the past

Friday, January 14, 2005

Special Part (The Past)

By SF

“เมล......เป็นไงบ้าง?” จาเรดถามร่างโปร่งบางในอ้อมแขนอย่างเป็นห่วง ขณะประคองเข้ามาในบ้าน ห้องโถงกว้างใหญ่เปิดไฟสลัวไว้มุมห้องเพียงพอที่จะมองเห็นเพียงเลือนลางเท่านั้น ชายหนุ่มจึงเอื้อมไปเปิดโคมแก้วเจียรนัยกลางห้องให้สว่างขึ้น เมลเงยหน้าขึ้นแล้วก็รู้สึกห้องเอียงวูบจนต้องอิงร่างสูงไว้เป็นหลัก ขณะปากยังปฏิเสธ

“ไม่เป็นไรครับจาเรด แค่เวียนหัวนิดหน่อยเอง”

จาเรดมองใบหน้างดงามที่ตอนนี้แดงระเรื่อไปด้วยฤทธิ์อัลกอฮอล์ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำเข่นเขี้ยวในลำคอเบาๆ เมื่อนึกถึงงานเลี้ยงที่ผ่านมาเมื่อครู่ ชายหนุ่มรู้ตัวว่าเขาออกจะหงุดหงิดและหึงมากเกินไปนิด เพราะถึงแม้จะอยู่ร่วมกันมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ร่างตรงหน้าแทบไม่เปลี่ยนแปลงแถมยังมีเสน่ห์เพิ่มขึ้นทุกวัน แล้วจะไม่ให้เขาอารมณ์เสียได้ยังไงเมื่อเห็นเมลเป็นจุดสนใจและมีคนพยายามเข้ามาใกล้ชิดขนาดนั้น

แถมเจ้าตัวยังโอภาปราศรัยแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวเสียอีก มันน่านัก!!

“ยังจะบอกไม่เป็นไร!....รู้ตัวว่าดื่มไม่ได้ยังฝืนดื่มเข้าไปตั้งหลายแก้ว” เมลหัวเราะคิกด้วยความมึนเมาไม่สนใจน้ำเสียงดุๆ นั้น ดวงตาสีม่วงใสทอแววรื่นรมย์ขณะเพ่งมองหน้าคมเข้มของจาเรดแล้วก็กระพริบตาปริบๆ เมื่อชักจะตาลายจนมองเห็นเป็นสองหน้าแล้ว มือเล็กยกขึ้นวางแปะไปที่สันกรามแข็งแรงนั้นแล้วกระซิบเสียงพร่า

“อย่าหงุดหงิดซิ จาเรด” ร่างสูงถอนใจแล้วสั่นหน้าเล็กน้อย จับมือที่แนบแก้มแล้วเอียงหน้ามาจุมพิตเบาๆ ที่กลางมือนุ่ม

“ฉันเป็นห่วงต่างหากล่ะ” เมลมองกริยาอ่อนโยนนั้น ริมฝีปากแดงระเรื่อคลี่ยิ้มออกมาอย่างอารมณ์ดี รู้สึกตัวเบาๆ เหมือนจะลอยได้ จึงทิ้งน้ำหนักทั้งตัวเข้าหาจาเรดพร้อมกับตวัดแขนเรียวไปรอบลำคอแข็งแรง ทำให้ชายหนุ่มที่ไม่ทันระวังเสียหลัก เซไปปะทะเก้าอี้ยาวรับแขกจนต้องทรุดตัวลงนั่ง แต่ก็ไม่ยอมเสียเปรียบเมื่อมือแข็งแรงรวบเอวบางลงมาด้วย

“เมล!” จาเรดอุทานออกมา เมื่อริมฝีปากอ่อนนุ่มเป็นฝ่ายรุกโดยการพรมจุมพิตเปะปะไปที่ลำคอแข็งแรง ลมหายใจร้อนผ่าวที่แตะต้องผิวเนื้อและร่างนุ่มนวลในอ้อมแขนทำให้อารมณ์ปรารถนาเริ่มคุโชนจนร่างสูงต้องครางในลำคอเบาๆ รั้งใบหน้างดงามขึ้นแล้วประทับจูบลงไป ปลายลิ้นแทรกเข้าไปตวัดเกี่ยวกับลิ้นนุ่มทันที เมลถอนใจเอียงหน้าและเผยอริมฝีปากออกรับการจู่โจมของจาเรด เมื่อชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกร่างในอ้อมแขนถึงกับหอบหายใจซบหน้าผากกับอกกว้าง ชายหนุ่มยิ้มเมื่อก้มลงมอง แขนแข็งแรงตวัดร่างบางกระชับแน่นก่อนจะลุกพาเดินขึ้นบันไดโค้งที่ทอดขึ้นสู่ชั้นสอง

จาเรดใช้เท้าดันประตูห้องปิด หันกลับมาที่เตียงกว้างแล้วค่อยๆ วางร่างบางลง ขณะจะยืดตัวขึ้นก็ต้องหัวเราะอย่างพึงใจเมื่อถูกเหนี่ยวต้นคอรั้งไว้ จนต้องผ่อนร่างลงนอนข้างๆตามแรงดึง ดวงตาคมสบกับดวงตาสีม่วงอ่อนใสที่เป็นประกายระยับอย่างยั่วเย้า แล้วก็ต้องครางลึกในลำคอเมื่อร่างนุ่มนวลพลิกตัวขึ้นทาบบนร่างเขา จาเรดจับเอวเล็กไว้แน่นเมื่อร่างกายท่อนล่างถูกเสียดสีกับสะโพกนุ่มจนร้อนรุ่ม ชายหนุ่มพึมพำเมื่อถูกรุกเร้า

“เดี๋ยว...ช้าลงก่อน.....เมล” แต่เมลกลับคลี่ยิ้มออกมาอย่างเย้ายวน ฤทธิ์อัลกอฮอล์ยิ่งกระตุ้นเร้าอารมณ์ปรารถนา ทำให้เมลรู้สึกร้อนผ่าวทั่วร่างและลืมเลือนความเขินอายไปจนหมดสิ้น มือเล็กพยายามแกะทึ้งเสื้อผ้าอย่างเปะปะจนจาเรดต้องครางผสมกับเสียงหัวเราะสั่นพร่าอย่างยอมแพ้ ร่างสูงขยับตัวช่วยจนเมลปลดปล่อยเสื้อผ้าที่พันธนาการทั้งคู่ออกไป

เมลไล้มือเบาๆไปที่อกกว้างแข็งแรงพลางคิดในใจ จาเรดต่างหากที่ไม่เปลี่ยน ด้วยวัย 38 ชายหนุ่มกลับยิ่งเปี่ยมด้วยเสน่ห์ของบุรุษเพศ ร่างกายแข็งแรงอย่างคนที่รู้จักรักษาสุขภาพและออกกำลังกายเป็นประจำ อกกว้างและอ้อมแขนนี้ยังคงโอบกอดเขาอย่างเร่าร้อนและอ่อนหวานทุกค่ำคืน

จาเรดรั้งเมลลงไปช้าๆ ทำให้ร่างเปลือยของทั้งคู่แนบชิดกัน ผิวพรรณเรียบลื่นสัมผัสร่างแกร่งจนแทบไม่มีช่องว่าง กลิ่นหอมละมุนกระตุ้นให้อารมณ์พิศวาสคุโชน จาเรดครางอย่างพอใจเมื่อเมื่อริมฝีปากนุ่มนวลเป็นฝ่ายจู่โจมเขา ปลายลิ้นเล็กสีชมพูไล้ไปตามอกกว้างแล้วค่อยๆ เลื่อนลงช้าๆ ชายหนุ่มมองตามอย่างคาดหวัง

“เมล...อา..” เสียงครางลึก เมื่อริมฝีปากนั้นเลื่อนลงมาถึงและครอบครองความแข็งแกร่ง ปลายลิ้นเล็กตวัดเลียอย่างนุ่มนวลราวกับติดใจในรสชาติของชายหนุ่ม นิ้วเรียวขยับลูบไล้เป็นจังหวะ จนกระทั่งจาเรดเกือบจะทนไม่ไหว มือแข็งแรงเอื้อมประคองศีรษะเล็กขึ้นทันที

จาเรดพยายามควบคุมลมหายใจ เมื่อปลายลิ้นสีชมพูตวัดช้าๆ อย่างอ้อยอิ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตา ชายหนุ่มรู้สึกปวดร้าวด้วยความต้องการ จนต้องกำหมัดห้ามตนเองไม่ให้เหวี่ยงร่างบางลงแล้วเป็นฝ่ายจู่โจมเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ปรารถนา ชายหนุ่มกระซิบเสียงพร่า

“มาซิ...เมล ลงมือได้เลย” เมลคลี่ยิ้มอย่างเย้ายวนเมื่อมองร่างสูงที่นอนเหยียดยาวตรงหน้า จาเรดของเขาช่างดูงดงามและแข็งแกร่งยิ่งนัก ร่างบางลดสายตาลงมาแล้วก็หน้าแดงเรื่อก่อนที่จะแยกต้นขาเรียวออกคร่อมต้นขาแข็งแรงของชายหนุ่ม มือขยับลงไปกอบกุมจาเรดไว้ และนำเขาเข้าสู่ช่องทางที่นุ่มนวลร้อนผ่าวของตน

“อือ..จา..เรด” ร่างบางขมวดคิ้วเรียวกับความรู้สึกเต็มแน่น เหงื่อเม็ดเล็กๆ เริ่มผุดพรายทั่วกาย เมื่อค่อยๆ ทรุดตัวลงรับเอาความแข็งแกร่งเข้าไปจนหมด

“พระช่วย เมล” จาเรดจิกมือไปที่บั้นท้ายนุ่มเมื่อรู้สึกเสียวแปลบ สะโพกเกร็งแอ่นรับความนุ่มนวลที่สวมสอดลงมา ชายหนุ่มสูดลมหายใจเฮือกแล้วขยับมือมาช่วยกระตุ้นเร้าระหว่างต้นขาเรียวทำให้เอวบางเริ่มขยับ บั้นท้ายนุ่มเบียดเข้าหาหน้าขาแข็งแรงอย่างเร่าร้อนมากขึ้น

“จา...เรด..” เมลกัดริมฝีปากแน่น หายใจหอบขณะที่อารมณ์เริ่มไต่สูงขึ้น นิ้วของจาเรดนวดคลึงร่างบางเป็นจังหวะ เมลพยายามไขว่คว้าและแสวงหาการปลดปล่อย จนกระทั่งกรีดร้องและกระตุกหลั่งรินความปราถนาออกมาเปรอะเปื้อนมือและแผ่นอกกว้างของจาเรด ช่องทางคับแคบบีบรัดความแข็งแกร่งทันที จนจาเรดครางหนักๆ เมื่อรู้สึกความเสียวซ่านพุ่งปราดจนควบคุมไม่ได้ ในที่สุดร่างสูงก็แอ่นสะโพกกระตุกหลั่งรินความขาวขุ่นร้อนผ่าวออกมาเกือบพร้อมๆ กัน

สีหน้าของชายหนุ่มแฝงแววสุขสมดวงตาปิดสนิทแน่น ขณะที่เมลพับลงกับอกกว้างอย่างหมดแรง เมื่อควบคุมลมหายใจได้จาเรดลืมตาขึ้นช้าๆ เหลือบดูร่างบางที่เริ่มจะเคลิ้มหลับไปในอ้อมแขนเขาแล้วพึมพำเสียงพร่า แฝงแววหัวเราะ

“เมล ฉันน่าจะมอมเหล้าเธอทุกวันนะนี่”

c c c c c c

“อรุณสวัสดิ์ครับ จาเรด” จาเรดเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ เมื่อได้ยินเสียงทักจากเด็กหนุ่มร่างสูงสองคนที่เดินเข้ามาในห้องอาหารอย่างแจ่มใส ใบหน้าคมเข้มของทั้งคู่ รวมถึงสีผมดำสนิทและดวงตาตาสีน้ำเงินถอดแบบกันออกมาชนิดทำให้คนรอบข้างสับสนอยู่บ่อยๆ

“อรุณสวัสดิ์ ไมค์ มาร์ค ทำไมวันนี้สายขนาดนี้ล่ะ” ชายหนุ่มมองเด็กหนุ่มฝาแฝดในความดูแลแล้วพับหนังสือพิมพ์ไว้ด้านข้างก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ

“วันนี้สายได้ครับ ไม่มีเรียนตอนเช้า เอ่อ แล้วเมลล่ะครับ จาเรด” ไมค์แฝดคนพี่ตอบแล้วถามถึงเมลคราวเดียวกัน เมื่อเห็นจาเรดนั่งอยู่เพียงคนเดียวและแต่งกายเรียบร้อยอย่างพร้อมที่จะออกไปทำงานแล้ว

“ไม่สบายนิดหน่อย วันนี้เลยให้หยุดไม่ต้องไปทำงาน”

“เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ” มาร์คชะงักมือที่กำลังจะลากเก้าอี้ออกมานั่ง จาเรดยิ้มเมื่อนึกถึงสาเหตุใหญ่ที่เป็นต้นเหตุทำให้ร่างบางเพลียมากจนลุกไม่ขึ้นก่อนจะตอบ

“แค่ปวดหัวแล้วก็เพลียเพราะงานเลี้ยงเมื่อคืนดื่มเข้าไปหลายแก้วนะ ตอนนี้เลยให้นอนพักต่อ”

“งั้นเดี๋ยวผมค่อยมากินอาหารเช้า ขึ้นไปดูเมลก่อนดีกว่า”

c c c c c c

เด็กหนุ่มสองคนวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างใจร้อน พอจะเคาะประตูห้องของเมล มาร์คก็ชะงักเล็กน้อยแล้วทำหน้าเจ้าเล่ห์ ดึงแขนพี่ชายไว้ก่อนจะเหลือบตาไปยังประตูห้องนอนของจาเรดที่อยู่ติดกันอย่างท้าพนัน แต่ไมค์หวนนึกไปถึงสีหน้าอิ่มเอมของจาเรดเมื่อครู่แล้วก็ส่ายหน้าไม่รับคำท้า ยิ้มออกมาก่อนจะหมุนตัวไปเคาะประตูห้องจาเรดที่อยู่ถัดไปเบาๆ

ก๊อก! ก๊อก!

