นพัลวัล
“แหม เมลครับนั่นน่ะตั้งนานมากแล้วนะ ลืมมันได้แล้วล่ะครับ”
ก๊อก! ก๊อก!
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นอีกรอบ เมลเงยหน้าขึ้นมองไปยังร่างที่ยืนกอดอกพิงประตูห้องอยู่ ชายหนุ่มเดินเข้ามาช้าๆ ดวงตาคมดุซึ่งเป็นที่เกรงขามของคนอื่นๆ กลับอ่อนแสงลงเมื่อมองมายังเมล
“เจ้าตัวยุ่งทั้งคู่อยู่นี่เอง แคธเธอรีนตามหาอยู่นะ ไปรายงานตัวเสียดีๆ” จาเรดเหลือบตาไปที่เด็กหนุ่มที่กำลังคลอเคลียอยู่กับเมล แล้วกระดิกนิ้วเรียกให้ลุกขึ้น ทั้งคู่หัวเราะขณะลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วก็ฉวยโอกาสหอมแก้มเมลพร้อมกับเดินลอยชายออกไป แถมล็อคประตูตามหลังให้อย่างรู้ทัน
“วันนี้กลับเร็วจังครับ จาเรด” เมลทักขึ้นเบาๆ ดวงตาสีม่วงงดงามของเมลเต็มไปด้วยความรักเหมือนทุกครั้งที่ทอดมองไปยังจาเรด ร่างสูงนั่งลงใกล้ๆ ปลายนิ้วเชยคางเล็กตรงหน้า
“คิดถึงจนทนไม่ไหวนะซิ เป็นเพราะพักนี้ต้องรีบสะสางงานก่อนไปเที่ยว ทำให้ไม่ได้รักเธอให้สมใจหลายวันแล้วนะ” จาเรดพึมพำก่อนจะแนบริมฝีปากลงไปยังริมฝีปากนุ่มชื้นตรงหน้า เคล้าคลึงเบาๆ แล้วแทรกปลายลิ้นเข้าไปเกี่ยวพันในปากนุ่ม
“อืมม์.....” เมลครางเบาๆ เมื่อชายหนุ่มถอนริมฝีปากออก
“คืนนี้ฉันจะไม่ให้ได้พักเลยล่ะ” จาเรดเงยหน้าขึ้น ขณะที่มือเริ่มจะวุ่นวายจนร่างบางต้องเอ่ยปากปรามเบาๆ
“อ๊ะ.....จาเรด....ที่นี่ไม่..ได้นะ..” เมลอุทาน เมื่อปลายนิ้วของจาเรดลากผ่านส่วนที่อ่อนไหว แต่ชายหนุ่มไม่สนใจและทำเป็นไม่ได้ยินเสียง ขณะที่มือเริ่มดึงรั้งเสื้อผ้าออกจากร่างบาง จนเมลต้องถอนใจอย่างยอมแพ้
“สวยเหลือเกิน เมล” จาเรดพึมพำเมื่อปลดเสื้อผ้าออกหมด ร่างตรงหน้าเขางดงามมีเสน่ห์ลึกซึ้งไม่เปลี่ยนจากเมื่อหลายปีก่อน ผิวขาวนวลยังคงนุ่มละมุนทำให้เขาตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้สัมผัส ชายหนุ่มช้อนร่างเมลขึ้นแล้ววางลงบนพรมหนานุ่มที่ปูไว้สำหรับมุมพักผ่อน พร้อมกับปลดปล่อยร่างกายตนเองให้เป็นอิสระจากเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว
เมลเหลือบตาขึ้นมองร่างตรงหน้าแล้วหรุบตาลงใบหน้าแดงระเรื่อ จาเรดยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นดังนั้นร่างสูงค่อยๆแนบร่างลงหาร่างบางอย่างช้าๆ เมลผวาเฮือกเมื่อถูกบุกรุกจากร่างที่แข็งแกร่ง ร่างบางเม้มริมฝีปากแน่น ช้อนสายตาขึ้นสบตาอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยไฟพิศวาสของชายหนุ่ม ความแข็งแกร่งที่เริ่มขยับเข้าออกสร้างความเสียวซ่านจนแทบทนไม่ไหว ร่างบางเริ่มตอบสนองบทรักอย่างอ่อนหวานจนทำให้จาเรดสะท้านด้วยความสุขสม
เมลหลับตาหอบหายใจน้อยๆ ขณะวางศีรษะลงบนอกกว้าง จาเรดไล้แผ่นหลังบอบบางชื้นเหงื่อของเมลก่อนจะกอดกระชับไว้ในอ้อมแขนหลังจากที่มรสุมผ่านพ้นไป
c c c c c c
ไมค์กับมาร์คต่างมองหน้ากันแล้วถอนใจเมื่อต่างเห็นสีหน้าฝ่ายตรงข้าม
“ไมค์ ตกลงเรื่องนี้เราจะเอาไงกันดี พฤหัสหน้าแล้วนะ” มาร์คทิ้งลงบนเตียงนอนขณะถามพี่ชาย ไมค์ชำเลืองมองน้องชายอย่างครุ่นคิด
“ฉันไม่อยากให้เมลพบพวกเขา เพราะฉันรู้ว่าเมลจะต้องกังวลแน่ๆ โชคดีที่เมลกับจาเรดไปเที่ยววันนั้นพอดีเลย”
“แล้วนายอยากพบพวกเขาหรือเปล่า”
“ไม่หรอก แต่ก็ควรพบสักครั้ง จะได้รู้ว่าจะเอายังไงแน่” ไมค์มองหน้าน้องชายแล้วก็ถามกลับ “นายล่ะ”
“ว่าไงก็ว่าตามกันอยู่แล้ว” ทั้งคู่มองหน้ากันแล้วก็ยิ้มอย่างเข้าใจความคิดของอีกฝ่าย