ทั้งคู่ชะโงกหน้าเข้าไปเมื่อได้ยินเสียงอนุญาต เห็นร่างโปร่งบางกำลังขยับลุกนั่งบนเตียงกว้าง ภายในห้องจาเรดตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้หนาหนัก โทนสีน้ำตาลเข้ม หน้าต่างบานกว้างยาวตลอดผนังด้านหนึ่งปกปิดด้วยม่านสองชั้น ซึ่งม่านชั้นนอกถูกรวบไว้เหลือเพียงผ้าลูกไม้โปร่งบาง ทำให้แสงสว่างยามเช้าลอดผ่านเข้าทาบบนพื้นพรมสีครีม ผนังอีกด้านเป็นประตูที่เชื่อมต่อกับห้องของเมล

“เมลครับ เป็นอะไรมากมั้ย จาเรดบอกว่าเมลไม่สบาย” ใบหน้างดงามเงยขึ้นเมื่อได้ยินเสียงทัก ดวงตาสีม่วงทอประกายอ่อนโยนลงเมื่อเห็นทั้งคู่
“ไม่เป็นอะไรมากหรอกแค่เมาค้างนิดหน่อย ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว” เมลขยับลงจากเตียงขณะตอบ ไมค์ส่งเสื้อคลุมที่พาดอยู่ขอบเตียงให้เมลรับไปสวมทับชุดนอน ก่อนจะรีบประคองเมื่อเห็นเมลเซเล็กน้อย ร่างโปร่งบางยิ้มเมื่อรู้สึกว่าตนเองต้องเงยหน้าขึ้นมองเด็กหนุ่มทั้งคู่
“พวกเธอนี่โตเร็วเกินไปแล้วนะ” ไมค์ยิ้มมองผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นปกครองตามกฎหมายของเขา แล้วก็ตอบเบาๆ

“ผ่านมาตั้ง 5 ปีแล้วนะครับเมล ตอนนี้พวกเราอายุ 15 ปีแล้ว ตัวผมโตกว่าเมลแล้วก็สามารถดูแลเมลได้แล้วนะครับ” มาร์คเองก็หัวเราะ มองเมลแล้วเอ่ยล้อ

“นั่นสิ เมลนะแหละ ไม่โตขึ้นเลย”

“เด็กบ้า มาทำล้อผู้ใหญ่” เมลจิ้มหน้าผากมาร์คแล้วแกล้งทำหน้าบึ้ง ทั้งที่ดวงตาพราวระยับ มองเด็กหนุ่มที่เขารับมาอุปการะอย่างรักใคร่

อันที่จริง ในตอนแรกเมลไม่แน่ใจว่าจะรับอุปการะทั้งคู่ในฐานะอะไร เพราะอายุพวกเขาก็ห่างกันแค่สิบกว่าปีเท่านั้น แคธเธอรีนจึงเป็นผู้ตัดสินใจให้ โดยเธอรับเด็กทั้งคู่เป็นลูกบุญธรรมแทน และมอบหมายให้เมลเป็นผู้ปกครอง โดยที่ทั้งคู่ยังใช้นามสกุล “คาร์ทไรท์” อยู่เพื่อเป็นการระลึกถึงบิดา

ดังนั้นการเรียกขานในบ้านจึงออกจะดูแปลกๆ ไปเพราะทั้งคู่มีฐานะเป็นบุตรบุญธรรมของตระกูลสตีล เท่ากับเป็นน้องชายของเมลและจาเรด แต่กลับเรียกแคธเธอรีนว่า ‘คุณย่า’ เพราะได้เรียกตั้งแต่เจอหน้าครั้งแรก จะเปลี่ยนมาเรียกแม่เช่นเดียวกับเมลก็ไม่คุ้นเสียแล้ว

ทั้งคู่มองสีหน้าที่แกล้งทำเป็นบึ้งตึงของเมลเมื่อถูกล้อเลียนแล้วก็หัวเราะ ไมค์รีบพูดอย่างเอาใจ

“ก็เมลน่ะไม่เปลี่ยนไปจากตอนที่เจอกับพวกเราเมื่อห้าปีก่อนเลยนะครับ” ร่างบางยิ้มแล้วส่ายหน้าอย่างระอา

“แล้วนี่ยังไม่ไปโรงเรียนหรือไง”

“ก็จาเรดบอกว่าเมลไม่สบาย พวกเราเป็นห่วง” มาร์คชิงตอบ ทำให้ไมค์มองน้องชายที่รีบเอาหน้าอย่างหมั่นไส้

“ฉันไม่เป็นไรแล้ว ไปทานอาหารเช้าเถอะ เดี๋ยวก็สายหรอก”

“วันนี้สายได้ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวพวกเราจะรอเมลข้างล่างนะ” ไมค์หันกลับมาบอกก่อนที่จะเดินตามมาร์คออกจากห้องไป

c c c c c c

จาเรดเงยหน้าขึ้น เมื่อร่างโปร่งบางในชุดเสื้อไหมพรมสีขาวชายเสื้อยาวคลุมสะโพก ทับกางเกงสีเทาเข้มเดินเข้ามาในห้องอาหาร ร่างสูงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วยิ้มรับอย่างอ่อนโยนเมื่อเมลก้มลงแตะริมฝีปากเบาๆ ข้างแก้ม ในหูแว่วเสียงกระแอมจากเด็กหนุ่มสองคน ทำให้ร่างบางเงยหน้าขึ้นทำตาดุๆ ให้ เหลียวมองไปรอบๆ แล้วก็ถามอย่างแปลกใจเมื่อไม่เห็นแคธเธอรีน

“แม่ล่ะครับ จาเรด”

“แคธเธอรีนออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว ดร.มุลเลอร์มารับไปเที่ยว” เมลยิ้มเมื่อนึกถึงหมอสูงอายุท่าทางใจดีที่คบหาเป็นเพื่อนกับแคธเธอรีนมาหลายปีแล้ว ร่างบางนั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้างพร้อมกับสั่นศีรษะปฏิเสธเบาๆ เมื่อจาเรดเลื่อนอาหารเช้าให้

“ผมยังทานไม่ไหวหรอกครับจาเรด ไว้สายกว่านี้อีกหน่อยเถอะ ตอนนี้ขอแค่กาแฟก็พอ” เมลรับแก้วกาแฟมาจิบแล้วก็เงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกว่าถูกจ้องมอง เมลกระพริบตาเมื่อสบตาคมของจาเรดแล้วก็หน้าแดงเรื่อทันทีเมื่อชายหนุ่มถามขึ้นเบาๆ

“ดีขึ้นแล้วแน่นะ”

“ครับ” เมลหลบตาหน้าร้อนผ่าวเมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืน จาเรดพยายามวางสีหน้าเฉยขณะที่ดวงตาเป็นประกายด้วยแรงหัวเราะ

“ดี งั้นอาทิตย์หน้าเราหยุดพัก แล้วไปเที่ยวกันสักอาทิตย์นะ” เมลเงยหน้ามองอย่างแปลกใจ ขณะที่เด็กหนุ่มทั้งคู่วางช้อนส้อมลงทันที มาร์คถามขึ้นก่อน

“ไปเที่ยวงั้นหรือครับ จาเรด ”

“ใช่! รอเคลียร์งานอาทิตย์หน้าให้เรียบร้อยก่อน ไม่ได้หยุดพักนานแล้วครั้งนี้พอดีจะได้พาเมลไปเที่ยวด้วย” เมลยิ้มดวงตาเป็นประกายระยับอย่างมีความสุข มาร์คกับไมค์มองใบหน้าแจ่มใสของเมลแล้วแกล้งโวยวาย

“ไม่ยอมด้วย จาเรดกับเมลไปตอนนี้ พวกเราก็ไปด้วยไม่ได้น่ะสิ โรงเรียนยังไม่ปิดเทอมเลย” จาเรดมองทั้งคู่แล้วหัวเราะ

“ใครบอกจะให้ไปด้วยล่ะ ก้างขวางคอชัดๆ เอาไว้ครั้งหน้ารอให้ปิดเทอมก่อนสิ แล้วตอนนี้ถ้าพวกเธอก็ไปด้วยใครจะดูแลแคธเธอรีน” พูดจบชายหนุ่มก็วางแก้วกาแฟลุกขึ้นรวบเสื้อนอกไว้เดินอ้อมมาจุมพิตหน้าผากเมลเบาๆ

“ไปก่อนนะ วันนี้นอนพักให้มากๆ ล่ะเมล” เมลรับคำเบาๆ หันกลับมาเห็นไมค์กับมาร์คที่มองมาด้วยแววตาล้อเลียนแล้วก็หน้าแดง จึงตัดบท

“สายมากแล้วนะ ไปโรงเรียนได้แล้ว”

“ครับผม” ทั้งคู่รับคำแล้วอ้อมมาหอมแก้มเมลเบาๆ ก่อนจะวิ่งออกไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ

c c c c c c

“เฮ้! ไมค์” เสียงตะโกนดังจากสนามกีฬา ทำให้เด็กหนุ่มร่างสูง ที่กำลังเดินผ่านระเบียงตึกเรียนก้มลงมองหาต้นเสียง แล้วก็ขมวดคิ้ว ดวงตาสีน้ำเงินเข้มหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อเห็นน้องชายกำลังโบกมือให้จากริมสนามกีฬา

“ตะโกนเสียงดังไปได้ มาร์ค แล้วนี่มีอะไรล่ะ” เมื่อเช้าเขามีงานที่สภานักเรียนทำให้ออกมาก่อนมาร์ค วันนี้จึงยังไม่เจอกันจนกระทั่งตอนนี้ ร่างสูงที่ใบหน้าแทบจะเป็นพิมพ์เดียวกันเดินออกมาจากสนาม ยังอยู่ในชุดนักกีฬามีเหงื่อโชกไปทั้งตัว

“มีเรื่องจะคุยด้วย รอหน่อยได้มั้ย ฉันซ้อมเสร็จแล้วไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บนึง”

“อืมม์..ก็ได้ จะรอที่ห้องสภานักเรียนนะ”

เสียงทักทายดังขึ้นรอบข้างเมื่อมาร์คเดินเข้าในห้องสภาฯ แทบทุกคนในโรงเรียนต่างก็รู้จักมาร์คดีในฐานะที่เป็นนักกีฬาฝีมือเยี่ยมของโรงเรียนที่เล่นได้ดีเกือบทุกประเภท ในขณะที่ไมค์แฝดผู้พี่ได้รับเลือกให้เป็นประธานนักเรียน จนทั้งคู่ถูกเรียกขานว่าเป็นฝ่ายบุ๋นกับฝ่ายบู๊ของโรงเรียน

มาร์คยิ้มรับคำทักทายก่อนจะเดินไปหาพี่ชายหย่อนตัวลงนั่งบนมุมโต๊ะ วางซองจดหมายสีขาวลงตรงหน้า ไมค์อิงพนักเก้าอี้มองชื่อผู้รับจดหมายและสถานที่ที่ส่งมา แล้วขมวดคิ้วขณะจะเอ่ยปากพูด น้องชายชิงกล่าวขึ้นมาก่อน

“นายเปิดดูก่อนเถอะ” เด็กหนุ่มหยิบซองออกเปิดอ่าน แล้วก็ชะงักสีหน้าเคร่งขรึมลงทันทีค่อยวางจดหมายลง แล้วเงยหน้ามองน้องชาย

“นายได้จดหมายมาได้ยังไง”

“มาถึงเมื่อวาน มันปนไปกับซองจดหมายของฉัน แล้วฉันก็เปิดมันก่อนที่จะดูชื่อหน้าซองว่ามันส่งถึงเมล เราจะทำอย่างไงดี ช่วงนั้นเมลกับจาเรดก็จะไปเที่ยวพอดีเลย” ไมค์รวบจดหมายกำไว้แน่นอย่างกังวล มองกรรมการนักเรียนที่ยังเหลือทำงานอยู่ในห้องสองสามคนแล้วก็ตัดบทว่า

“ไว้ค่อยคุยกันคืนนี้ก็แล้วกัน”

c c c c c c

“เมลครับ ทำอะไรอยู่” เสียงทักมาจากหน้าห้อง ทำให้เมลวางหนังสือที่อ่านอยู่ลงข้างตัวลง ยิ้มอ่อนโยนเมื่อเห็นสองหนุ่มยืนเกะกะหน้าประตูห้องนั่งเล่นอย่างเกรงใจ ช่วงเย็นหลังจากมื้ออาหารค่ำเมลมักจะมาพักผ่อนหรืออ่านหนังสือในห้องนี้ จนที่นี่แทบจะกลายเป็นห้องส่วนตัวอีกห้องหนึ่งที่ทุกคนรู้ว่าไม่ควรจะเข้ามารบกวน

“เข้ามาสิไมค์ มาร์ค มีอะไรหรือเปล่า เมลมองร่างสูงของเด็กหนุ่มสองคนที่เดินเข้ามาหาอย่างแปลกใจเมื่อเห็นท่าทางเหมือนมีเรื่องกังวลอะไรสักอย่าง ไมค์นั่งลงที่พื้นข้างๆเก้าอี้ยาวที่เมลนั่งอยู่ ในขณะที่แฝดน้องทิ้งตัวนอนเหยียดยาวเกยคางลงบนตักนุ่ม ปลายนิ้วเรียวของเมลไล้เรือนผมบนศีรษะได้รูปนั้นพร้อมกับถามเบาๆ

“เป็นอะไรไป?”

“เปล่าครับ” มาร์คตอบเบาๆ เงยหน้ามองใบหน้างดงามของเมล ดวงตาสีม่วงอ่อนใสของเมลมองมาอย่างสงสัยเพราะทั้งคู่ดูแปลกออกไป และสองสามวันมานี้ยังดูเหมือนมีความลับอะไรแอบปรึกษาหารือกันอยู่เงียบๆ

“จริงหรือเปล่า?” เมลย้ำ ไมค์รีบหัวเราะกลบเกลื่อนเมื่อเห็นอาการของน้องชาย

“เราอยากไปเที่ยวกับเมลนี่ครับ จาเรดน่ะขี้โกงไปตอนนี้พวกเราไปด้วยไม่ได้นี่นา” เมลค่อยคลี่ยิ้มออกมาได้

“หึ! อย่ามาอ้อนเลยไปอาทิตย์เดียวก็กลับแล้ว อยู่ที่นี่อย่าก่อเรื่องให้แคธเธอรีนปวดหัวนะ”

“ครับผม” สองเสียงประสานกันหัวเราะๆ เมื่อได้ยินน้ำเสียงตักเตือนแบบรู้ทันนั้น ทำให้เมลแกล้งทำหน้าเคร่งขรึมทั้งที่แววตาพราวระยับ

“ที่พูดน่ะรวมถึงที่โรงเรียนด้วยนะ”

“แหม! เมลครับ ที่โรงเรียนพวกเราเป็นนักเรียนตัวอย่างนะครับ แล้วไมค์ก็เป็นประธานนักเรียนทั้งทีรับรองไม่มีเรื่องอะไรหรอกน่า” คนเป็นน้องชายรีบตอบ ทำให้เมลเหลือบมองมาร์คแบบหมั่นไส้แกมเอ็นดู

“ก็เมื่อก่อนใครล่ะที่เป็นเจ้าตัวยุ่งคอยก่อเรื่องบ่อยๆ แถมพ่อพี่ชายแทนที่จะห้ามกลับกลายเป็นเสนาธิการช่วยกันวางแผนให้เลยเถิด”

ประโยคนั้นทำให้ทั้งคู่นึกถึงเรื่องราววุ่นวายเล็กบ้างใหญ่บ้าง ที่ตนเองเคยก่อไว้เพราะความซนและดื้อรั้น ทำให้ไม่สามารถปฏิเสธคำว่าเจ้าพวกตัวยุ่งที่เมลเรียกไปได้ ทั้งคู่เลยได้แต่หัวเราะเขินๆ พร้อมกับแก้ตัวเป็นพัลวัล

“แหม เมลครับนั่นน่ะตั้งนานมากแล้วนะ ลืมมันได้แล้วล่ะครับ”

ก๊อก! ก๊อก!

เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นอีกรอบ เมลเงยหน้าขึ้นมองไปยังร่างที่ยืนกอดอกพิงประตูห้องอยู่ ชายหนุ่มเดินเข้ามาช้าๆ ดวงตาคมดุซึ่งเป็นที่เกรงขามของคนอื่นๆ กลับอ่อนแสงลงเมื่อมองมายังเมล

“เจ้าตัวยุ่งทั้งคู่อยู่นี่เอง แคธเธอรีนตามหาอยู่นะ ไปรายงานตัวเสียดีๆ” จาเรดเหลือบตาไปที่เด็กหนุ่มที่กำลังคลอเคลียอยู่กับเมล แล้วกระดิกนิ้วเรียกให้ลุกขึ้น ทั้งคู่หัวเราะขณะลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก แล้วก็ฉวยโอกาสหอมแก้มเมลพร้อมกับเดินลอยชายออกไป แถมล็อคประตูตามหลังให้อย่างรู้ทัน

“วันนี้กลับเร็วจังครับ จาเรด” เมลทักขึ้นเบาๆ ดวงตาสีม่วงงดงามของเมลเต็มไปด้วยความรักเหมือนทุกครั้งที่ทอดมองไปยังจาเรด ร่างสูงนั่งลงใกล้ๆ ปลายนิ้วเชยคางเล็กตรงหน้า

“คิดถึงจนทนไม่ไหวนะซิ เป็นเพราะพักนี้ต้องรีบสะสางงานก่อนไปเที่ยว ทำให้ไม่ได้รักเธอให้สมใจหลายวันแล้วนะ” จาเรดพึมพำก่อนจะแนบริมฝีปากลงไปยังริมฝีปากนุ่มชื้นตรงหน้า เคล้าคลึงเบาๆ แล้วแทรกปลายลิ้นเข้าไปเกี่ยวพันในปากนุ่ม

“อืมม์.....” เมลครางเบาๆ เมื่อชายหนุ่มถอนริมฝีปากออก

“คืนนี้ฉันจะไม่ให้ได้พักเลยล่ะ” จาเรดเงยหน้าขึ้น ขณะที่มือเริ่มจะวุ่นวายจนร่างบางต้องเอ่ยปากปรามเบาๆ

“อ๊ะ.....จาเรด....ที่นี่ไม่..ได้นะ..” เมลอุทาน เมื่อปลายนิ้วของจาเรดลากผ่านส่วนที่อ่อนไหว แต่ชายหนุ่มไม่สนใจและทำเป็นไม่ได้ยินเสียง ขณะที่มือเริ่มดึงรั้งเสื้อผ้าออกจากร่างบาง จนเมลต้องถอนใจอย่างยอมแพ้

“สวยเหลือเกิน เมล” จาเรดพึมพำเมื่อปลดเสื้อผ้าออกหมด ร่างตรงหน้าเขางดงามมีเสน่ห์ลึกซึ้งไม่เปลี่ยนจากเมื่อหลายปีก่อน ผิวขาวนวลยังคงนุ่มละมุนทำให้เขาตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้สัมผัส ชายหนุ่มช้อนร่างเมลขึ้นแล้ววางลงบนพรมหนานุ่มที่ปูไว้สำหรับมุมพักผ่อน พร้อมกับปลดปล่อยร่างกายตนเองให้เป็นอิสระจากเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว

เมลเหลือบตาขึ้นมองร่างตรงหน้าแล้วหรุบตาลงใบหน้าแดงระเรื่อ จาเรดยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นดังนั้นร่างสูงค่อยๆแนบร่างลงหาร่างบางอย่างช้าๆ เมลผวาเฮือกเมื่อถูกบุกรุกจากร่างที่แข็งแกร่ง ร่างบางเม้มริมฝีปากแน่น ช้อนสายตาขึ้นสบตาอ่อนโยนที่เต็มไปด้วยไฟพิศวาสของชายหนุ่ม ความแข็งแกร่งที่เริ่มขยับเข้าออกสร้างความเสียวซ่านจนแทบทนไม่ไหว ร่างบางเริ่มตอบสนองบทรักอย่างอ่อนหวานจนทำให้จาเรดสะท้านด้วยความสุขสม

เมลหลับตาหอบหายใจน้อยๆ ขณะวางศีรษะลงบนอกกว้าง จาเรดไล้แผ่นหลังบอบบางชื้นเหงื่อของเมลก่อนจะกอดกระชับไว้ในอ้อมแขนหลังจากที่มรสุมผ่านพ้นไป

c c c c c c

ไมค์กับมาร์คต่างมองหน้ากันแล้วถอนใจเมื่อต่างเห็นสีหน้าฝ่ายตรงข้าม

“ไมค์ ตกลงเรื่องนี้เราจะเอาไงกันดี พฤหัสหน้าแล้วนะ” มาร์คทิ้งลงบนเตียงนอนขณะถามพี่ชาย ไมค์ชำเลืองมองน้องชายอย่างครุ่นคิด

“ฉันไม่อยากให้เมลพบพวกเขา เพราะฉันรู้ว่าเมลจะต้องกังวลแน่ๆ โชคดีที่เมลกับจาเรดไปเที่ยววันนั้นพอดีเลย”

“แล้วนายอยากพบพวกเขาหรือเปล่า”

“ไม่หรอก แต่ก็ควรพบสักครั้ง จะได้รู้ว่าจะเอายังไงแน่” ไมค์มองหน้าน้องชายแล้วก็ถามกลับ “นายล่ะ”

“ว่าไงก็ว่าตามกันอยู่แล้ว” ทั้งคู่มองหน้ากันแล้วก็ยิ้มอย่างเข้าใจความคิดของอีกฝ่าย

“ถ้าอย่างนั้นตกลงว่าจะไม่บอกเมลกับจาเรดแน่ใช่มั้ย” ไมค์มองหน้าเมื่อน้องชายถามขึ้น ก่อนจะตัดสินใจ

“อืมม์....ฉันคิดว่าพวกเราจัดการกันเองได้” มาร์คถอนใจก่อนจะพูด

“แต่ถ้าเมลรู้เข้าทีหลังคงโกรธน่าดู แล้วจาเรดก็ต้องเล่นงานเราแน่” เด็กหนุ่มคนพี่อึ้งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคนั้นของ
น้องชาย ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียงตวัดขายาวขึ้นไขว้กันบนเตียงพร้อมกับถอนหายใจ

ใช่! เรื่องนี้สำคัญมากเขาคงจะต้องหาข้อแก้ตัวดีๆ เผื่อไว้ดีกว่า จาเรดโกรธนะไม่เท่าไรแต่เขาห่วงความรู้สึกของเมลมากกว่า
เมลรักพวกเขานี่เป็นสิ่งที่เด็กหนุ่มทั้งคู่แน่ใจ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมลก็จะรักพวกเขา แม้จะไม่พูดมันออกมาบ่อยครั้งนัก แต่การกระทำและสายตาที่มองมาไม่เคยมีอะไรที่ทำให้ทั้งคู่ต้องสงสัยในความรักนั้นเลย ดังนั้นทั้งคู่จึงไม่แคร์กับจดหมายฉบับนั้น เพียงแต่ว่าถ้าเมลรู้เข้า

เมลจะคิดยังไง เมื่อรู้ความจริงที่พวกเขาไม่เคยบอก

ครอบครัวของพวกเขาย้ายไปอยู่แอฟริกาได้ 2 ปีเนื่องจากอาชีพวิศวกรเหมืองแร่ของบิดา ที่ต้องย้ายไปคุมงานที่นั่น แต่เมื่อพวกเขาอายุ 10 ปี พ่อกับแม่ได้เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ พวกเขาจึงถูกส่งตัวไปที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเนื่องจากไม่มีญาติสนิทที่ใดอีก เด็กกำพร้าทั้งคู่ได้พบกับเมลซึ่งทำงานอยู่ที่นั่น ดวงตาสีม่วงอ่อนโยนเต็มไปด้วยความรัก สามารถชดเชยความอ้างว้างในใจของทั้งสองคนได้อย่างไม่ยากนัก

ตอนนั้นไมค์กับมาร์คเองก็รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวของเมล ทำให้พวกเขาผูกพันกันมากขึ้น ทั้งคู่รู้ว่าเมลทำงานเก็บเงินและออกเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ จนมาถึงแอฟริกา และเมลก็ต้องทำงานหนักเพิ่มขึ้น เพื่อที่จะจ่ายเงินให้สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่นั่นให้ดูแลพวกเขาให้ดีที่สุด จนกระทั่งล้มป่วยลง เวลาสองเดือนที่เมลต่อสู้กับโรคร้ายพวกเขาได้แต่หวาดกลัวว่าจะสูญเสียเมลไปอีกคน

ทั้งคู่ไม่เคยรู้ว่าทำไมเมลจึงไม่เคยติดต่อกลับบ้านเลยแม้กระทั่งยามป่วยหนัก เมลไม่เคยเล่าอะไรให้พวกเขาฟังจนกระทั่งเมลหายดี พวกเขาจึงตกใจเมื่อเมลบอกจะกลับบ้าน หวั่นกลัวว่าเมลจะทิ้งพวกเขาไป แต่เมลก็ไม่เคยผิดสัญญา เมลไม่ได้ลืมพวกเขา ไมค์กับมาร์คได้แต่ขอบคุณพระเจ้า ที่พระองค์ทรงมอบความรักครั้งใหม่มาชดเชยให้พวกเขาหลังจากสูญเสียพ่อกับแม่ไป

ไมค์คิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาแล้วก็สบตาน้องชายอย่างเข้าใจกัน ตอนนี้พวกเขาไม่ใช่เด็กแล้ว แม้จะไม่โตพอที่จะทำอะไรได้มากนัก แต่อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถคิดและตัดสินใจเองได้ เขาจะไม่ยอมให้คนพวกนั้นมากำหนดทางชีวิตให้อย่างแน่นอน

c c c c c c

“เด็กสองคนนั่นสองสามวันมานี้ดูแปลกๆไป นะครับจาเรด” เมลซุกร่างเข้ามาอ้อมแขนของจาเรดก่อนจะเอ่ยเบาๆ ถึงสิ่งที่ตนเองเป็นห่วง แม้ทั้งไมค์กับมาร์คจะบอกไม่มีอะไรแต่เมลรู้จักทั้งคู่ดีเกินกว่าที่จะปล่อยเรื่องนี้ไป

“หึ ไม่เห็นแปลกฉันเห็นพวกเขายังเกาะติดเธอแจเหมือนเดิมนะแหละ” จาเรดเปรยออกมาอย่างเอ็นดูแกมหมั่นไส้เล็กน้อย ทำให้เมลหัวเราะคิก รู้ว่าชายหนุ่มแกล้งพูดไปอย่างนั้นเอง เพราะจาเรดเองก็รักทั้งคู่ไม่น้อยไปกว่าเมล อันที่จริงทั้งคู่ก็ได้ถือจาเรดเป็นแบบอย่างและถอดนิสัยของชายหนุ่มมามากทีเดียวล่ะ

“ก็พวกเขายังเป็นเด็กอยู่เลย ไว้อีกไม่นานพอพวกเขาโตขึ้นก็จะพบกับคนสำคัญของตัวเองแล้วล่ะครับ” เมลแย้ง

‘เฮ้อ!...คงอีกนาน’ จาเรดคิดแล้วถอนหายใจแรงๆ เขายังจำช่วงแรกๆ ที่เจอกันเจ้าสองคนนี้กันท่าและคอยขวางเขา จนในบางอารมณ์เขาอยากจะจับทั้งคู่โยนออกจากบ้านเลยทีเดียว

“อาจจะพบยากหน่อยล่ะมั้ง เล่นยึดเธอไว้แน่นอย่างนี้ จนบางทียังกันท่าฉันหน่อยๆ ด้วยซ้ำ” จาเรดแกล้งพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นๆ ทำให้เมลต้องเงยหน้ามองอย่างแปลกใจแต่พอเห็นแววตาล้อเลียนจากดวงตาสีน้ำตาลเข้มแกมทองนั้นก็ต้องยิ้มออกมา นิ้วเรียวบิดเนื้อตรงต้นขาแข็งแรงเบาๆ พอให้รู้สึก

“อย่าล้อเล่นสิครับ ผมยังไม่สบายใจอยู่นะ” เมลตอบเบาๆ ดวงตายังคงกังวลอยู่

“ทั้งคู่โตแล้วนะเมล ปล่อยให้พวกเขาลองแก้ปัญหาเองก่อนก็ได้” จาเรดบอกกับร่างในอ้อมแขน เมลถอนใจก่อนจะยอมรับ
ความคิดนั้น ร่างบางทรงตัวลุกขึ้นช้าๆ คว้าเสื้อมาคลุมร่าง แต่ก็ชะงักเมื่อแขนเรียวถูกดึงไว้ เมลรีบปรามทันที

“อย่านะครับ จาเรด”

“อะไร จะพาไปอาบน้ำต่างหาก”

“ไม่ต้อง ผมไปเอง เดี๋ยวคุณก็เลยเถิดอีก”

“ไม่ก็ได้ คราวนี้สัญญา”

“หึ! ไม่เชื่อ.....เอ๊ะ....” เมลอุทานเมื่อถูกรวบร่างไว้อย่างรวดเร็ว กำปั้นทุบลงบนไหล่กว้างอย่างฉุนๆ เมื่อเห็นแววหัวเราะพร่างพราวในดวงตาคมกริบคู่นั้น แล้วก็ต้องยอมแพ้เมื่อริมฝีปากได้รูปฉกวูบลงมาปิดวาจาที่กำลังจะต่อว่าทันที

c c c c c c

เมลมองเด็กหนุ่มทั้งคู่ที่ยังยืนรีรออยู่หน้าระเบียงกว้าง พอเห็นสีหน้าทั้งคู่แล้วก็ต้องยิ้มอย่างเอ็นดู

“ยังไม่ไปโรงเรียนอีก”

“พวกเราอยากรอส่งเมลก่อนนะครับ”

“ไม่ต้องหรอก จาเรดมีโทรศัพท์ด่วนเข้ามายังคุยไม่เสร็จ คงอีกสักพักถึงจะออกไป”

“งั้นก็ขอให้เดินทางปลอดภัยแล้วก็เที่ยวให้สนุกนะครับเมล อย่าลืมโทรกลับบ้านนะครับ” เมลยิ้มแตะริมฝีปากไปเบาๆ ไปที่หน้าผากของเด็กหนุ่มทั้งคู่ที่ตอนนี้ตัวสูงจนต้องเป็นฝ่ายก้มลงมาให้บ้างแล้ว

“ช่วงอาทิตย์นี้อย่าก่อเรื่องนะ แล้วก็ดูแลแคธเธอรีนด้วย”

“ครับผม” ทั้งคู่รับคำพลางยิ้มเมื่อเห็นเมลสั่งความซ้ำแล้วซ้ำอีก ร่างบางเหลือบมองนาฬิกา

“วันนี้สายแล้วนะ ให้รถไปส่งที่โรงเรียนเถอะ”

“ม่ายเอา ......” ทั้งคู่สั่นศีรษะลากเสียงตอบ แล้วก็วิ่งลงบันไดอย่างรวดเร็ว ให้รถไปส่งเหมือนพวกคุณหนูที่ช่วยตัวเองไม่ได้ทั้งหลายนะหรือ ให้เดินไปโรงเรียนยังดีเสียกว่า เมลมองตามแล้วก็ถอนใจเมื่อหันกลับมาก็ชนกับจาเรดที่เข้ามายืนซ้อนหลังเงียบๆ แววตามองมาที่เมลมีแววลังเลในมือกำซองจดหมายสีขาวฉบับหนึ่ง เมลจึงมองอย่างสงสัย

“มีอะไรครับจาเรด หรือว่ามีงานด่วนเข้ามา”

“ไม่ใช่..เมล...”

c c c c c c

“ฉันจะรอที่หน้าโรงเรียนตอนเที่ยงนะ มาร์ค” เด็กหนุ่มคนพี่บอกน้องชายเมื่อมาถึงหน้าประตูโรงเรียนอย่างฉิวเฉียดกับเวลา

“อืมม์ ดีที่ตอนบ่ายไม่มีวิชาของจอมโหดทั้งหลายไม่งั้นโดดเรียนอย่างนี้เป็นเรื่องแน่” มาร์คบ่นเบาๆ ก่อนถามพี่ชาย

“แล้วนายล่ะ

“ฉันเป็นประธานนักเรียนนะ แค่นี้ไม่มีปัญหาหรอก วันนี้ไม่มีงานตอนเย็นด้วย” ไมค์หัวเราะ ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า

“ป่านนี้ เมลจะเดินทางหรือยังนะ”

“คงจะอยู่ที่แอร์พอร์ตแล้วมั้ง เครื่องออกสิบโมงไม่ใช่หรือ?”