“ถ้าอย่างนั้นตกลงว่าจะไม่บอกเมลกับจาเรดแน่ใช่มั้ย” ไมค์มองหน้าเมื่อน้องชายถามขึ้น ก่อนจะตัดสินใจ
“อืมม์....ฉันคิดว่าพวกเราจัดการกันเองได้” มาร์คถอนใจก่อนจะพูด
“แต่ถ้าเมลรู้เข้าทีหลังคงโกรธน่าดู แล้วจาเรดก็ต้องเล่นงานเราแน่” เด็กหนุ่มคนพี่อึ้งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคนั้นของ
น้องชาย ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงตวัดขายาวขึ้นไขว้กันบนเตียงพร้อมกับถอนหายใจ
ใช่! เรื่องนี้สำคัญมากเขาคงจะต้องหาข้อแก้ตัวดีๆ เผื่อไว้ดีกว่า จาเรดโกรธนะไม่เท่าไรแต่เขาห่วงความรู้สึกของเมลมากกว่า
เมลรักพวกเขานี่เป็นสิ่งที่เด็กหนุ่มทั้งคู่แน่ใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมลก็จะรักพวกเขา แม้จะไม่พูดมันออกมาบ่อยครั้งนัก แต่การกระทำและสายตาที่มองมาไม่เคยมีอะไรที่ทำให้ทั้งคู่ต้องสงสัยในความรักนั้นเลย ดังนั้นทั้งคู่จึงไม่แคร์กับจดหมายฉบับนั้น เพียงแต่ว่าถ้าเมลรู้เข้า
เมลจะคิดยังไง เมื่อรู้ความจริงที่พวกเขาไม่เคยบอก
ครอบครัวของพวกเขาย้ายไปอยู่แอฟริกาได้ 2 ปีเนื่องจากอาชีพวิศวกรเหมืองแร่ของบิดา ที่ต้องย้ายไปคุมงานที่นั่น แต่เมื่อพวกเขาอายุ 10 ปี พ่อกับแม่ได้เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ พวกเขาจึงถูกส่งตัวไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเนื่องจากไม่มีญาติสนิทที่ใดอีก เด็กกำพร้าทั้งคู่ได้พบกับเมลซึ่งทำงานอยู่ที่นั่น ดวงตาสีม่วงอ่อนโยนเต็มไปด้วยความรัก สามารถชดเชยความอ้างว้างในใจของทั้งสองคนได้อย่างไม่ยากนัก
ตอนนั้นไมค์กับมาร์คเองก็รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวของเมล ทำให้พวกเขาผูกพันกันมากขึ้น ทั้งคู่รู้ว่าเมลทำงานเก็บเงินและออกเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ จนมาถึงแอฟริกา และเมลก็ต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะจ่ายเงินให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่นั่นให้ดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด จนกระทั่งล้มป่วยลง เวลาสองเดือนที่เมลต่อสู้กับโรคร้ายพวกเขาได้แต่หวาดกลัวว่าจะสูญเสียเมลไปอีกคน
ทั้งคู่ไม่เคยรู้ว่าทำไมเมลจึงไม่เคยติดต่อกลับบ้านเลยแม้กระทั่งยามป่วยหนัก เมลไม่เคยเล่าอะไรให้พวกเขาฟังจนกระทั่งเมลหายดี พวกเขาจึงตกใจเมื่อเมลบอกจะกลับบ้าน หวั่นกลัวว่าเมลจะทิ้งพวกเขาไป แต่เมลก็ไม่เคยผิดสัญญา เมลไม่ได้ลืมพวกเขา ไมค์กับมาร์คได้แต่ขอบคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงมอบความรักครั้งใหม่มาชดเชยให้พวกเขาหลังจากสูญเสียพ่อกับแม่ไป
ไมค์คิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วก็สบตาน้องชายอย่างเข้าใจกัน ตอนนี้พวกเขาไม่ใช่เด็กแล้ว แม้จะไม่โตพอที่จะทำอะไรได้มากนัก แต่อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถคิดและตัดสินใจเองได้ เขาจะไม่ยอมให้คนพวกนั้นมากำหนดทางชีวิตให้อย่างแน่นอน
c c c c c c
“เด็กสองคนนั่นสองสามวันมานี้ดูแปลกๆไป นะครับจาเรด” เมลซุกร่างเข้ามาอ้อมแขนของจาเรดก่อนจะเอ่ยเบาๆ ถึงสิ่งที่ตนเองเป็นห่วง แม้ทั้งไมค์กับมาร์คจะบอกไม่มีอะไรแต่เมลรู้จักทั้งคู่ดีเกินกว่าที่จะปล่อยเรื่องนี้ไป