“อืมม์ ....นั่นสิ นายเข้าห้องเรียนไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันแวะหาอาจารย์ก่อนแล้วจะตามไป”

“OK”

c c c c c c

สถานที่ที่หรูหราโอ่อ่า ทิวทัศน์ด้านนอกที่งดงาม รวมทั้งชื่อเสียงในความพิถีพิถันเรื่องการปรุงอาหารทำให้ภัตตาคารแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นที่ที่ดีที่สุดและแพงที่สุด แต่สถานที่และอาหารรสเลิศตอนนี้ก็ไม่ได้ส่งผลกับคนคู่หนึ่ง หญิงสูงอายุท่าทางสง่า เสื้อผ้าแบบเรียบแต่ดูหรูด้วยฝีมือการตัดเย็บชั้นเลิศ กริยาที่นั่งเก้าอี้ตัวตรงหลังตรงอย่างผู้ที่คุ้นกับการวางตัวในสังคม ตรงข้ามกับชายวัยกลางคนใส่สูทที่นั่งเยื้องออกมา ดูมีท่าทางนอบน้อมเหมือนกับคนที่ต้องระวังตัวและรับคำสั่งเป็นประจำ แม้ท่าทางทั้งคู่จะดูวางเฉยแต่มองออกว่ากำลังกังวลเหมือนกำลังรอใครสักคน เห็นได้จากอาการที่เหลือบมองไปที่ประตูทางเข้าบ่อยๆ

ในที่สุดทั้งคู่ก็ไหวตัวเมื่อมองเห็นเด็กหนุ่มร่างสูงสองคนที่ก้าวเข้ามามองไปรอบๆ แล้วจึงหันไปสอบถามกับพนักงานต้อนรับ ซึ่งได้ผายมือยังส่วนรับรองที่แยกไว้สำหรับลูกค้าพิเศษ ทั้งคู่ค่อยเหลือบสายตามองตรงมา พนักงานต้อนรับจึงโค้งศีรษะอย่างนอบน้อมก่อนจะถอยออกไป

เด็กหนุ่มทั้งคู่เดินเข้ามาช้าๆ เมื่อมายืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะตัวนั้น บรรยากาศเงียบอย่างน่าอึดอัดอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งชายวัยกลางคนกระแอมออกมาเบาๆ

“เอ่อ สวัสดีครับ คุณคงจะเป็นคุณไมค์ คุณมาร์ค”

“ครับ ผมไมค์ คาร์ทไรท์ นี่มาร์ค น้องชายของผมครับ” เด็กหนุ่มคนพี่รับคำเสียงเรียบพร้อมกับก้มศีรษะเพื่อทักทายตามมารยาท หญิงสูงอายุขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อยเมื่อได้ยินน้ำเสียงเรียบเฉยนั้น พร้อมกับรู้สึกขุ่นใจวูบหนึ่งเมื่อได้ยินนามสกุล “คาร์ทไรท์” ที่เด็กหนุ่มเน้นอย่างชัดเจน พร้อมกับคิดในใจ

‘หึ ท่าทางจองหองเหมือนพ่อไม่มีผิด’ นิโคล่า โรช หวนนึกถึง ฮิวจ์ คาร์ทไรท์ พ่อของเด็กหนุ่มที่ผูกพันรักใคร่กับบุตรสาวของเธอ และได้ถูกเธอขัดขวางเพราะมาร์กาเร็ตนั้นได้หมั้นหมายกับชายหนุ่มตระกูลสูง ฐานะเท่าเทียมไว้ ไม่ใช่วิศวกรหนุ่มที่มีแต่ตัวอย่างฮิวจ์ แต่มาร์กาเร็ตใจเด็ดเกินกว่าที่เธอจะคาดไว้เมื่อตัดสินใจที่จะแต่งงานกับฮิวจ์ เป็นเหตุให้เธอโกรธมากจนตัดขาดจากบุตรสาวเพียงคนเดียวของตน

เพราะการทำงานในฐานะวิศวกรเหมืองแร่ของฮิวจ์ ทำให้มาร์กาเร็ตและฮิวจ์ได้เดินทางไปเรื่อยๆ แต่มาร์กาเร็ตก็ยังพยายามส่งข่าวคราวให้เธอรู้ทุกปี จนกระทั่งเมื่อหลายปีก่อนที่ข่าวคราวได้ขาดหายไป เธออดทนอยู่จนเมื่อปีที่แล้วจึงเริ่มให้ทนายตามสืบข่าวและพบว่าทั้งคู่ได้เสียชีวิตไปนานแล้ว

ข่าวนั้นทำให้เธอช็อค แม้จะแสดงออกให้ใครๆ เห็นว่าเธอโกรธมาร์กาเร็ตมาก แต่ด้วยสายสัมพันธ์แม่ลูกที่ยังผูกพันกัน หญิงสูงอายุได้แต่คิดถึงบุตรสาวเพียงคนเดียวด้วยความเสียใจในทิษฐิของตน

เธอมองดูเด็กหนุ่มร่างสูงทั้งคู่ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มและใบหน้าคมสัน ที่เป็นลักษณะเด่นของตระกูลโรช ท่าทางเด็กหนุ่มได้รับการอบรมอย่างดี สงบและมั่นใจในตัวเองสูง ทำให้นิโคล่ารู้สึกผิดคาด เพราะทราบว่าทั้งคู่ถูกคนรับมาอุปการะแต่เธอก็ไม่ได้สนใจถามไถ่รายละเอียดว่าใคร ฐานะเป็นอย่างไร เพราะคิดว่าไม่จำเป็น เมื่อมาพบเรื่องที่คาดไม่ถึงจึงเหลือบมองไปที่ชายวัยกลางคนที่เป็นทนายของตระกูล จอห์นฝืนยิ้มเล็กน้อยแล้วแนะนำต่อ

“เรียกผมจอห์นนะครับ ผมเป็นคนเขียนจดหมายถึงผู้ปกครองของพวกคุณเอง ผมขอแนะนำนี่คุณยายของคุณครับ คุณนิโคล่า โรช” เด็กหนุ่มก้มศีรษะให้ผู้ที่สูงวัยกว่าก่อนที่ทั้งคู่จะเอ่ยทัก

“สวัสดีครับ คุณโรช” จอห์นฝืนยิ้มอีกครั้งพร้อมกับนึกลำบากใจเมื่อเห็นท่าทีเรียบเฉยแทนที่จะดีใจของเด็กหนุ่ม หญิงสูงอายุเอ่ยทักตอบพยายามควบคุมน้ำเสียงไว้

“สวัสดี ไมค์ มาร์ค นั่งลงสิ” เด็กหนุ่มสบตากันแวบหนึ่งก่อนจะทรุดตัวนั่งลง นิโคล่าถอนใจเมื่อเห็นทีท่าห่างเหินนั้น

“ฉันเพิ่งรู้เรื่องมาร์กาเร็ตกับพ่อของเธอ ทำไมพวกเธอถึงไม่ส่งข่าวให้ทางฉันรู้” มาร์คยิ้มมุมปากเมื่อได้ยินคำถาม

“ถึงพวกเรายังเด็กแต่พ่อกับแม่ก็เล่าเรื่องต่างๆ ก่อนหน้านี้ให้พวกเราทราบ ผมรู้ว่าแม่ส่งข่าวถึงคุณทุกปี และผมรู้ว่าคุณไม่เคยสนใจเพราะแม่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบอะไร เมื่อท่านเสียชีวิตแล้ว พวกเราก็ไม่มีอะไรผูกพันกันอีก” ไมค์แตะบ่าน้องชายก่อนจะเสริม

“เราคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องแจ้งทางตระกูลโรชครับ เพราะแม่ก็ไม่ได้เป็นคนของตระกูลโรชอีกแล้ว”

“เพราะเรื่องนี้ พวกเธอถึงกับยอมไปอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า มากกว่าจะแจ้งมาทางฉันอย่างนั้นหรือ”

“มันเป็นเรื่องธรรมดานี่ครับ แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบก็ไม่จำเป็นครับ ตอนนี้พวกเราสบายดี” เด็กหนุ่มคนพี่พูดเสียงเรียบ นิโคล่าถอนใจแล้วก็พูดต่อ

“จอห์นบอกว่า พวกเธอมีคนรับอุปการะตั้งแต่พ่อกับแม่เธอเสียชีวิตได้ไม่นาน แต่ฉันยังไม่รู้รายละเอียด” เป็นครั้งแรกที่มาร์คยิ้ม และแววตาของไมค์อ่อนโยนลง

“ครับ เมลรับพวกเรามาดูแลและเป็นผู้ปกครองตามกฎหมายของเราในขณะนี้”

“แล้ววันนี้ทำไมเขาไม่มา หรือว่าติดธุระถึงปล่อยให้พวกเธอมาเพียงสองคน” นิโคล่าถาม เด็กหนุ่มชะงักสบตากันแวบหนึ่งแล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงจากเบื้องหลัง

“ขอโทษครับที่มาสาย ผมมีเหตุขัดข้องนิดหน่อย”

ทั้งหมดหันขวับไปเมื่อได้ยินเสียงนุ่มเบาดังขึ้น นิโคล่านั่งงงไปชั่วครู่เมื่อเห็นบุคลิกของชายหนุ่มทั้งสองคนก้าวเข้ายืนอยู่ด้านหน้า ชายหนุ่มคนที่เอ่ยทักใบหน้างดงามและดวงตาสีม่วงอ่อนโยน รูปร่างบาง ขณะที่ชายหนุ่มอีกคนร่างสูงใหญ่ยืนซ้อนหลังอยู่ ใบหน้าคมสันนั้นเคร่งขรึม ดวงตาคมกริบมองสถานการณ์อย่างประเมิน นิโคล่าเริ่มมองเห็นความยากลำบากในการที่เธอจะได้ตามความประสงค์

“เมล! จาเรด!” เสียงทักของไมค์กับมาร์ค ดังขึ้นอย่างตกใจเมื่อเห็นชายหนุ่มทั้งคู่ปรากฏตัวขึ้น เมลเหลือบตามองไปยังคู่แฝดด้วยสายตาคาดโทษ ทำเอาไมค์กับมาร์คสะดุ้งอยู่ในใจ เพราะเวลาที่เมลโกรธจริงๆ แล้วน่ากลัวกว่าจาเรดตั้งเยอะ

“เอ่อ... สวัสดีครับ ผมจอห์น เป็นทนายของคุณนิโคล่า โรช คุณยายของคุณไมค์กับมาร์คครับ” เมลยิ้มผงกศีรษะรับคำทักทายของชายวัยกลางคน

“ผมทราบจากจดหมายแล้วครับ เรียกผมว่าเมล แล้วนี่ จาเรด สตีลครับ” เมลพูดจบก็หันหน้าไปทางหญิงสูงอายุที่นั่งอึ้งอยู่เมื่อเห็นพวกเขา

“สวัสดีครับ คุณโรช”

“สวัสดี เชิญนั่ง” เมลก้มศีรษะแล้วทรุดตัวลงนั่งติดกับไมค์ ขณะจาเรดนั่งลงข้างๆ ร่างบางเริ่มต้นพูดก่อนอย่างนุ่มนวล

“ผมดีใจที่มีโอกาสได้รู้จักกับญาติของไมค์กับมาร์คครับ”

“ฉันเพิ่งทราบเรื่องการเสียชีวิตของลูกสาวกับสามีของเขา ไม่อย่างนั้นฉันคงรับพวกเขามาดูแลเองแล้ว” หญิงสูงอายุเริ่มเกริ่นถึงความต้องการของตนเองแต่ก็ผิดหวังเมื่อเห็นเมลยังคงยิ้มอย่างสุภาพและไม่แสดงท่าทีอะไร
ไมค์กับมาร์คเงยหน้าขึ้นทันทีเมื่อได้ยินประโยคดังกล่าว ขยับจะพูดแต่กลับกลับถูกห้ามด้วยสายตาดุๆ จากจาเรด นิโคล่าเอ่ยต่ออย่างคาดคะเนทีท่า

“การอุปการะเด็กทั้งคู่คงทำให้คุณเสียค่าใช้จ่ายมาก ถ้ายังไงฉันอยากช่วยเหลือบ้าง ฉันจะให้จอห์นดำเนินการให้ทันที” จาเรดซึ่งตอนแรกตั้งท่าจะเงียบปล่อยให้เมลจัดการ กลับขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจเมื่อได้ยินดังนั้น

“คุณหมายความว่ายังไง” ชายหนุ่มถามเสียงเย็น

“ฉันหมายถึงว่า ฉันยินดีที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่คุณได้ให้กับเด็กทั้งคู่ไป” เมลมองหญิงสูงอายุตรงหน้าแล้วยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อมองลึกเข้าไปในแววตากระวนกระวายของเธอ

“ไม่จำเป็นหรอกครับ” เมลตอบขณะที่ทนายความวัยกลางคนพยายามจะช่วยเหลือนายจ้างของตน

“คุณโรช หมายความตามนั้นจริงๆ นะครับ” จาเรดมองทนายความหนุ่มด้วยสายตาเยือกเย็นที่เขามักจะใช้ในการประชุมเวลามีเรื่องจัดการกับใครบางคน

“เราไม่สนใจเรื่องนั้น คุณน่าจะหาข้อมูลของพวกเราให้ดีก่อนที่จะเสนอเงื่อนไขอย่างนั้น ถ้าทนายของผมทำงานบกพร่องอย่างคุณ วันนี้เขาตกงานไปแล้ว”

จอห์นนิ่งอึ้งทำไมเขาจะไม่รู้กิตติศัพท์ของ จาเรด สตีล เงินเป็นเรื่องเล็กน้อยสำหรับประธานกรรมการของ สตีลกรุ๊ป อิทธิพลทางการเงินและเศรษฐกิจของชายหนุ่มดังกรอกหูทันทีที่เขาเข้ามาสืบเรื่องนี้ และเมื่อเขาพยายามติดต่อทนายความรุ่นพี่ที่เป็นมือกฎหมายของสตีลกรุ๊ปเพื่อขอข้อมูล เขาก็พบกับทีมทนายมือเยี่ยมซึ่งได้เตือนเขาอย่างหวังดีในฐานะทนายด้วยกันว่า อย่าพยายามมีเรื่องกับจาเรด สตีล แต่เขาเป็นลูกจ้างก็ต้องพยายามทำตามความต้องการของนายจ้างของตน

เมลแตะมือชายหนุ่มเบาๆ ที่ใต้โต๊ะแล้วเหลือบตามองชายหนุ่ม จาเรดรวบปลายนิ้วเรียวอย่างให้กำลังใจ ร่างบางจึงยิ้มอย่างอ่อนโยนก่อนจะสบตานิโคล่า โรช ซึ่งนิ่งอึ้งไป เธอพยายามควบคุมอารมณ์ก่อนจะเชิดหน้าอย่างไม่ยอมแพ้

“ฉันพูดตรงๆ ก็ได้ คุณสตีล ฉันต้องการหลานคืน พวกคุณเสียค่าใช้จ่ายไปเท่าไรฉันยินดีชดเชยให้” ดวงตาคมกริบของจาเรดหรี่ลงเล็กน้อย ขณะที่เด็กหนุ่มฝาแฝดทั้งคู่สูดลมหายใจลึกมองหญิงสูงอายุตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อสายตา

คนตรงหน้านี่คิดว่าพวกเขาซื้อขายได้งั้นหรือ เด็กหนุ่มทั้งคู่คิดอย่างเจ็บปวด คนคนนี้เป็นยายของเขา เป็นแม่ของคนที่อ่อนโยนเห็นแก่ผู้อื่นเสมออย่างมาร์กาเร็ตแม่ของเขาได้ยังไง เมลสบตาเด็กหนุ่มทั้งคู่อย่างปลอบโยนและเข้าใจในความรู้สึก

“เงินไม่มีความสำคัญในกรณีนี้ คุณจะไม่ถามทั้งคู่ก่อนหรือว่าพวกเขาต้องการอะไร”

“พวกเขายังเด็กเกินไป”

“พวกเราโตแล้วครับ ตัดสินใจเองได้และพวกเราก็ไม่ต้องการที่จะไปอยู่ตระกูลโรช” ไมค์เอ่ยขึ้นเสียงเข้มอย่างพยายามควบคุมตนเอง เมลเองก็ถอนใจเบาๆ ขณะที่จาเรดตอบแทนเมลด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“พวกเขาโตพอสำหรับเรื่องนี้ และพวกเขามีอิสระที่จะตัดสินใจ คุณไม่สามารถใช้เงินซื้อเรื่องนี้ได้”

“นั่นหมายความว่าคุณไม่ยอมรับเงื่อนไขของฉัน ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้กฎหมายจัดการเรื่องนี้ ฉันต้องได้หลานคืน”

เด็กหนุ่มทั้งคู่สบตาจาเรดทันทีที่ได้ยิน แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มอย่างเยือกเย็น ทำให้ทั้งคู่เบาใจขึ้น เมลถอนใจอีกครั้งเมื่อเห็นทีท่าไม่ยอมรับฟังของคนตรงหน้า

“ผมบอกไว้เลยว่าการผูกพันด้วยกฎหมายไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญอะไร เพราะอีกไม่นานพวกเขาก็จะบรรลุนิติภาวะแล้วพวกเขาก็จะจากมาอยู่ดี อย่าว่าแต่คุณไม่มีทางชนะในเรื่องนี้เลย” หญิงสูงอายุนิ่งอึ้งเมื่อได้ฟังเหตุผลนั้น ไหล่ที่เคยตั้งตรงลู่ลงถึงอย่างไรเธอก็ไม่ใช่คนโง่ที่ไม่รู้สถานการณ์ ดวงตาสีม่วงอ่อนโยนลงเมื่อเอ่ยต่ออย่างเสนอโอกาสให้

“แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่คุณจะสามารถทำเพื่อแก้ไขเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้ ผมคิดว่าคุณเป็นคนฉลาดลองพิจารณาสิ่งที่ผมพูดนะครับว่ามันคืออะไร”

“ฉันเพียงแต่อยากดูแลหลานของฉันเท่านั้น พวกเขาเป็นตัวแทนของลูกสาวฉัน” เมลยิ้มเล็กน้อยขณะที่มองหญิงสูงอายุตรงหน้าเขา เจ้าทิษฐิและเอาแต่ใจตัวเอง รู้ตัวเมื่อสายไป ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และแสดงความรักไม่เป็น ร่างบางถอนใจเมื่อคิดว่าเหมือนใครก็ไม่รู้ ก่อนจะเอ่ยว่า

“เอาเถอะ พวกคุณยังไม่รู้จักกันดีเลย พรุ่งนี้ผมขอเชิญรับประทานอาหารเย็นที่บ้านนะครับ ผมจะเล่าเรื่องต่างๆ ที่ผ่านมาให้ฟัง คุณอาจจะคิดว่าโชคดีก็ได้ ที่ไม่ได้เจ้าตัวยุ่งไปอยู่ด้วย” นิโคล่าเงยหน้าขึ้น ก่อนจะค่อยๆยิ้มออกมา หญิงสูงอายุสบตาสีม่วงอ่อนใสปลอบประโลมคู่นั้นอย่างขอบคุณสำหรับโอกาสที่ร่างบางยื่นมาให้

“ฉันรู้สิ่งที่คุณพูดถึง ว่ามันคืออะไร ฉันจะพยายาม” นิโคล่าหันมองเด็กหนุ่มทั้งคู่อย่างเสียใจ เธอเกือบจะทำผิดซ้ำสองแล้วสินะ หวังว่าคราวนี้เธอจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างใจเย็น ไม่เหมือนกับเมื่อครั้งมาร์กาเร็ตบุตรสาวคนเดียวของเธอ

“ที่บ้านยินดีต้อนรับคุณเสมอนะครับ แม่ผมคงจะดีใจที่ได้รู้จักกับคุณยายของไมค์กับมาร์ค”

“ขอบใจเมล”

c c c c c c

เด็กหนุ่มที่นั่งเงียบกริบอย่างระวังตัวก้าวลงจากรถ หันไปมองจาเรดอย่างขอความช่วยเหลือ เมื่อร่างโปร่งบางของเมลก้าวลงจากรถโดยไม่พูดจาอะไร แล้วเดินผ่านคนรับใช้ที่เปิดประตูให้อย่างรวดเร็ว

“จาเรด...” ร่างสูงมองดูเด็กหนุ่มทั้งคู่แล้วถอนใจ จับไหล่อย่างปลอบโยน มองดวงตาว้าวุ่นอย่างทำอะไรไม่ถูกของทั้งคู่

“ไปหาเมลเถอะ อธิบายเรื่องต่างให้ฟังให้หมด”

“ถ้าเมลโกรธพวกเรา แล้ว......” มาร์คพึมพำออกมา จาเรดยิ้ม

“เมลโกรธ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่รักพวกเธอแล้วนี่นา สงสัยความรักของเมลหรือไง” เด็กหนุ่มทั้งคู่สบตากันแล้วก็สั่นศีรษะ จาเรดยิ้มอย่างให้กำลังใจ

“งั้นไปเถอะ”

ก๊อก! ก๊อก! เมลหันกลับมามองเด็กหนุ่มทั้งคู่ แล้วเม้มริมฝีปากเล็กน้อยอย่างขุ่นเคือง

“เมลครับ..พวกเราเสียใจ” แววตาของเด็กหนุ่มทั้งคู่เสียใจและรู้สึกผิด เมลมองแล้วก็หายใจลึกเมื่อเข้าใจความรู้สึกเจ็บปวด จากที่ทั้งคู่รู้เรื่องราวของบิดามารดา การที่ถูกตัดขาดไม่รับรู้ว่ามีพวกเขาอยู่ตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งมาถึงวันนี้จู่ๆ คิดจะมาหาก็มา คิดจะรับว่าเป็นหลานก็รับ ไม่คิดถึงความรู้สึกของพวกเขาเลย

เมลถอนใจก่อนจะเปิดวงแขนออก เด็กหนุ่มทั้งคู่ก้าวเข้าไปกอดร่างบางไว้แน่น

“เมลครับ ผมขอโทษ ไม่ได้อยากจะปิดบังเมล แต่ไม่อยากให้เมลกังวลเรื่องนี้ ผมรู้ว่าเขาติดต่อมาเพราะต้องการอะไร แต่พวกเราไม่ต้องการที่จะไปอยู่ที่นั่น”

“แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ พวกเธอจัดการเองไม่ได้หรอก ฉันเพียงแต่เสียใจที่พวกเธอปิดบัง หรือคิดว่าฉันพึ่งพาไม่ได้”

“ไม่ใช่ครับ ผมแค่ไม่ต้องการให้พวกเขามายุ่งกับเมล” ไมค์รีบปฏิเสธอย่างร้อนรน มองหน้าเมลอย่างกังวล เมลสบตาเด็กหนุ่มแล้วถอนใจดึงทั้งคู่ให้นั่งลง

“ฉันไม่เคยรู้เรื่องของตระกูลโรชเลย เพราะพวกเธอถูกส่งตัวไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ทำให้ฉันไม่เคยคิดเลยว่าพวกเธอจะมีญาติอยู่”

“พวกเราไม่มีญาติ” มาร์คเอ่ยเสียงแข็ง ไมค์แตะบ่าน้องชายก่อนจะหันไปหาเมล

“พวกเรารู้เรื่องตั้งแต่แรก เมล ผมจำได้ว่าแม่เสียใจขนาดไหน เมื่อแม่พยายามติดต่อไป ก็ได้รับจดหมายชี้แจงจากทนายของตระกูลโรชมาถึงแม่ ว่าเราไม่มีส่วนเกี่ยวพันกับพวกเขา แต่ในวันเกิดพวกเราแม่ก็ยังติดต่อส่งข่าวไปอย่างน้อยปีละครั้ง จนพวกท่านเสียชีวิต”

“พวกเธอจึงบอกกับเจ้าหน้าที่ว่าไม่มีญาติเหลืออยู่แล้วงั้นหรือ”

“ครับ ตอนนั้นพวกเรายังเด็กอยู่ก็จริง แต่อายุ 10 ขวบสามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้ เจ้าหน้าที่จึงไม่มีใครสงสัยว่าพวกเรายินดีที่จะอยู่ที่นั่นมากกว่า แถมที่แอฟริกาก็ไม่มีขั้นตอนอะไรยุ่งยาก มีคนมาคุยกับพวกเราแค่คนสองคนแล้วก็ส่งเราไปอยู่ที่นั่นเลย” เมลถอนใจเมื่อนึกถึงความเข้มแข็งของเด็กทั้งสองที่ตัดสินใจลงไปเช่นนั้น ไมค์ยิ้มเมื่อเงยหน้าขึ้นมองเมลก่อนจะเล่าต่อ

“แต่พอพวกเรามาอยู่กับเมล พวกเราก็ลืมตระกูลโรชไปจริงๆ นะครับ เราไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังเมล”

“ใช่ จนกระทั่งจดหมายฉบับนั้นมาแหละ” มาร์คเสริมขึ้น แล้วก็หันมามองร่างบางของผู้ปกครองถามอย่างสงสัย

“แต่เมลรู้เรื่องนี้ได้ยังไงครับ”

“จาเรด เป็นคนเจอจดหมายฉบับนั้น” มาร์คกับไมค์มองหน้ากันแล้วยิ้ม พวกเขาไม่ได้ทำลายจดหมายฉบับนั้น ส่วนลึกๆ แล้วพวกเขาอาจต้องการให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก็ได้ แต่เมื่อนึกอะไรบางอย่างออกก็อุทานอย่างตกใจ

“เมลแล้วเรื่องไปเที่ยวล่ะครับ” ร่างบางตวัดตาค้อน

“ยังจะมาถามอีก เจอจดหมายฉบับนั้นเธอคิดว่าฉันจะไปเที่ยวได้อย่างสบายใจหรือไง” ทั้งคู่หลบตาอย่างสำนึกผิดพึมพำ

“ขอโทษครับ ผมรู้ว่าเมลหาโอกาสพักผ่อนมาตั้งนาน” เมลขยี้ศีรษะทั้งคู่ก่อนตอบ

“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ไปเที่ยวเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วพรุ่งนี้คุณนิโคล่าจะมากินอาหารเย็นด้วย ทำตัวเป็นเด็กดีหน่อยนะ”

“ผมไม่อยากพบเธอ” ไมค์ขมวดคิ้ว เมลมองร่างสูงของเด็กหนุ่มที่ทำท่าจะเกเร

“ไมค์ ถึงอย่างไรเธอก็เป็นคุณยายของเธอนะ เรื่องที่ผ่านมาเธอก็รู้สึกเสียใจอยู่แล้ว แล้วฉันก็ไม่ได้บอกให้ต้องพวกเธอต้องฝืนใจอะไรมากมาย แค่สุภาพกับเธอก็พอนี่นา ให้โอกาสเธอดูก่อน ตกลงมั้ย” เมลมองสีหน้าดื้อดึงของเด็กหนุ่มทั้งคู่ ก่อนจะถอนใจเอ่ยต่อ

“ไมค์ มาร์ค ลองคิดดูนะตลอดเวลาที่พวกเธอมีความสุขอยู่กับแม่ของเธอ แต่คุณนิโคล่าเธอเป็นฝ่ายสูญเสียลูกสาวของเธอไปนะ” ไมค์กับมาร์คเม้มริมฝีปากแล้วก็ต่อรองอย่างไม่เต็มใจนัก

“แค่สุภาพกับเธอเท่านั้นนะเมล”

“งั้นสิ” ร่างบางยิ้ม ทั้งคู่โตและมีควมคิดเป็นของตัวเองแล้ว การจะให้รับฟังและยอมรับง่ายๆ เหมือนเด็กคงเป็นไปไม่ได้

‘คงจะต้องใช้ความจริงใจ ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขเท่านั้นที่จะทำให้เหตุการณ์ต่างๆ คลี่คลายลง หวังว่าคุณจะอดทนพอนะครับ นิโคล่า’ เมลคิดในใจอย่างเงียบๆ

c c c c c c

เมลชักสงสัยว่าตัวเองคิดผิดหรือคิดถูก ร่างบางถอนใจอย่างโล่งอก เมื่ออาหารเย็นมื้อนั้นจบลง พร้อมกับตวัดสายตาไปยังไมค์กับมาร์คอย่างอ่อนใจ ขณะที่จาเรดหัวเราะหึ หึ เป็นเพราะเด็กหนุ่มทั้งคู่ทำตัวสุภาพเรียบร้อยจนเกินพอดี ถามคำตอบคำและยังทำเหมือนนิโคล่าเป็นแขกที่มาร่วมรับประทานอาหารเย็นเท่านั้น แม้เมลจะขึงตาใส่ แต่ทั้งไมค์กับมาร์คก็ทำหน้าบริสุทธิ์ไม่รู้เรื่อง จนจาเรดที่ชินกับสีหน้าของเด็กหนุ่มเวลารวนจัดๆ มองสถานการณ์อย่างนึกขำ ดีที่ความอ่อนโยนของเมลและการชวนพูดคุยของแคธเธอรีนทำให้นิโคล่าไม่ลำบากใจมากนัก

“ลาก่อนนะเมล ขอบใจสำหรับมื้อเย็นจ้ะ”

“ยินดีครับ แคธเธอรีนก็คงดีใจที่จะได้เพื่อนพูดคุยกันบ้าง รบกับเจ้าตัวยุ่งสองคนนี่จนเหนื่อยแล้วมั้ง”

“ฉันอิจฉาแคธเธอรีนนะ ที่เด็กทั้งคู่เรียกเธอว่าคุณย่า” นิโคล่าเอ่ยเบาๆ เมลมองกริยาท่าทางเข้มแข็งของหญิงสูงอายุตรงหน้าอย่างให้กำลังใจ

“เรื่องอย่างนี้ต้องใช้เวลา คุณจะอยู่ที่เมืองนี้อีกนานมั้ยครับ”

“คงอีกสัก 2-3 วันก็ต้องกลับแล้ว แต่ฉันจะมาเยี่ยมเด็กทั้งคู่บ่อยๆนะเมล”

“ครับ ที่นี่ยินดีต้อนรับคุณเสมอ ครั้งหน้ามาพักกับเรานะครับ” เมลเอ่ยลาอีกครั้ง ร่างบางยังยิ้มขณะที่มองตามหลังรถคันยาวออกไป แต่พอหันกลับมาก็หุบยิ้มทันที ถามร่างสูงที่ยืนอยู่เบื้องหลังอย่างโมโหนิดๆ

“เจ้าตัวดีทั้งคู่ล่ะครับ จาเรด” จาเรดหัวเราะเบาๆ

“บอกว่าต้องทำการบ้าน หนีเข้าห้องไปเรียบร้อยแล้ว เอาน่าเมล ได้แค่นี้ก็ดีจะตายแล้ว” จาเรดโอบร่างบางตรงหน้า ก่อนจะพยายามทำให้อารมณ์ดีขึ้น

“เธอก็รู้นี่นา ว่าเรื่องนี้มันต้องใช้เวลา”

“ผมรู้” เมลถอนใจ มองหน้าจาเรดแล้วยิ้มเอ่ยต่อเบาๆ “เป็นเพราะผมเห็นใจนิโคล่า เธอทำให้ผมนึกถึงใครบางคนเมื่อนานมาแล้ว” จาเรดขมวดคิ้วก่อนจะถาม

“ใคร?”