“หึ ไม่เห็นแปลกฉันเห็นพวกเขายังเกาะติดเธอแจเหมือนเดิมนะแหละ” จาเรดเปรยออกมาอย่างเอ็นดูแกมหมั่นไส้เล็กน้อย ทำให้เมลหัวเราะคิก รู้ว่าชายหนุ่มแกล้งพูดไปอย่างนั้นเอง เพราะจาเรดเองก็รักทั้งคู่ไม่น้อยไปกว่าเมล อันที่จริงทั้งคู่ก็ได้ถือจาเรดเป็นแบบอย่างและถอดนิสัยของชายหนุ่มมามากทีเดียวล่ะ
“ก็พวกเขายังเป็นเด็กอยู่เลย ไว้อีกไม่นานพอพวกเขาโตขึ้นก็จะพบกับคนสำคัญของตัวเองแล้วล่ะครับ” เมลแย้ง
‘เฮ้อ!...คงอีกนาน’ จาเรดคิดแล้วถอนหายใจแรงๆ เขายังจำช่วงแรกๆ ที่เจอกันเจ้าสองคนนี้กันท่าและคอยขวางเขา จนในบางอารมณ์เขาอยากจะจับทั้งคู่โยนออกจากบ้านเลยทีเดียว
“อาจจะพบยากหน่อยล่ะมั้ง เล่นยึดเธอไว้แน่นอย่างนี้ จนบางทียังกันท่าฉันหน่อยๆ ด้วยซ้ำ” จาเรดแกล้งพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นๆ ทำให้เมลต้องเงยหน้ามองอย่างแปลกใจแต่พอเห็นแววตาล้อเลียนจากดวงตาสีน้ำตาลเข้มแกมทองนั้นก็ต้องยิ้มออกมา นิ้วเรียวบิดเนื้อตรงต้นขาแข็งแรงเบาๆ พอให้รู้สึก
“อย่าล้อเล่นสิครับ ผมยังไม่สบายใจอยู่นะ” เมลตอบเบาๆ ดวงตายังคงกังวลอยู่
“ทั้งคู่โตแล้วนะเมล ปล่อยให้พวกเขาลองแก้ปัญหาเองก่อนก็ได้” จาเรดบอกกับร่างในอ้อมแขน เมลถอนใจก่อนจะยอมรับ
ความคิดนั้น ร่างบางทรงตัวลุกขึ้นช้าๆ คว้าเสื้อมาคลุมร่าง แต่ก็ชะงักเมื่อแขนเรียวถูกดึงไว้ เมลรีบปรามทันที
“อย่านะครับ จาเรด”
“อะไร จะพาไปอาบน้ำต่างหาก”
“ไม่ต้อง ผมไปเอง เดี๋ยวคุณก็เลยเถิดอีก”
“ไม่ก็ได้ คราวนี้สัญญา”
“หึ! ไม่เชื่อ.....เอ๊ะ....” เมลอุทานเมื่อถูกรวบร่างไว้อย่างรวดเร็ว กำปั้นทุบลงบนไหล่กว้างอย่างฉุนๆ เมื่อเห็นแววหัวเราะพร่างพราวในดวงตาคมกริบคู่นั้น แล้วก็ต้องยอมแพ้เมื่อริมฝีปากได้รูปฉกวูบลงมาปิดวาจาที่กำลังจะต่อว่าทันที
c c c c c c
เมลมองเด็กหนุ่มทั้งคู่ที่ยังยืนรีรออยู่หน้าระเบียงกว้าง พอเห็นสีหน้าทั้งคู่แล้วก็ต้องยิ้มอย่างเอ็นดู
“ยังไม่ไปโรงเรียนอีก”
“พวกเราอยากรอส่งเมลก่อนนะครับ”
“ไม่ต้องหรอก จาเรดมีโทรศัพท์ด่วนเข้ามายังคุยไม่เสร็จ คงอีกสักพักถึงจะออกไป”
“งั้นก็ขอให้เดินทางปลอดภัยแล้วก็เที่ยวให้สนุกนะครับเมล อย่าลืมโทรกลับบ้านนะครับ” เมลยิ้มแตะริมฝีปากไปเบาๆ ไปที่หน้าผากของเด็กหนุ่มทั้งคู่ที่ตอนนี้ตัวสูงจนต้องเป็นฝ่ายก้มลงมาให้บ้างแล้ว
“ช่วงอาทิตย์นี้อย่าก่อเรื่องนะ แล้วก็ดูแลแคธเธอรีนด้วย”
“ครับผม” ทั้งคู่รับคำพลางยิ้มเมื่อเห็นเมลสั่งความซ้ำแล้วซ้ำอีก ร่างบางเหลือบมองนาฬิกา
“วันนี้สายแล้วนะ ให้รถไปส่งที่โรงเรียนเถอะ”
“ม่ายเอา ......” ทั้งคู่สั่นศีรษะลากเสียงตอบ แล้วก็วิ่งลงบันไดอย่างรวดเร็ว ให้รถไปส่งเหมือนพวกคุณหนูที่ช่วยตัวเองไม่ได้ทั้งหลายนะหรือ ให้เดินไปโรงเรียนยังดีเสียกว่า เมลมองตามแล้วก็ถอนใจเมื่อหันกลับมาก็ชนกับจาเรดที่เข้ามายืนซ้อนหลังเงียบๆ แววตามองมาที่เมลมีแววลังเลในมือกำซองจดหมายสีขาวฉบับหนึ่ง เมลจึงมองอย่างสงสัย
“มีอะไรครับจาเรด หรือว่ามีงานด่วนเข้ามา”
“ไม่ใช่..เมล...”
c c c c c c
“ฉันจะรอที่หน้าโรงเรียนตอนเที่ยงนะ มาร์ค” เด็กหนุ่มคนพี่บอกน้องชายเมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียนอย่างฉิวเฉียดกับเวลา
“อืมม์ ดีที่ตอนบ่ายไม่มีวิชาของจอมโหดทั้งหลายไม่งั้นโดดเรียนอย่างนี้เป็นเรื่องแน่” มาร์คบ่นเบาๆ ก่อนถามพี่ชาย
“แล้วนายล่ะ
“ฉันเป็นประธานนักเรียนนะ แค่นี้ไม่มีปัญหาหรอก วันนี้ไม่มีงานตอนเย็นด้วย” ไมค์หัวเราะ ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า
“ป่านนี้ เมลจะเดินทางหรือยังนะ”
“คงจะอยู่ที่แอร์พอร์ตแล้วมั้ง เครื่องออกสิบโมงไม่ใช่หรือ?”