“คุณไงครับ จาเรด เธอเมื่อก่อนก็คงเหมือนคุณ เจ้าทิษฐิและเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น และแสดงความรักไม่เป็น ถึงได้ตัดขาดจากลูกสาวคนเดียวของตัวเองอย่างนั้น กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไป ผมจึงอยากช่วยเธอ” จาเรดยิ้มก่อนจะเถียง

“ไม่เห็นเหมือนสักหน่อย” ดวงตาเมลพราวระยับ คล้องแขนรอบคอร่างสูงเขย่งปลายเท้าขึ้นกระซิบ

“งั้นหรือ แต่คนนั้นๆ ก็ทำให้ผมรักได้นะ ผมรักคนที่เจ้าทิษฐิและเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ค่อยจะฟังใคร แถมกว่าจะบอกว่ารักก็ทิ้งไว้เนิ่นนานตั้งห้าปีคนนั้นนะ” จาเรดยิ้มดวงตาคมคู่นั้นอ่อนแสงลงจนเหลือแต่ประกายสีทองระยิบ เป็นดวงตาที่มีไว้มองคนรักเพียงคนเดียวของเขา ชายหนุ่มพึมพำเสียงเบา

“แต่ตอนนี้ฉันยอมเธอออกขนาดนี้ รักเธอออกขนาดนี้แล้วนี่นะ จะเหมือนได้ยังไง”

end

The past 2 (end)

By SF

“เขาอยู่ที่บ้านแล้ว”

ร่างโปร่งบางมองไปรอบๆ ห้องนอน ผ่านมา 5 ปีแล้วแต่ที่นี่กลับไม่เปลี่ยนจากเดิมเลย เขายังจำถึงวันแรกที่ก้าวเข้ามาอยู่คฤหาสถ์หลังนี้ได้ ชีวิตซึ่งได้เปลี่ยนไปหลังจากที่แม่ของเขาแต่งงานกับคาร์ตัน

ไม่! มันไม่ได้จบลงอย่างที่หลายคนอิจฉา ชีวิตไม่ได้ง่ายและสำเร็จรูปอย่างนั้น ริมฝีปากสีซีดเม้มอย่างอ่อนเพลีย ความเครียดจากอดีตที่หวนกลับมายิ่งทำให้เมลรู้สึกปวดศีรษะเพิ่มมากขึ้น ร่างบางฝืนตัวเองให้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนที่จะหันมารื้อกระเป๋า เมลขบริมฝีปากอย่างลังเลเมื่อพบขวดแก้วสีชาเข้มที่ถูกซุกไว้ก้นกระเป๋า ปลายนิ้วสั่นเล็กน้อยขณะพยายามหมุนฝาเกลียว ไม่นานนักร่างบางก็ทิ้งตัวลงไปบนที่นอนหนานุ่ม ปิดตาสนิทรอให้ยาออกฤทธิ์ เพียง 15 นาที อาการปวดรุนแรงก็ทุเลาลงพร้อมกับการเข้าสู่ห้วงนิทรา

©©©©©©©

ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก้าวลงมาจากรถคันยาว คนรับใช้ตรงเข้ามารับกระเป๋าเอกสารอย่างนอบน้อม นี่เป็นครั้งแรกในรอบเดือนที่จาเรดกลับมาที่คฤหาสถ์ เพราะตั้งแต่ที่บิดาเสียชีวิตชายหนุ่มได้ทุ่มเทให้กับงานจนแทบจะไม่เคยกลับบ้าน จากเดิมที่ดูเยือกเย็นเคร่งขรึม วันเวลาที่ผ่านไปยิ่งทำให้ชายหนุ่มเย็นชามากขึ้นกว่าเดิม

จาเรดเงยหน้าขึ้นมองตัวตึกตรงหน้า ใบหน้าคมเข้มนั้นดูเรียบเฉยแต่ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบทองนั้นมีริ้วรอยอ่อนล้า แม้บ้านจะมีคนอยู่ไม่น้อยแต่กลับรู้สึกว่าคฤหาสถ์หลังใหญ่นี้ดูเงียบเหงาและไร้ชีวิตอย่างประหลาด

‘นี่เขาไม่ได้กลับบ้านมากี่วันแล้วนะ’

“จาเรด ฉันมีเรื่องอยากจะคุยกับเธอจ้ะ” แคทเธอรีนทักเบาๆ เมื่อชายหนุ่มก้าวขึ้นบันไดมา จาเรดชะงักเล็กน้อยหันมาสบตาสตรีวัยกลางคนแล้วเบือนสายตาหนีเมื่อมองเห็นความคล้ายคลึงของดวงตาอ่อนโยนนั้น กับดวงตาสีม่วงอ่อนใสงดงามคู่หนึ่ง นี่อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาไม่ต้องการที่จะกลับบ้านนัก

“มีอะไรหรือครับ แคทเธอรีน” แคธเธอรีนอึกอักยากที่จะพูด เพราะที่ผ่านมาจาเรดไม่เคยแสดงอะไรให้เธอลำบากใจในความสัมพันธ์ระหว่างแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้เมลกลับมาแล้ว เธอจะไม่ยอมสูญเสียเมลไปอีก เธอไม่อยากให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นอีกจึงต้องคุยกับจาเรดให้รู้เรื่อง

เมลทุกข์ทรมานมานานเกินพอแล้ว

“เมลกลับมาแล้ว” ประโยคนั้นทำให้จาเรดยืนนิ่งขึง สีหน้าเปลี่ยนวูบจิกนิ้วลงกับราวบันไดอย่างลืมตัว ‘เมลกลับมาแล้ว ในที่สุดเธอก็ยอมกลับมา’ แคธเธอรีนยิ่งมีสีหน้ากังวลเพราะความเข้าใจผิด

“จาเรด ยังโกรธเมลเรื่องอุบัติเหตุครั้งนั้นอยู่หรือจ้ะ เรื่องมันผ่านมาตั้งนานแล้ว การตายของคริสติน่ามันก็ไม่ใช่ความผิดของเมล เมลไม่ได้ประมาทรถบรรทุกคันนั้นมัน....”

“ผมรู้ แคธเธอรีน” จาเรดขัดขึ้นสบตาแคธเธอรีนมองเห็นแววกังวลอยู่ในดวงตานั้น เขาต่างหาก เป็นเพราะเขาที่ทำให้เมลต้องออกจากบ้านไป

“ดีจัง” แคธเธอรีนพึมพำออกมาอย่างโล่งใจเมื่อได้ยินคำตอบ สีหน้าดีขึ้น

“แล้วตอนนี้เมลอยู่ที่ไหน?”

“เอ่อ... กำลังพักผ่อนอยู่ในห้องจ้ะ” ชายหนุ่มปรับสีหน้าให้เรียบเฉยขณะพึมพำตอบ

“งั้นเดี๋ยวค่อยพบกันตอนมื้ออาหารค่ำนะครับ”

เมลอยู่ที่บ้านแล้ว ใกล้เพียงแค่นี้

จาเรดหมุนตัวเดินกลับห้อง ชายหนุ่มวางกระเป๋าเอกสารลง มือแข็งแรงสั่นเล็กน้อยขณะรูดม่านออกมองไปยังปีกตึกตรงข้าม หน้าต่างห้องนั้นมีแสงไฟเลือนลางลอดผ่านผ้าม่านออกมา แสดงถึงการกลับมาครอบครองของผู้เป็นเจ้าของห้อง นับครั้งไม่ถ้วนที่เขาจะเปิดม่านดูห้องตรงข้าม รอเวลานี้มาเนิ่นนาน

จาเรดลดมือลง 5 ปี แล้วสินะ จาเรดคิดในใจถึงคืนวันที่ผ่านไป

©©©©©©©

เนื่องจากยังรู้สึกมึนงงจากฤทธิ์ข้างเคียงของยาที่กินเข้าไป ร่างบางจึงค่อยก้าวลงจากบันไดพร้อมกับคิดเลือนๆ ในใจ ยังเป็นธรรมเนียมของที่นี่ว่าหากอยู่บ้านก็จะต้องร่วมโต๊ะอาหารเย็นตอนหนึ่งทุ่ม เมลแปลกใจที่เขายังจำได้จนต้องลุกขึ้นอาบน้ำและแต่งตัวลงมาอย่างอัตโนมัติ

ดวงตาคมกริบเฝ้าจับจ้องร่างบอบบางที่เดินลงมาช้าๆ เวลา 5 ปีทำให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งเปลี่ยนไปแค่ไหนนะ จาเรดกลั้นหายใจเมื่อมองเรือนผมนุ่มสีทองตัดสั้นแนบศีรษะปลายผมสะบัดระแถวต้นคอ แววตาสีม่วงงดงามดูลึกซึ้งราวกับมีความลับมากมาย ร่างตรงหน้าเขาแม้จะทวีความงดงาม แต่กลับดูซีดเซียวเหมือนคนฟื้นไข้ ผิวขาวบางใสจนมองเห็นเส้นเลือดจางๆ เหมือนคนที่ไม่เคยถูกแดดนานนับเดือน ชายหนุ่มผ่อนลมหายใจช้าๆ เมื่อเมลเดินลงมาถึงขั้นสุดท้าย

“สวัสดีเมล”

เสียงทุ้มลึกที่ดังขึ้นทำให้ร่างบางสะดุ้งเล็กน้อย ปล่อยมือจากบันไดหมุนตัวไปตามเสียงเรียก จาเรด! เมลครางในใจ ร่างสูงใหญ่ตรงหน้าเขาแทบไม่เปลี่ยน กลับดูแกร่งกระด้างอย่างที่เขาจำได้ รวมถึงแววตาทรงอำนาจที่เขาไม่เคยอ่านออกคู่นั้น ต้องขอบคุณประสบการณ์มากมายจากภายนอกถึง 5 ปีที่ฝึกให้เขาสามารถเก็บอารมณ์ และความรู้สึกได้เก่งขึ้น

“สวัสดีครับจาเรด” เมลภูมิใจที่เสียงตนเองไม่สั่นเลย

ท่าทางสงบมั่นคงและดวงตาคมของจาเรดที่มองตรงมา ทำให้เมลเพิ่มการระวังตัวขึ้น เพราะรู้ดีเกินกว่าจะวางใจว่า ภายใต้ท่าทางนั้นได้แฝงไว้ด้วยทีท่าของพยัคฆ์ที่เตรียมล่าเหยื่อ ‘หวังว่าเวลาที่ยาวนานจะทำให้เขาเข้มแข็งพอที่จะต่อต้านจาเรดได้’ เมลคิดในใจ

“ยินดีต้อนรับกลับ บ้าน” จาเรดพูดเสียงแผ่วทุ้ม พยายามมองเข้าไปในดวงตางดงามลึกซึ้งคู่นั้นแต่ก็ไม่พบเยื่อใยสิ่งใดแม้แต่ความโกรธแค้นหรือเกลียดชัง เมลสามารถลืมเรื่องราวทั้งหมดไปได้จริงหรือ ? ริมฝีปากบางคลี่ยิ้มอย่างห่างเหิน

“ขอบคุณ แต่ที่นี่ไม่ใช่บ้านของผมหรอก จาเรด”

“ถ้าอย่างนั้น....เธอมีที่อื่นที่ให้เรียกว่าบ้านอย่างงั้นหรือ?” จาเรดพูดแล้วก็แทบอยากเรียกคำถามนั้นกลับคืนมา เมื่อดวงตาคู่นั้นมีแววว้าเหว่วูบหนึ่งก่อนที่เจ้าตัวจะหรุบตาลงไม่โต้ตอบ

ชายหนุ่มกำหมัดแน่น ควบคุมตัวเองไม่ให้ทำอย่างที่ใจต้องการ เมื่อร่างบางพยายามที่จะก้าวหลบ เพียงแต่ความมึนงงทำให้เมลเซไปก้าวหนึ่ง จาเรดรีบคว้าต้นแขนประคองไว้

“เมล เป็นอะไรไป” เมลชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำตอบเบาๆ

“ผมไม่เป็นไร แค่เพลียจากการเดินทางเท่านั้น ไม่นานก็คงดีขึ้น” ร่างบางค่อยๆ ดึงแขนออก ก่อนจะเดินนำหน้าอีกครั้ง

©©©©©©©

มือเรียววางช้อนลงหลังจากที่พยายามฝืนกินไปได้เพียงเล็กน้อย เมลกลั้นความรู้สึกคลื่นไส้ไว้อย่างยากเย็น ร่างกายเขายังปฏิเสธอาหารอยู่

“เมล กินอย่างนี้เองถึงได้ผอมไปมากขนาดนี้” แคธเธอรีนบ่นออกมา มองมือของบุตรชายที่รวบช้อนส้อมเข้าด้วยกัน

“ผมไม่ค่อยหิวนะครับ คงเพลียจากการเดินทาง ร่างกายต้องปรับเวลามากไปหน่อย” แคธเธอรีนได้ยินจึงเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะถามขึ้นอย่างระวังราวกับกลัวว่าจะไปสัมผัสกับอะไรที่เปราะบาง

“เมล ลูกเป็นยังไงบ้างตลอด 5 ปีนี้” เมลยิ้มบางๆ ท่าทางเหมือนไม่สนใจอะไร

“ผมสบายดีครับ ทำงานเก็บเงินแล้วก็เดินทางต่อเที่ยวไปเรื่อยๆ ที่โน่นบ้างที่นี่บ้าง พอเงินหมดก็หยุดพักทำงานใหม่ สลับไปเรื่อยๆ” เมลพูดเรื่อยๆ เหมือนไม่สำคัญอะไร

จาเรดกำช้อนแน่นเมื่อได้ยินคำตอบ เขารู้ว่าเมลไม่เคยแตะต้องเงินในบัญชีของตนเลยเพราะเขาคอยเช็คว่ามีการถอนออกไปหรือไม่ เมลออกจากบ้านไปแต่ตัวและดำรงชีวิตยากลำบากแค่ไหนกันนะ ชายหนุ่มไม่อยากคิด

เขาคงไม่สามารถโทษเมลได้ที่ทำตัวเป็นเหมือนจอกแหนไร้รากยึดเหนี่ยว ลอยไปเรื่อยๆ เพราะที่นี่ไม่สามารถเป็นบ้านให้กับเมลได้ ไม่มีอะไรดึงรั้งให้เมลกลับมา ทุกอย่างผลักดันให้เมลออกห่างไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเขา

“แล้วลูกไม่ได้จดหมายแม่เลยหรือ แม่ตอบไปทุกครั้งที่ลูกเขียนมา”

“ขอโทษครับแม่ ผมคงย้ายออกไปก่อนที่จะได้รับจดหมายของแม่” เมลไม่ต้องการอธิบายกับแคธเธอรีนว่าเป็นเพราะเขาไม่ต้องการรู้เรื่องอะไรจากที่นี่ ดังนั้นทุกครั้งที่เขาส่งจดหมายกลับบ้าน นั่นก็หมายความว่าเขาพร้อมจะไปจากเมืองนั้นแล้ว เมื่อส่งจดหมายเสร็จเมลก็ย้ายออกจากเมืองนั้นทันที

“แล้วเธอไปทำอะไรอยู่ที่แอฟริกา เมล” จาเรดถามอย่างอดไม่ได้

ที่อยู่ในซองจดหมายที่สุดท้ายของเมลคือแอฟริกา เมลนิ่งไปชั่วครู่ แววตาสีม่วงใสทอประกายอ่อนโยนเมื่อนึกถึง แอฟริกาเป็นที่ที่เขาไม่สามารถทิ้งไปได้เหมือนที่อื่นๆ คงเพราะที่นั่นมีคนที่ต้องการเขา และเป็นสาเหตุที่เขาอยู่นานพอที่จะได้รับจดหมายตอบจากแคธเธอรีน และได้รู้ข่าวการเสียชีวิตของคาร์ตัน

“ผมชอบที่นั่น ไม่มีอะไรมากกว่านั้นหรอกครับ” เมลตอบเรียบๆ

จาเรดนิ่งไปกับเหตุผลนั้น ‘ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย อียิปต์ และอีกมากมาย’ จาเรดนึกถึงชื่อประเทศที่อยู่บนซองจดหมายที่ส่งกลับมานานๆ ครั้ง เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนเขาไม่สามารถตามรอยได้ เดือนนี้อยู่เอเชีย เดือนหน้าอยู่แอฟริกา
‘แอฟริกา’ จาเรดคิดถึงแววตาอ่อนโยนของเมลที่ได้มองเห็นแวบหนึ่ง ชายหนุ่มรู้สึกร้อนรุ่มขึ้นมาทันที เมลกำลังคิดถึงอะไร หรือใครกันที่สามารถยึดเหนี่ยวเมลไว้ที่นั่นได้ ?