“อืมม์ ....นั่นสิ นายเข้าห้องเรียนไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันแวะหาอาจารย์ก่อนแล้วจะตามไป”
“OK”
c c c c c c
สถานที่ที่หรูหราโอ่อ่า ทิวทัศน์ด้านนอกที่งดงาม รวมทั้งชื่อเสียงในความพิถีพิถันเรื่องการปรุงอาหารทำให้ภัตตาคารแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นที่ที่ดีที่สุดและแพงที่สุด แต่สถานที่และอาหารรสเลิศตอนนี้ก็ไม่ได้ส่งผลกับคนคู่หนึ่ง หญิงสูงอายุท่าทางสง่า เสื้อผ้าแบบเรียบแต่ดูหรูด้วยฝีมือการตัดเย็บชั้นเลิศ กริยาที่นั่งเก้าอี้ตัวตรงหลังตรงอย่างผู้ที่คุ้นกับการวางตัวในสังคม ตรงข้ามกับชายวัยกลางคนใส่สูทที่นั่งเยื้องออกมา ดูมีท่าทางนอบน้อมเหมือนกับคนที่ต้องระวังตัวและรับคำสั่งเป็นประจำ แม้ท่าทางทั้งคู่จะดูวางเฉยแต่มองออกว่ากำลังกังวลเหมือนกำลังรอใครสักคน เห็นได้จากอาการที่เหลือบมองไปที่ประตูทางเข้าบ่อยๆ
ในที่สุดทั้งคู่ก็ไหวตัวเมื่อมองเห็นเด็กหนุ่มร่างสูงสองคนที่ก้าวเข้ามามองไปรอบๆ แล้วจึงหันไปสอบถามกับพนักงานต้อนรับ ซึ่งได้ผายมือยังส่วนรับรองที่แยกไว้สำหรับลูกค้าพิเศษ ทั้งคู่ค่อยเหลือบสายตามองตรงมา พนักงานต้อนรับจึงโค้งศีรษะอย่างนอบน้อมก่อนจะถอยออกไป
เด็กหนุ่มทั้งคู่เดินเข้ามาช้าๆ เมื่อมายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะตัวนั้น บรรยากาศเงียบอย่างน่าอึดอัดอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งชายวัยกลางคนกระแอมออกมาเบาๆ
“เอ่อ สวัสดีครับ คุณคงจะเป็นคุณไมค์ คุณมาร์ค”
“ครับ ผมไมค์ คาร์ทไรท์ นี่มาร์ค น้องชายของผมครับ” เด็กหนุ่มคนพี่รับคำเสียงเรียบพร้อมกับก้มศีรษะเพื่อทักทายตามมารยาท หญิงสูงอายุขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อยเมื่อได้ยินน้ำเสียงเรียบเฉยนั้น พร้อมกับรู้สึกขุ่นใจวูบหนึ่งเมื่อได้ยินนามสกุล “คาร์ทไรท์” ที่เด็กหนุ่มเน้นอย่างชัดเจน พร้อมกับคิดในใจ
‘หึ ท่าทางจองหองเหมือนพ่อไม่มีผิด’ นิโคล่า โรช หวนนึกถึง ฮิวจ์ คาร์ทไรท์ พ่อของเด็กหนุ่มที่ผูกพันรักใคร่กับบุตรสาวของเธอ และได้ถูกเธอขัดขวางเพราะมาร์กาเร็ตนั้นได้หมั้นหมายกับชายหนุ่มตระกูลสูง ฐานะเท่าเทียมไว้ ไม่ใช่วิศวกรหนุ่มที่มีแต่ตัวอย่างฮิวจ์ แต่มาร์กาเร็ตใจเด็ดเกินกว่าที่เธอจะคาดไว้เมื่อตัดสินใจที่จะแต่งงานกับฮิวจ์ เป็นเหตุให้เธอโกรธมากจนตัดขาดจากบุตรสาวเพียงคนเดียวของตน
เพราะการทำงานในฐานะวิศวกรเหมืองแร่ของฮิวจ์ ทำให้มาร์กาเร็ตและฮิวจ์ได้เดินทางไปเรื่อยๆ แต่มาร์กาเร็ตก็ยังพยายามส่งข่าวคราวให้เธอรู้ทุกปี จนกระทั่งเมื่อหลายปีก่อนที่ข่าวคราวได้ขาดหายไป เธออดทนอยู่จนเมื่อปีที่แล้วจึงเริ่มให้ทนายตามสืบข่าวและพบว่าทั้งคู่ได้เสียชีวิตไปนานแล้ว
ข่าวนั้นทำให้เธอช็อค แม้จะแสดงออกให้ใครๆ เห็นว่าเธอโกรธมาร์กาเร็ตมาก แต่ด้วยสายสัมพันธ์แม่ลูกที่ยังผูกพันกัน หญิงสูงอายุได้แต่คิดถึงบุตรสาวเพียงคนเดียวด้วยความเสียใจในทิษฐิของตน
เธอมองดูเด็กหนุ่มร่างสูงทั้งคู่ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มและใบหน้าคมสัน ที่เป็นลักษณะเด่นของตระกูลโรช ท่าทางเด็กหนุ่มได้รับการอบรมอย่างดี สงบและมั่นใจในตัวเองสูง ทำให้นิโคล่ารู้สึกผิดคาด เพราะทราบว่าทั้งคู่ถูกคนรับมาอุปการะแต่เธอก็ไม่ได้สนใจถามไถ่รายละเอียดว่าใคร ฐานะเป็นอย่างไร เพราะคิดว่าไม่จำเป็น เมื่อมาพบเรื่องที่คาดไม่ถึงจึงเหลือบมองไปที่ชายวัยกลางคนที่เป็นทนายของตระกูล จอห์นฝืนยิ้มเล็กน้อยแล้วแนะนำต่อ
“เรียกผมจอห์นนะครับ ผมเป็นคนเขียนจดหมายถึงผู้ปกครองของพวกคุณเอง ผมขอแนะนำนี่คุณยายของคุณครับ คุณนิโคล่า โรช” เด็กหนุ่มก้มศีรษะให้ผู้ที่สูงวัยกว่าก่อนที่ทั้งคู่จะเอ่ยทัก
“สวัสดีครับ คุณโรช” จอห์นฝืนยิ้มอีกครั้งพร้อมกับนึกลำบากใจเมื่อเห็นท่าทีเรียบเฉยแทนที่จะดีใจของเด็กหนุ่ม หญิงสูงอายุเอ่ยทักตอบพยายามควบคุมน้ำเสียงไว้
“สวัสดี ไมค์ มาร์ค นั่งลงสิ” เด็กหนุ่มสบตากันแวบหนึ่งก่อนจะทรุดตัวนั่งลง นิโคล่าถอนใจเมื่อเห็นทีท่าห่างเหินนั้น