เขาเกร็งนิ้วที่จับแก้วน้ำไว้แน่น ‘แล้วสำหรับที่นี่ล่ะ เมลจะยอมอยู่อีกนานแค่ไหน’

“แต่ลูกจะไม่ไปไหนแล้วใช่มั้ย เมล คาร์ตันเป็นห่วงลูกมาก เขาพูดกับแม่อยู่บ่อยๆ ว่าอยากให้กลับบ้านเสียทีไม่อยากให้ลูกเดินทางอีกแล้ว” แคธเธอรีนถามเบาๆ เมลนิ่งไปครู่หนึ่งแววตาอ่อนแสงลงเมื่อนึกถึงคาร์ตัน เหลือบมองไปทางมารดายังคงพบรอยเศร้าโศกแฝงอยู่จางๆ เอื้อมไปสัมผัสมือของแคธเธอรีนแล้วก็รับรู้อย่างตกใจเมื่อพบความผอมบางของมารดา

“ผมเสียใจเรื่องของพ่อนะครับ” แคธเธอรีนยิ้มเศร้าก่อนจะเล่า

“มันรวดเร็วเหลือเกินจนแม่เกือบทำใจไม่ได้ แต่แม่ก็ผ่านมันมาได้ ตอนนี้แม่คิดว่าคาร์ตันคงดีใจที่รู้ว่าลูกกลับมาบ้านแล้ว เขาดีใจมากเมื่อลูกส่งจดหมายฉบับแรกกลับบ้าน พ่อเขารอจดหมายลูกมาตลอด”

“ผมเสียใจ ที่ผมไม่สามารถกลับมาร่วมงานศพของพ่อได้”

“คาร์ตันบอกเสมอว่า เขาอยากให้ลูกกลับมาอยู่ที่นี่ ที่นี่เป็นบ้านของลูก ลูกจะไม่ไปไหนแล้วใช่ไหมจ้ะ” แคธเธอรีนถามซ้ำ เมลเหลือบตามองจาเรดชายหนุ่มจึงพยักหน้า

“ใช่ พ่อคิดถึงเธอมาก เขาคงไม่อยากให้เธอไปไหนอีก” แคธเธอรีนจ้องเขม็งไปที่เมลรอฟังคำตอบ แต่เมลกลับเสหัวเราะ

“ตอนนี้ผมก็อยู่ที่นี่แล้วไงครับ แม่” แคธเธอรีนยิ้มอย่างดีใจไม่ทันฟังความหมายที่แฝงอยู่ แต่จาเรดเข้าใจ เมลไม่ได้รับปากว่าจะอยู่ที่นี่ตลอดไป แววตาชายหนุ่มเป็นประกายกร้าวก่อนที่จะอ่อนลงพร้อมกับลอบถอนใจลึก

“ดีจัง แม่เหงาและก็คิดถึงลูกมากนะเมล” แคธเธอรีนเริ่มทานอาหารต่อด้วยท่าทางโล่งใจมากขึ้น เมลเหลือบตามองมารดา แววตาสีม่วงใสนั้นทอประกายเสียใจและแอบขอโทษอยู่เงียบๆ

หลังจากนั้นเมลก็ต้องตอบคำถามมากมายของแคธเธอรีน ที่สนใจอยากรู้ทุกๆ อย่างเกี่ยวกับเมลตลอดห้าปีที่ผ่านมา โดยมีจาเรดนั่งฟังอยู่เงียบๆ แววตาคมกริบของเขามองร่างบางอย่างพิจารณาภายใต้ท่าทางที่ดูเหมือนไม่สนใจ พร้อมกับขมวดคิ้วเมื่อเมลยกมือขึ้นกุมขมับบ่อยครั้ง

เมื่อจบมื้ออาหารเย็นขณะเมลจะลุกขึ้น ชายหนุ่มก็เรียกไว้ด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ

“เมล อยู่ก่อน ฉันมีเรื่องอยากคุยต่อ” เมลชะงักพร้อมกับถอนใจเขาไม่อยากอยู่กับจาเรดสองต่อสอง โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าตนเองไม่พร้อมที่จะต่อกรกับจาเรด ยาคงหมดฤทธิ์ไปแล้ว เพราะอาการปวดศีรษะเริ่มทวีขึ้นและยิ่งทำให้เมลรู้สึกมึนงงมากขึ้นไปอีก แคธเธอรีนได้ยินดังนั้นจึงแย้ง

“ไว้พรุ่งนี้ไม่ดีหรือจ้ะ จาเรด วันนี้ดูท่าว่าเมลจะเหนื่อยมากแล้ว” ชายหนุ่มอึ้งไปเล็กน้อยแล้วยิ้มให้แคธเธอรีนอย่างอ่อนโยน

“ผมลืมคิดไป งั้นไว้พรุ่งนี้นะเมล”

“ไม่เป็นไรครับ จาเรด คุยตอนนี้เลยก็ได้” เมลเอ่ยเบาๆ อย่างตัดสินใจได้ ให้มันจบไปเป็นเรื่องๆ เลยก็ดี จะได้ไม่ต้องมีอะไรค้างคาอีก แคธเธอรีนได้ยินดังนั้นจึงยิ้มอย่างตามใจแล้วก็บอกกับร่างบาง

“งั้นแม่ไปก่อนนะจ้ะ เมล อย่านอนดึกนักนะจ้ะ” เธอเดินเข้ามาจุมพิตแก้มบุตรชาย เมลยิ้มอ่อนโยนจุมพิตตอบเบาๆ แล้วพึมพำ

“ราตรีสวัสดิ์ครับ แม่”

เมลมองตามร่างมารดา ถอนใจเล็กน้อยแล้วค่อยหันกลับมา เหลือบมองข้ามไหล่ร่างสูงไปยังรูปภาพที่ติดอยู่ผนังห้องระหว่างรอให้จาเรดเริ่ม แต่เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ชายหนุ่มยังนั่งเงียบอยู่ทำให้เมลเริ่มอึดอัด สายตาจึงตวัดกลับมาอย่างหงุดหงิด

“มีอะไรหรือครับ จาเรด” ถามแล้วเมลก็ชะงักเมื่อมองเห็นแววตาลึกซึ้งของจาเรดวูบขึ้นมาแวบหนึ่ง แต่พอจะเพ่งมองให้แน่ใจแววตานั้นกลับเรียบเฉยไม่บ่งบอกความรู้สึกเช่นเดิม ทำให้เมลคิดว่าตนเองคงปวดศีรษะมากจนตาลาย

ร่างบางขยับตัวอย่างระวังตัว กำมือแน่นแล้วก็ค่อยๆ คลายมือออก เรื่องระหว่างพวกเขามันจบลงไปแล้ว และเวลาผ่านไปถึงห้าปีผู้ชายที่มีพลังทางเพศเร่าร้อนอย่างจาเรดคงมีคนอื่นอีกมากมาย ไม่น่าจะมาสนใจคนอย่างเขาอีก เมลกดความรู้สึกที่วูบขึ้นมาอย่างรวดเร็ว จาเรดมองท่าทางระวังตัวที่เกิดขึ้นเมื่ออยู่กับเขาสองต่อสองแล้วพยายามระงับอารมณ์

“ฉันอยากให้เธอกลับเข้ามาทำงานที่บริษัท” จาเรดเปลี่ยนเรื่อง

“ไม่! จาเรด ผมไม่ต้องการทำงานที่นั่น” เมลปฏิเสธทันที

“อย่าลืมสิเมล เธอถือหุ้นตามพินัยกรรมอยู่ 10 % นั่นเดิมเป็นส่วนของฉัน ฉันต้องได้สิทธิในการลงคะแนนของเธอในการประชุมผู้ถือหุ้น รวมกับของชั้นอีก 41 % ถึงจะควบคุมการบริหารงานได้อย่างสมบูรณ์” เมลเงียบไปก่อนจะตอบ

“ผมรู้ นั่นเป็นเหตุผลที่ผมกลับมา ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมพ่อถึงยกมันให้ผม”

“เธอไม่เข้าใจจริงๆ หรือ เมลว่าทำไมพ่อถึงทำอย่างนั้น เป็นเพราะท่านอยากให้เธอกลับบ้าน” เมลชะงักเมื่อสบแววตานิ่งสนิทของจาเรด

ภาพเก่าๆ หน้าห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแวบขึ้นมา สีหน้าเสียใจของคาร์ตันภายหลังจากหลุดปากกล่าวโทษเขา เมลไม่ได้โกรธคาร์ตันเพราะมันเป็นความจริง หากวันนั้นคริสติน่าไม่ได้นั่งรถไปกับเขา เธอก็คงไม่เป็นไร

เมลรู้สึกผิดขึ้นมาเมื่อตระหนักว่า การที่เขาออกจากบ้านทำให้คาร์ตันเสียใจหรือคิดมากขนาดไหนจึงยอมยกหุ้นส่วนหนึ่งมาให้ ทั้งที่รู้ว่ามันอาจส่งผลต่อการบริหารงานของจาเรดได้ ร่างบางเบือนหน้าหนีจากต้นเหตุที่แท้จริงเบื้องหน้า

“อย่าห่วงเลยจาเรด คุณยังคงมีอำนาจสิทธิขาดในการบริหารงาน แต่ผมจะไม่ทำงานที่นั่นแน่นอน” เมลยืนยัน จาเรดมองอย่างขัดใจ ฟังน้ำเสียงนั่นแล้วต้องกำหมัดแน่นระงับอารมณ์

‘เพื่อเธอจะได้ไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกับที่นี่อีกแล้วงั้นสิ’ ชายหนุ่มคิดในใจก่อนจะถามเสียงเย็น

“เธอหมายความว่ายังไง”

“พรุ่งนี้ผมจะเข้าบริษัท เพื่อดำเนินการโอนหุ้นให้คุณ คุณนัดทนายได้เลยนะครับ” เมลเอ่ยออกมาอย่างไม่สนใจกับจำนวนหุ้น 10 % ซึ่งถ้าตีเป็นเงินก็ราคามหาศาล

“เมล หุ้นนั่นเป็นของเธอ พ่อให้เธอนะ” จาเรดขมวดคิ้ว

“แต่ผมไม่ต้องการ ในเมื่อมันเคยเป็นของคุณผมก็จะคืนให้” จาเรดมองท่าทางเย็นชาของเมล ร่างบางตรงหน้าเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวขึ้นมากและคงไม่ยอมให้เขากดดันได้เช่นเมื่อก่อน

“ถึงเธอจะไม่อยากข้องเกี่ยวหรือเป็นภาระกับมัน แต่ก็คงรีบร้อนไม่ได้ เพราะกำลังจะมีการประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี ทำอะไรตอนนี้อาจไม่เหมาะนัก” เมลขมวดคิ้วอย่างแปลกใจ คนที่บริหารงานเด็ดขาดอย่างจาเรดน่ะหรือ จะสนใจความคิดของคนอื่นๆ ทำให้ร่างบางอดแย้งไม่ได้

“ผมไม่เห็นว่าน่าจะมีปัญหาอะไร ถึงยังไงคุณก็เป็นประธานกรรมการอยู่แล้วนี่นา ไม่กลัวผมจะเปลี่ยนใจหรือไง” จาเรดถอนใจก่อนจะตัดบท

“รอหลังประชุม ถ้าเธอยังยืนยันเช่นเดิมฉันจะให้ทนายของบริษัทจัดการเอง” เมลได้ยินแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว

“คุณนี่ยังไงนะ พอไม่ให้ก็มีปัญหา พอจะให้ก็บอกให้รอก่อน” จาเรดอดยิ้มออกมาไม่ได้เมื่อเห็นท่าทางหงุดหงิดของเมล ให้เป็นอย่างนี้ยังดีกว่าวางท่าเฉยเมยใส่เขา ดวงตาสีน้ำตาลเข้มหรี่ลงก่อนจะยอมรับง่ายๆ

“นั่นนะสิ” คำตอบนั้นยิ่งทำให้เมลงง หันไปมองชายหนุ่มอย่างไม่แน่ใจ ถ้าเป็น 5 ปีก่อนจาเรดจะไม่มีวันยอมรับอย่างนี้แน่

“ผมคิดว่าคุณเปลี่ยนไป”

“คนเราก็ต้องเปลี่ยนไปบ้าง เมล” เมลส่ายหน้าช้าๆ

“แต่ถึงยังไง ผมไม่คิดว่าคุณจะเปลี่ยนไปมากนักหรอก”

“มันก็จริง” ชายหนุ่มยอมรับ เมลมองจาเรดอย่างพิจารณามากขึ้น แต่พอสบสายตาคมคู่นั้นความทรงจำเก่าๆ ก็ย้อนกลับมาอีก แววตาของเมลแปรเปลี่ยนไป บรรยากาศที่หยุดชะงักงันไปชั่วครู่ ทำให้ร่างบางเมินสายตาไปที่จานอาหารตรงหน้าอย่างอึดอัด ก่อนที่จะพึมพำขอตัวพร้อมกับลุกขึ้นขณะจะหมุนตัวออกไปร่างบางก็ต้องชะงัก

“เมล ฉันดีใจที่เธอกลับมา” เมลนิ่งขึงเมื่อได้ยินเสียงแผ่วทุ้มดังขึ้นลอยๆ ร่างบางค่อยเบนสายตากลับมาที่ชายหนุ่ม ดวงตาสีม่วงใสสบตาคมกริบของจาเรดอย่างค้นคว้า

นั่นเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับการเจรจาประนีประนอมมากที่สุด เท่าที่จาเรดจะทำได้แล้วล่ะมั้ง วูบหนึ่งที่เมลรู้สึกเหมือนสิ่งหนักๆ ที่กดทับอยู่เบาบางลงไปแม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม ร่างบางเดินออกไปอย่างเงียบๆ

©©©©©©©

ร่างสูงเดินลงบันไดมา แล้วก็ชะงักเมื่อรู้สึกถึงความเงียบของบ้าน เพราะช่วงหลายวันที่ผ่านมานี้ ชายหนุ่มมักจะหยุดยืนที่หน้าประตูห้องอาหารเพื่อฟังเสียงนุ่มเบาที่คุยกับแคธเธอรีนอย่างร่าเริงทุกๆ เช้า จาเรดก้าวเข้าไปพร้อมกับมองไปรอบๆ โต๊ะอาหารเช้า นั่งลงพร้อมกับเอ่ยทักแคธเธอรีน

“เมลล่ะครับ แคธเธอรีน”

“ออกไปทำธุระแต่เช้าจ้ะ เห็นบอกว่าจะไปเยี่ยมเพื่อนๆ ด้วย” จาเรดขมวดคิ้วอย่างสงสัยเล็กน้อย ไปเยี่ยมเพื่อนหรือ เขารู้ดีว่าเมลมีเพื่อนไม่มากนักและก็ไปจากที่นี่ตั้งห้าปี จะไปเยี่ยมใครได้

“แล้วไปยังไงครับ”

“ให้จอห์นขับรถไปให้จ้ะ” แคธเธอรีนพูดถึงคนขับรถของเธอ จาเรดพยักหน้าก่อนจะลงมือกับอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว แล้วลุกขึ้น

“ไปก่อนนะครับแคธเธอรีน เมลกลับมาอย่าลืมเตือนเรื่องการประชุมผู้ถือหุ้นพรุ่งนี้นะครับ” แคธเธอรีนพยักหน้ารับ

ชายหนุ่มก้าวลงจากบันไดด้านหน้าขณะกำลังจะขึ้นรถก็ชะงัก เมื่อเห็นรถอีกคันเลี้ยวกลับเข้ามา จาเรดขมวดคิ้วเพราะคนที่ก้าวลงมาเป็นคนขับรถที่แคธเธอรีนบอกว่าไปส่งเมลนี่นา

“ทำไมถึงกลับมาก่อนล่ะจอห์น ไปส่งเมลที่ไหน”

“เอ่อคุณเมลขอลงที่ในเมือง แล้วบอกว่าจะไปเองครับ”
“บ้าจริง! แล้วเวลากลับจะทำยังไง” จาเรดขมวดคิ้วใส่คนขับรถที่ยืนยิ้มแหยตรงหน้าพลางแก้ตัวอุบอิบ