“ฉันเพิ่งรู้เรื่องมาร์กาเร็ตกับพ่อของเธอ ทำไมพวกเธอถึงไม่ส่งข่าวให้ทางฉันรู้” มาร์คยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินคำถาม
“ถึงพวกเรายังเด็กแต่พ่อกับแม่ก็เล่าเรื่องต่างๆ ก่อนหน้านี้ให้พวกเราทราบ ผมรู้ว่าแม่ส่งข่าวถึงคุณทุกปี และผมรู้ว่าคุณไม่เคยสนใจเพราะแม่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบอะไร เมื่อท่านเสียชีวิตแล้ว พวกเราก็ไม่มีอะไรผูกพันกันอีก” ไมค์แตะบ่าน้องชายก่อนจะเสริม
“เราคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องแจ้งทางตระกูลโรชครับ เพราะแม่ก็ไม่ได้เป็นคนของตระกูลโรชอีกแล้ว”
“เพราะเรื่องนี้ พวกเธอถึงกับยอมไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า มากกว่าจะแจ้งมาทางฉันอย่างนั้นหรือ”
“มันเป็นเรื่องธรรมดานี่ครับ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบก็ไม่จำเป็นครับ ตอนนี้พวกเราสบายดี” เด็กหนุ่มคนพี่พูดเสียงเรียบ นิโคล่าถอนใจแล้วก็พูดต่อ
“จอห์นบอกว่า พวกเธอมีคนรับอุปการะตั้งแต่พ่อกับแม่เธอเสียชีวิตได้ไม่นาน แต่ฉันยังไม่รู้รายละเอียด” เป็นครั้งแรกที่มาร์คยิ้ม และแววตาของไมค์อ่อนโยนลง
“ครับ เมลรับพวกเรามาดูแลและเป็นผู้ปกครองตามกฎหมายของเราในขณะนี้”
“แล้ววันนี้ทำไมเขาไม่มา หรือว่าติดธุระถึงปล่อยให้พวกเธอมาเพียงสองคน” นิโคล่าถาม เด็กหนุ่มชะงักสบตากันแวบหนึ่งแล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงจากเบื้องหลัง
“ขอโทษครับที่มาสาย ผมมีเหตุขัดข้องนิดหน่อย”
ทั้งหมดหันขวับไปเมื่อได้ยินเสียงนุ่มเบาดังขึ้น นิโคล่านั่งงงไปชั่วครู่เมื่อเห็นบุคลิกของชายหนุ่มทั้งสองคนก้าวเข้ายืนอยู่ด้านหน้า ชายหนุ่มคนที่เอ่ยทักใบหน้างดงามและดวงตาสีม่วงอ่อนโยน รูปร่างบาง ขณะที่ชายหนุ่มอีกคนร่างสูงใหญ่ยืนซ้อนหลังอยู่ ใบหน้าคมสันนั้นเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบมองสถานการณ์อย่างประเมิน นิโคล่าเริ่มมองเห็นความยากลำบากในการที่เธอจะได้ตามความประสงค์
“เมล! จาเรด!” เสียงทักของไมค์กับมาร์ค ดังขึ้นอย่างตกใจเมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งคู่ปรากฏตัวขึ้น เมลเหลือบตามองไปยังคู่แฝดด้วยสายตาคาดโทษ ทำเอาไมค์กับมาร์คสะดุ้งอยู่ในใจ เพราะเวลาที่เมลโกรธจริงๆ แล้วน่ากลัวกว่าจาเรดตั้งเยอะ
“เอ่อ... สวัสดีครับ ผมจอห์น เป็นทนายของคุณนิโคล่า โรช คุณยายของคุณไมค์กับมาร์คครับ” เมลยิ้มผงกศีรษะรับคำทักทายของชายวัยกลางคน
“ผมทราบจากจดหมายแล้วครับ เรียกผมว่าเมล แล้วนี่ จาเรด สตีลครับ” เมลพูดจบก็หันหน้าไปทางหญิงสูงอายุที่นั่งอึ้งอยู่เมื่อเห็นพวกเขา
“สวัสดีครับ คุณโรช”
“สวัสดี เชิญนั่ง” เมลก้มศีรษะแล้วทรุดตัวลงนั่งติดกับไมค์ ขณะจาเรดนั่งลงข้างๆ ร่างบางเริ่มต้นพูดก่อนอย่างนุ่มนวล
“ผมดีใจที่มีโอกาสได้รู้จักกับญาติของไมค์กับมาร์คครับ”
“ฉันเพิ่งทราบเรื่องการเสียชีวิตของลูกสาวกับสามีของเขา ไม่อย่างนั้นฉันคงรับพวกเขามาดูแลเองแล้ว” หญิงสูงอายุเริ่มเกริ่นถึงความต้องการของตนเองแต่ก็ผิดหวังเมื่อเห็นเมลยังคงยิ้มอย่างสุภาพและไม่แสดงท่าทีอะไร
ไมค์กับมาร์คเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว ขยับจะพูดแต่กลับกลับถูกห้ามด้วยสายตาดุๆ จากจาเรด นิโคล่าเอ่ยต่ออย่างคาดคะเนทีท่า
“การอุปการะเด็กทั้งคู่คงทำให้คุณเสียค่าใช้จ่ายมาก ถ้ายังไงฉันอยากช่วยเหลือบ้าง ฉันจะให้จอห์นดำเนินการให้ทันที” จาเรดซึ่งตอนแรกตั้งท่าจะเงียบปล่อยให้เมลจัดการ กลับขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจเมื่อได้ยินดังนั้น
“คุณหมายความว่ายังไง” ชายหนุ่มถามเสียงเย็น
“ฉันหมายถึงว่า ฉันยินดีที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่คุณได้ให้กับเด็กทั้งคู่ไป” เมลมองหญิงสูงอายุตรงหน้าแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อมองลึกเข้าไปในแววตากระวนกระวายของเธอ
“ไม่จำเป็นหรอกครับ” เมลตอบขณะที่ทนายความวัยกลางคนพยายามจะช่วยเหลือนายจ้างของตน
“คุณโรช หมายความตามนั้นจริงๆ นะครับ” จาเรดมองทนายความหนุ่มด้วยสายตาเยือกเย็นที่เขามักจะใช้ในการประชุมเวลามีเรื่องจัดการกับใครบางคน
“เราไม่สนใจเรื่องนั้น คุณน่าจะหาข้อมูลของพวกเราให้ดีก่อนที่จะเสนอเงื่อนไขอย่างนั้น ถ้าทนายของผมทำงานบกพร่องอย่างคุณ วันนี้เขาตกงานไปแล้ว”
จอห์นนิ่งอึ้งทำไมเขาจะไม่รู้กิตติศัพท์ของ จาเรด สตีล เงินเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับประธานกรรมการของ สตีลกรุ๊ป อิทธิพลทางการเงินและเศรษฐกิจของชายหนุ่มดังกรอกหูทันทีที่เขาเข้ามาสืบเรื่องนี้ และเมื่อเขาพยายามติดต่อทนายความรุ่นพี่ที่เป็นมือกฎหมายของสตีลกรุ๊ปเพื่อขอข้อมูล เขาก็พบกับทีมทนายมือเยี่ยมซึ่งได้เตือนเขาอย่างหวังดีในฐานะทนายด้วยกันว่า อย่าพยายามมีเรื่องกับจาเรด สตีล แต่เขาเป็นลูกจ้างก็ต้องพยายามทำตามความต้องการของนายจ้างของตน
เมลแตะมือชายหนุ่มเบาๆ ที่ใต้โต๊ะแล้วเหลือบตามองชายหนุ่ม จาเรดรวบปลายนิ้วเรียวอย่างให้กำลังใจ ร่างบางจึงยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะสบตานิโคล่า โรช ซึ่งนิ่งอึ้งไป เธอพยายามควบคุมอารมณ์ก่อนจะเชิดหน้าอย่างไม่ยอมแพ้
“ฉันพูดตรงๆ ก็ได้ คุณสตีล ฉันต้องการหลานคืน พวกคุณเสียค่าใช้จ่ายไปเท่าไรฉันยินดีชดเชยให้” ดวงตาคมกริบของจาเรดหรี่ลงเล็กน้อย ขณะที่เด็กหนุ่มฝาแฝดทั้งคู่สูดลมหายใจลึกมองหญิงสูงอายุตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
คนตรงหน้านี่คิดว่าพวกเขาซื้อขายได้งั้นหรือ เด็กหนุ่มทั้งคู่คิดอย่างเจ็บปวด คนคนนี้เป็นยายของเขา เป็นแม่ของคนที่อ่อนโยนเห็นแก่ผู้อื่นเสมออย่างมาร์กาเร็ตแม่ของเขาได้ยังไง เมลสบตาเด็กหนุ่มทั้งคู่อย่างปลอบโยนและเข้าใจในความรู้สึก
“เงินไม่มีความสำคัญในกรณีนี้ คุณจะไม่ถามทั้งคู่ก่อนหรือว่าพวกเขาต้องการอะไร”
“พวกเขายังเด็กเกินไป”
“พวกเราโตแล้วครับ ตัดสินใจเองได้และพวกเราก็ไม่ต้องการที่จะไปอยู่ตระกูลโรช” ไมค์เอ่ยขึ้นเสียงเข้มอย่างพยายามควบคุมตนเอง เมลเองก็ถอนใจเบาๆ ขณะที่จาเรดตอบแทนเมลด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“พวกเขาโตพอสำหรับเรื่องนี้ และพวกเขามีอิสระที่จะตัดสินใจ คุณไม่สามารถใช้เงินซื้อเรื่องนี้ได้”
“นั่นหมายความว่าคุณไม่ยอมรับเงื่อนไขของฉัน ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้กฎหมายจัดการเรื่องนี้ ฉันต้องได้หลานคืน”
เด็กหนุ่มทั้งคู่สบตาจาเรดทันทีที่ได้ยิน แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มอย่างเยือกเย็น ทำให้ทั้งคู่เบาใจขึ้น เมลถอนใจอีกครั้งเมื่อเห็นทีท่าไม่ยอมรับฟังของคนตรงหน้า
“ผมบอกไว้เลยว่าการผูกพันด้วยกฎหมายไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญอะไร เพราะอีกไม่นานพวกเขาก็จะบรรลุนิติภาวะแล้วพวกเขาก็จะจากมาอยู่ดี อย่าว่าแต่คุณไม่มีทางชนะในเรื่องนี้เลย” หญิงสูงอายุนิ่งอึ้งเมื่อได้ฟังเหตุผลนั้น ไหล่ที่เคยตั้งตรงลู่ลงถึงอย่างไรเธอก็ไม่ใช่คนโง่ที่ไม่รู้สถานการณ์ ดวงตาสีม่วงอ่อนโยนลงเมื่อเอ่ยต่ออย่างเสนอโอกาสให้
“แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่คุณจะสามารถทำเพื่อแก้ไขเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ ผมคิดว่าคุณเป็นคนฉลาดลองพิจารณาสิ่งที่ผมพูดนะครับว่ามันคืออะไร”
“ฉันเพียงแต่อยากดูแลหลานของฉันเท่านั้น พวกเขาเป็นตัวแทนของลูกสาวฉัน” เมลยิ้มเล็กน้อยขณะที่มองหญิงสูงอายุตรงหน้าเขา เจ้าทิษฐิและเอาแต่ใจตัวเอง รู้ตัวเมื่อสายไป ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และแสดงความรักไม่เป็น ร่างบางถอนใจเมื่อคิดว่าเหมือนใครก็ไม่รู้ ก่อนจะเอ่ยว่า
“เอาเถอะ พวกคุณยังไม่รู้จักกันดีเลย พรุ่งนี้ผมขอเชิญรับประทานอาหารเย็นที่บ้านนะครับ ผมจะเล่าเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาให้ฟัง คุณอาจจะคิดว่าโชคดีก็ได้ ที่ไม่ได้เจ้าตัวยุ่งไปอยู่ด้วย” นิโคล่าเงยหน้าขึ้น ก่อนจะค่อยๆยิ้มออกมา หญิงสูงอายุสบตาสีม่วงอ่อนใสปลอบประโลมคู่นั้นอย่างขอบคุณสำหรับโอกาสที่ร่างบางยื่นมาให้
“ฉันรู้สิ่งที่คุณพูดถึง ว่ามันคืออะไร ฉันจะพยายาม” นิโคล่าหันมองเด็กหนุ่มทั้งคู่อย่างเสียใจ เธอเกือบจะทำผิดซ้ำสองแล้วสินะ หวังว่าคราวนี้เธอจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างใจเย็น ไม่เหมือนกับเมื่อครั้งมาร์กาเร็ตบุตรสาวคนเดียวของเธอ
“ที่บ้านยินดีต้อนรับคุณเสมอนะครับ แม่ผมคงจะดีใจที่ได้รู้จักกับคุณยายของไมค์กับมาร์ค”
“ขอบใจเมล”
c c c c c c
เด็กหนุ่มที่นั่งเงียบกริบอย่างระวังตัวก้าวลงจากรถ หันไปมองจาเรดอย่างขอความช่วยเหลือ เมื่อร่างโปร่งบางของเมลก้าวลงจากรถโดยไม่พูดจาอะไร แล้วเดินผ่านคนรับใช้ที่เปิดประตูให้อย่างรวดเร็ว
“จาเรด...” ร่างสูงมองดูเด็กหนุ่มทั้งคู่แล้วถอนใจ จับไหล่อย่างปลอบโยน มองดวงตาว้าวุ่นอย่างทำอะไรไม่ถูกของทั้งคู่
“ไปหาเมลเถอะ อธิบายเรื่องต่างให้ฟังให้หมด”
“ถ้าเมลโกรธพวกเรา แล้ว......” มาร์คพึมพำออกมา จาเรดยิ้ม
“เมลโกรธ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่รักพวกเธอแล้วนี่นา สงสัยความรักของเมลหรือไง” เด็กหนุ่มทั้งคู่สบตากันแล้วก็สั่นศีรษะ จาเรดยิ้มอย่างให้กำลังใจ
“งั้นไปเถอะ”
ก๊อก! ก๊อก! เมลหันกลับมามองเด็กหนุ่มทั้งคู่ แล้วเม้มริมฝีปากเล็กน้อยอย่างขุ่นเคือง
“เมลครับ..พวกเราเสียใจ” แววตาของเด็กหนุ่มทั้งคู่เสียใจและรู้สึกผิด เมลมองแล้วก็หายใจลึกเมื่อเข้าใจความรู้สึกเจ็บปวด จากที่ทั้งคู่รู้เรื่องราวของบิดามารดา การที่ถูกตัดขาดไม่รับรู้ว่ามีพวกเขาอยู่ตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งมาถึงวันนี้จู่ๆ คิดจะมาหาก็มา คิดจะรับว่าเป็นหลานก็รับ ไม่คิดถึงความรู้สึกของพวกเขาเลย
เมลถอนใจก่อนจะเปิดวงแขนออก เด็กหนุ่มทั้งคู่ก้าวเข้าไปกอดร่างบางไว้แน่น
“เมลครับ ผมขอโทษ ไม่ได้อยากจะปิดบังเมล แต่ไม่อยากให้เมลกังวลเรื่องนี้ ผมรู้ว่าเขาติดต่อมาเพราะต้องการอะไร แต่พวกเราไม่ต้องการที่จะไปอยู่ที่นั่น”
“แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ พวกเธอจัดการเองไม่ได้หรอก ฉันเพียงแต่เสียใจที่พวกเธอปิดบัง หรือคิดว่าฉันพึ่งพาไม่ได้”
“ไม่ใช่ครับ ผมแค่ไม่ต้องการให้พวกเขามายุ่งกับเมล” ไมค์รีบปฏิเสธอย่างร้อนรน มองหน้าเมลอย่างกังวล เมลสบตาเด็กหนุ่มแล้วถอนใจดึงทั้งคู่ให้นั่งลง
“ฉันไม่เคยรู้เรื่องของตระกูลโรชเลย เพราะพวกเธอถูกส่งตัวไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทำให้ฉันไม่เคยคิดเลยว่าพวกเธอจะมีญาติอยู่”
“พวกเราไม่มีญาติ” มาร์คเอ่ยเสียงแข็ง ไมค์แตะบ่าน้องชายก่อนจะหันไปหาเมล
“พวกเรารู้เรื่องตั้งแต่แรก เมล ผมจำได้ว่าแม่เสียใจขนาดไหน เมื่อแม่พยายามติดต่อไป ก็ได้รับจดหมายชี้แจงจากทนายของตระกูลโรชมาถึงแม่ ว่าเราไม่มีส่วนเกี่ยวพันกับพวกเขา แต่ในวันเกิดพวกเราแม่ก็ยังติดต่อส่งข่าวไปอย่างน้อยปีละครั้ง จนพวกท่านเสียชีวิต”
“พวกเธอจึงบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีญาติเหลืออยู่แล้วงั้นหรือ”
“ครับ ตอนนั้นพวกเรายังเด็กอยู่ก็จริง แต่อายุ 10 ขวบสามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้ เจ้าหน้าที่จึงไม่มีใครสงสัยว่าพวกเรายินดีที่จะอยู่ที่นั่นมากกว่า แถมที่แอฟริกาก็ไม่มีขั้นตอนอะไรยุ่งยาก มีคนมาคุยกับพวกเราแค่คนสองคนแล้วก็ส่งเราไปอยู่ที่นั่นเลย” เมลถอนใจเมื่อนึกถึงความเข้มแข็งของเด็กทั้งสองที่ตัดสินใจลงไปเช่นนั้น ไมค์ยิ้มเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเมลก่อนจะเล่าต่อ
“แต่พอพวกเรามาอยู่กับเมล พวกเราก็ลืมตระกูลโรชไปจริงๆ นะครับ เราไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเมล”
“ใช่ จนกระทั่งจดหมายฉบับนั้นมาแหละ” มาร์คเสริมขึ้น แล้วก็หันมามองร่างบางของผู้ปกครองถามอย่างสงสัย
“แต่เมลรู้เรื่องนี้ได้ยังไงครับ”
“จาเรด เป็นคนเจอจดหมายฉบับนั้น” มาร์คกับไมค์มองหน้ากันแล้วยิ้ม พวกเขาไม่ได้ทำลายจดหมายฉบับนั้น ส่วนลึกๆ แล้วพวกเขาอาจต้องการให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก็ได้ แต่เมื่อนึกอะไรบางอย่างออกก็อุทานอย่างตกใจ
“เมลแล้วเรื่องไปเที่ยวล่ะครับ” ร่างบางตวัดตาค้อน
“ยังจะมาถามอีก เจอจดหมายฉบับนั้นเธอคิดว่าฉันจะไปเที่ยวได้อย่างสบายใจหรือไง” ทั้งคู่หลบตาอย่างสำนึกผิดพึมพำ
“ขอโทษครับ ผมรู้ว่าเมลหาโอกาสพักผ่อนมาตั้งนาน” เมลขยี้ศีรษะทั้งคู่ก่อนตอบ
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ไปเที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วพรุ่งนี้คุณนิโคล่าจะมากินอาหารเย็นด้วย ทำตัวเป็นเด็กดีหน่อยนะ”
“ผมไม่อยากพบเธอ” ไมค์ขมวดคิ้ว เมลมองร่างสูงของเด็กหนุ่มที่ทำท่าจะเกเร
“ไมค์ ถึงอย่างไรเธอก็เป็นคุณยายของเธอนะ เรื่องที่ผ่านมาเธอก็รู้สึกเสียใจอยู่แล้ว แล้วฉันก็ไม่ได้บอกให้ต้องพวกเธอต้องฝืนใจอะไรมากมาย แค่สุภาพกับเธอก็พอนี่นา ให้โอกาสเธอดูก่อน ตกลงมั้ย” เมลมองสีหน้าดื้อดึงของเด็กหนุ่มทั้งคู่ ก่อนจะถอนใจเอ่ยต่อ
“ไมค์ มาร์ค ลองคิดดูนะตลอดเวลาที่พวกเธอมีความสุขอยู่กับแม่ของเธอ แต่คุณนิโคล่าเธอเป็นฝ่ายสูญเสียลูกสาวของเธอไปนะ” ไมค์กับมาร์คเม้มริมฝีปากแล้วก็ต่อรองอย่างไม่เต็มใจนัก
“แค่สุภาพกับเธอเท่านั้นนะเมล”
“งั้นสิ” ร่างบางยิ้ม ทั้งคู่โตและมีควมคิดเป็นของตัวเองแล้ว การจะให้รับฟังและยอมรับง่ายๆ เหมือนเด็กคงเป็นไปไม่ได้
‘คงจะต้องใช้ความจริงใจ ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขเท่านั้นที่จะทำให้เหตุการณ์ต่างๆ คลี่คลายลง หวังว่าคุณจะอดทนพอนะครับ นิโคล่า’ เมลคิดในใจอย่างเงียบๆ
c c c c c c
เมลชักสงสัยว่าตัวเองคิดผิดหรือคิดถูก ร่างบางถอนใจอย่างโล่งอก เมื่ออาหารเย็นมื้อนั้นจบลง พร้อมกับตวัดสายตาไปยังไมค์กับมาร์คอย่างอ่อนใจ ขณะที่จาเรดหัวเราะหึ หึ เป็นเพราะเด็กหนุ่มทั้งคู่ทำตัวสุภาพเรียบร้อยจนเกินพอดี ถามคำตอบคำและยังทำเหมือนนิโคล่าเป็นแขกที่มาร่วมรับประทานอาหารเย็นเท่านั้น แม้เมลจะขึงตาใส่ แต่ทั้งไมค์กับมาร์คก็ทำหน้าบริสุทธิ์ไม่รู้เรื่อง จนจาเรดที่ชินกับสีหน้าของเด็กหนุ่มเวลารวนจัดๆ มองสถานการณ์อย่างนึกขำ ดีที่ความอ่อนโยนของเมลและการชวนพูดคุยของแคธเธอรีนทำให้นิโคล่าไม่ลำบากใจมากนัก
“ลาก่อนนะเมล ขอบใจสำหรับมื้อเย็นจ้ะ”
“ยินดีครับ แคธเธอรีนก็คงดีใจที่จะได้เพื่อนพูดคุยกันบ้าง รบกับเจ้าตัวยุ่งสองคนนี่จนเหนื่อยแล้วมั้ง”
“ฉันอิจฉาแคธเธอรีนนะ ที่เด็กทั้งคู่เรียกเธอว่าคุณย่า” นิโคล่าเอ่ยเบาๆ เมลมองกริยาท่าทางเข้มแข็งของหญิงสูงอายุตรงหน้าอย่างให้กำลังใจ
“เรื่องอย่างนี้ต้องใช้เวลา คุณจะอยู่ที่เมืองนี้อีกนานมั้ยครับ”
“คงอีกสัก 2-3 วันก็ต้องกลับแล้ว แต่ฉันจะมาเยี่ยมเด็กทั้งคู่บ่อยๆนะเมล”
“ครับ ที่นี่ยินดีต้อนรับคุณเสมอ ครั้งหน้ามาพักกับเรานะครับ” เมลเอ่ยลาอีกครั้ง ร่างบางยังยิ้มขณะที่มองตามหลังรถคันยาวออกไป แต่พอหันกลับมาก็หุบยิ้มทันที ถามร่างสูงที่ยืนอยู่เบื้องหลังอย่างโมโหนิดๆ
“เจ้าตัวดีทั้งคู่ล่ะครับ จาเรด” จาเรดหัวเราะเบาๆ
“บอกว่าต้องทำการบ้าน หนีเข้าห้องไปเรียบร้อยแล้ว เอาน่าเมล ได้แค่นี้ก็ดีจะตายแล้ว” จาเรดโอบร่างบางตรงหน้า ก่อนจะพยายามทำให้อารมณ์ดีขึ้น
“เธอก็รู้นี่นา ว่าเรื่องนี้มันต้องใช้เวลา”
“ผมรู้” เมลถอนใจ มองหน้าจาเรดแล้วยิ้มเอ่ยต่อเบาๆ “เป็นเพราะผมเห็นใจนิโคล่า เธอทำให้ผมนึกถึงใครบางคนเมื่อนานมาแล้ว” จาเรดขมวดคิ้วก่อนจะถาม
“ใคร?”
“คุณไงครับ จาเรด เธอเมื่อก่อนก็คงเหมือนคุณ เจ้าทิษฐิและเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และแสดงความรักไม่เป็น ถึงได้ตัดขาดจากลูกสาวคนเดียวของตัวเองอย่างนั้น กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไป ผมจึงอยากช่วยเธอ” จาเรดยิ้มก่อนจะเถียง
“ไม่เห็นเหมือนสักหน่อย” ดวงตาเมลพราวระยับ คล้องแขนรอบคอร่างสูงเขย่งปลายเท้าขึ้นกระซิบ
“งั้นหรือ แต่คนนั้นๆ ก็ทำให้ผมรักได้นะ ผมรักคนที่เจ้าทิษฐิและเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ค่อยจะฟังใคร แถมกว่าจะบอกว่ารักก็ทิ้งไว้เนิ่นนานตั้งห้าปีคนนั้นนะ” จาเรดยิ้มดวงตาคมคู่นั้นอ่อนแสงลงจนเหลือแต่ประกายสีทองระยิบ เป็นดวงตาที่มีไว้มองคนรักเพียงคนเดียวของเขา ชายหนุ่มพึมพำเสียงเบา
“แต่ตอนนี้ฉันยอมเธอออกขนาดนี้ รักเธอออกขนาดนี้แล้วนี่นะ จะเหมือนได้ยังไง”
end