“ก็..คุณเมลไม่ให้ผมอยู่นี่ครับ” จาเรดได้แต่หงุดหงิดอย่างเป็นห่วงแล้วก็โบกมือไล่ก่อนจะก้าวขึ้นรถ

©©©©©©©

ร่างสูงถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อกลับมาถึงบ้าน และรู้ว่าจากแคธเธอรีนว่าเมลกลับมาตั้งแต่ตอนบ่าย หลังจากนั้นก็หายเข้าไปขลุกตัวอยู่ในห้องสมุดจนเย็น

ชายหนุ่มเปิดประตูห้องสมุดช้าๆ แล้วก็พบว่าเมลกำลังเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างบานกว้าง จาเรดขมวดคิ้วเมื่อเห็นท่าทางเหนื่อยอ่อนและใบหน้าซีดเผือดตรงหน้า ชายหนุ่มก้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ร่างบางเอียงหน้ามาทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้า

“เมล เป็นอะไรไป” จาเรดแตะไหล่บางถามอย่างร้อนรน ร่างบางยิ้มอย่างเผลอตัวเมื่อจับน้ำเสียงเป็นห่วงของชายหนุ่ม รอยยิ้มนั้นทำให้จาเรดนิ่งขึงไปทันที

“เมล...” ชายหนุ่มกระซิบอย่างระวัง ร่างบางสะดุ้งรีบเงยหน้าขึ้นใบหน้าแดงระเรื่อเล็กน้อย

“ไม่เป็นไรครับ แค่เหนื่อยนิดหน่อย” เมลปฏิเสธพลางเบี่ยงตัวหนีสัมผัสของชายหนุ่ม พร้อมกับถอนใจอย่างอ่อนเพลีย อุตส่าห์เดินทางข้ามทวีปมาได้ จนนึกว่าตนเองดีขึ้นมากแล้วเชียว แต่แค่ออกไปข้างนอกวันนี้กลับมาก็เพลียเอาการ

จาเรดเองก็ถอนใจนึกเสียดายบรรยากาศอ่อนโยนเมื่อครู่ ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่อง

“ครั้งหน้าจะไปไหนก็ให้คนขับรถให้อย่าฝืนอีก เป็นอะไรมากหรือเปล่าให้หมอตรวจดูหน่อยมั้ย?” จาเรดบ่นก่อนแล้วถามอย่างกังวล

“ไม่ จาเรด ผมไม่เป็นไรอย่าทำให้วุ่นวายเลย” เมลรีบตัดบท

“ผมจะไปพักสักนิดหน่อย ก่อนจะลงมากินมื้อค่ำดีกว่านะครับ” จาเรดถอนใจช้าๆ ก่อนจะมองตามร่างบางที่เดินออกไป

©©©©©©©

เมลมองไปรอบๆ ห้องประชุมผู้ถือหุ้น การประชุมเป็นไปอย่างเคร่งเครียด แต่จาเรดก็สามารถควบคุมมันได้เป็นอย่างดี เมลทอดสายตาไปยังร่างสูงที่นั่งในตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ทุกคนต่างยอมรับว่าเขาทำงานในตำแหน่งนั้นได้ดี เขามีอำนาจ มีบุคลิกเยือกเย็น สุขุม และการตัดสินใจที่เด็ดขาดทำให้ทุกคนยอมรับ

ความจริงจาเรดไม่จำเป็นต้องการการออกเสียงของเขาด้วยซ้ำ ในเมื่อทุกคนแทบจะยกมือคล้อยตามความคิดเห็นของจาเรดไปทุกเรื่อง เมลถอนใจเล็กน้อยเมื่อการประชุมช่วงเช้าเสร็จสิ้นลง พอนึกขึ้นมาแล้วร่างบางก็ต้องโมโหจาเรดขึ้นมาอีก ด้วยข้ออ้างไร้สาระทำให้ชายหนุ่มไม่ยอมดำเนินการเรื่องหุ้นซักทีทั้งที่ก็ผ่านมาเป็นอาทิตย์แล้ว เขาเลยต้องเข้าร่วมประชุมวันนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

เมลหายใจลึก ลูบขมับเล็กน้อยรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาอีก ทำไมช่วงนี้ถึงเป็นบ่อยขึ้นนะ? หรืออาจเป็นเพราะความเครียดช่วยเสริมให้มันรุนแรงยิ่งขึ้น

หลังจากช่วงเช้าเสร็จจะมีเลี้ยงอาหารเที่ยง แล้วช่วงบ่ายจะเป็นการนำผู้ถือหุ้นเยี่ยมชมบริษัทเขาจะสามารถทนได้ถึงเย็นหรือเปล่านะ เมลคิดในใจอย่างอ่อนล้า เพราะปกติเวลาเกิดอาการถ้าเขาไม่ได้พักอาการจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะหมดสติไปทีเดียว

©©©©©©©

เมลรวบช้อนส้อมเข้าด้วยกัน หลังจากพยายามฝืนกินไปได้เพียงเล็กน้อย พร้อมกับขอตัวออกจากโต๊ะอาหาร ร่างบางหลบเข้าไปในห้องรับรอง แล้วเดินไปที่ห้องน้ำวักน้ำล้างหน้าเบาๆ มองเงาสะท้อนในกระจกสูดลมหายใจลึกกลั้นความรู้สึกอยากจะอาเจียนออกมา

“เมล เป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงจาเรดดังอยู่หน้าประตูห้องน้ำอย่างเป็นห่วง ชายหนุ่มสังเกตอย่างแปลกใจเมื่อเห็นเมลแตะต้องอาหารไปเพียงเล็กน้อย

“ไม่ครับ...ไม่เป็นอะไร” เมลเปิดประตูออกมา จาเรดมองใบหน้าที่ยังคงเปียกน้ำพราวอยู่ แล้วก็ถอนใจล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาซับให้ เมลพยายามเบือนหน้าหนีแต่นิ้วแข็งแรงจับคางเรียวไว้แน่นแตะซับหน้าให้อย่างอ่อนโยน จนทำให้เมลรู้สึกอบอุ่นแววตาสีม่วงอ่อนใสแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวล จาเรดสบตานั้นแล้วก็ชะงัก ดูเหมือนทุกอย่างจะหยุดการเคลื่อนไหวไปชั่วครู่ ชายหนุ่มก้มหน้าลงมาช้าๆ

แวบหนึ่งที่เมลรู้ตัวได้ทันเวลา ร่างบางครางในลำคอแววตาแข็งขืนขึ้นมาทันที

“ไม่..จาเรด อย่า....มันจบลงไปแล้ว อย่าเริ่มมันอีกเลย” เมลขยับ สะบัดร่างออกมา

“เมล เรื่องมันยังไม่จบหรอกรู้มั้ย เธอเดินออกไปก่อนที่จะรู้ตอนจบของเรื่อง” เมลส่ายหน้า

“ไม่......จาเรด สำหรับผมเรื่องมันจบลงไปตั้งแต่ 5 ปีก่อน ผมจะไม่ยอมเป็นของเล่นของคุณอีก ผมมีค่ามากกว่านั้น” ร่างบางเชิดหน้าขึ้นอย่างทะนง

“เธอไม่ใช่ของเล่น เมล” ชายหนุ่มปฏิเสธ

“สิ่งที่คุณทำกับผมมันตรงกันข้าม จาเรด ผมไม่เชื่อคุณ...อย่า...โกหก... ผม..” เมลเน้นคำพูดทีละคำ

“ฉันไม่จำเป็นต้องโกหก” จาเรดสบสายตาเจ็บปวดและไม่เชื่อถือของเมลแล้วครางออกมา ร่างสูงกอดเมลแน่น พร้อมกับก้มหน้าลงจุมพิตริมฝีปากอิ่มที่สั่นระริกอยู่ตรงหน้า จูบนั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย แต่ร่างบางยืนเงียบไม่แสดงปฏิกิริยาตอบโต้ ทำให้จาเรดเงยหน้าขึ้นแววตาจ้องมองเมลอย่างไม่แน่ใจในตัวเองเป็นครั้งแรก

เมลสบตาคู่นั้นแล้วก็หลบตาลง กริยาของจาเรดกระทบความรู้สึกส่วนลึกของเมล ท่าทางไม่แน่ใจของจาเรดทำให้เมลรู้สึกอ่อนไหว และเมลก็ไม่อยากเห็นชายหนุ่มในลักษณะเช่นนี้เขาเคยชินกับจาเรดที่กระด้างและเอาแต่ใจมากว่า ร่างบางคิดอย่างว้าวุ่น ดังนั้นเมื่อชายหนุ่มก้มลงอีกครั้ง ริมฝีปากบางจึงโอนอ่อนเผลอตัวปล่อยให้ปลายลิ้นของจาเรดช่วงชิงเอาสติไปจนหมดสิ้น

นานมากเหลือเกินที่ได้รู้สึกเช่นนี้ เมลคิดอย่างหวานชื่นแกมเจ็บปวด ไร้เรี่ยวแรงขัดขวางชายหนุ่ม ริมฝีปากอุ่นชื้นเผยอให้ปลายลิ้นของชายหนุ่มขยับเข้าออกลูบไล้ปลายลิ้นนุ่มอย่างถือสิทธิ เมลเข่าอ่อนเอนอิงร่างสูงอย่างหมดแรง

ก๊อก! ก๊อก!
เมลผวา ยกมือแตะอกกว้างก่อนจะถอยกายออกอย่างรีบร้อนรีบยกมือจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย จาเรดยกมือเสยผมเงยหน้าอย่างโมโห นึกแช่งชักหักกระดูกคนเคาะประตูในใจ

“ท่านครับ ทุกคนที่จะไปเยี่ยมชมบริษัทเตรียมตัวพร้อมแล้วครับ” เสียงเจ้าหน้าที่เรียกมาจากหน้าห้องรับรอง จาเรดหันมามองใบหน้าแดงเรื่อของเมล ถอนหายใจแล้วคว้าข้อมือเล็กพร้อมกับเอ่ยขึ้น

“ไปกันเถอะ เมล” ร่างบางขืนตัวไว้

“ไม่ จาเรดได้โปรดเถอะ...ผมไม่อยากไป” ชายหนุ่มหันกลับมาเมื่อรู้สึกว่าร่างบางกำลังจะหลบเลี่ยงเขา

“ไม่ได้ เธอเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งนะ” ชายหนุ่มปฏิเสธทันทีเขาไม่อยากให้เมลห่างสายตาเขาไปอีก เมลถอนใจเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าไม่ยินยอมของชายหนุ่ม

“จาเรด ผมรู้สึกไม่ค่อยสบาย อยากพักผ่อน แล้วถึงผมไปก็คงไม่มีประโยชน์อะไร ไม่ใช่หรือ” จาเรดสำรวจสีหน้าของเมลอย่างเป็นห่วงทันที

“ไม่สบายหรือ เป็นอะไร” มือใหญ่แต่ที่หน้าผากนวลอย่างเป็นห่วง มองท่าทางของเมลอย่างพิจารณา ร่างบางหลบตาลง

“ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา แต่เอาเถอะฉันให้คนขับรถไปส่งเธอก่อน” ชายหนุ่มตัดสินใจ

“ขอบคุณครับ”

เมลเอนร่างพิงเบาะรถยนต์พร้อมกับหลับตาลง รู้สึกปวดร้าวศีรษะขึ้นมาอีกครั้งเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไปในห้องรับรอง ความอ่อนแอของเขาเกือบพาให้สถานการณ์เลยเถิด ถ้าไม่มีคนขัดจังหวะเขาอาจจะยอมทำอะไรที่ตนเองอาจต้องมาเสียใจกับมันทีหลังอีกครั้ง

©©©©©©©

จาเรดเปิดประตูห้องของเมลเข้าไป ใจร้อนเป็นกังวลว่าเมลจะเป็นยังไงบ้าง แต่กว่าเขาจะปลีกตัวจากงานได้ก็ตกค่ำ ชายหนุ่มกวาดตามองห้องนอนกว้างใหญ่แต่มีเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น เพราะเจ้าตัวบอกว่าชอบห้องโล่งๆ ไม่ต้องการอะไรที่ทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัด ห้องนี้จาเรดไม่เคยย่างกรายเข้ามานับตั้งแต่เมลจากไป จนกระทั่งวันนี้

จาเรดขมวดคิ้วเมื่อเห็นร่างบางนอนพาดขวางเตียงหลับสนิท เสื้อนอกถูกวางทิ้งบนพรมเหมือนรีบร้อน ไม่ได้พาดให้เป็นระเบียบตามนิสัยของเจ้าตัว เสื้อเชิ้ตที่สวมอยู่ถูกปลดกระดุมมาสองสามเม็ดจนทำให้เห็นหน้าอกขาวนวล แขนเสื้อถูกพับขึ้นมาอย่างลวกๆ เขาก้าวเข้าไปเปิดไฟหัวเตียงกวาดตาสำรวจร่างบนเตียง เมลดูหลับลึกมากเกินไป ชายหนุ่มวาบลึกเมื่อเห็นบริเวณข้อพับแขนมีรอยช้ำเขียวเป็นปื้น จับแขนเรียวพลิกดูอย่างรวดเร็ว

‘รอยเข็ม’

จาเรดรู้สึกถึงความโกรธ ความเจ็บปวด ที่พุ่งปราดขึ้นมาพร้อมๆ กับความไม่อยากเชื่อ นี่หรือเปล่าสาเหตุของความไม่สบายของเมล

ชายหนุ่มคุกเข่าลงบนเตียงจับร่างบางเขย่าอย่างรุนแรง

“เมล! ตื่นเดี๋ยวนี้ เมล เมล” จาเรดตบหน้าเมลเบาๆ ร่างบางถอนใจยาวลึก ก่อนจะปรือตาขึ้น แววตานั้นเลื่อนลอยจนจาเรดกัดกรามแน่น เนิ่นนานกว่าเมลจะจับภาพใบหน้าที่ก้มลงมองจนชิดนั้นได้

“จาเรด ......”

“พระช่วย เมล นี่เธอทำอะไรกับตัวเอง ทำไมถึงทำอย่างนี้”

“อะไร? จาเรด.. นี่เกิดอะไรขึ้น” เมลยังคงสับสนอยู่เมื่อลืมตาขึ้นมาเจอแววตากราดเกรี้ยว

“เธอใช้ยาใช่มั้ย ทำไมถึงทำอย่างนี้” เมลส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ จาเรดจับแขนเรียวนั้นยกขึ้นดู เมลเหลือบสายตามองก่อนจะเม้มปากเมื่อรู้ว่าจาเรดเห็นรอยเข็ม พยายามสะบัดแขนออก

“ผมไม่ได้ใช้ยานะ” เมลปฏิเสธเมื่อตื่นเต็มตาแล้ว ร่างบางเชิดหน้าขึ้นพยายามปกป้องตนเอง แต่จาเรดไม่ฟังเสียงลุกขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะเดินไปค้นกระเป๋า ลิ้นชัก และตู้เสื้อผ้าพร้อมกับถามเสียงต่ำอย่างระงับอารมณ์

“มันอยู่ที่ไหน? เมล ทำไม ทำไมถึงต้องใช้มัน?” เมลทำอย่างนี้ได้อย่างไง เขาไม่คิดว่าเมลจะอ่อนแอถึงกับหันไปใช้มัน

“คุณคิดว่าผมใช้ยาเสพติดจริงๆ หรือ จาเรด ผมไม่ได้ใช้มันนะ” เมลตะโกนเมื่อร่างสูงยังไม่หยุดค้นข้าวของในห้องเขา ชายหนุ่มสะบัดเสื้อผ้าในตู้ลงเกลื่อนห้อง ก่อนจะหันขวับกลับมาที่ลิ้นชักหัวเตียง

เมลผวาขึ้นทันที จาเรดเม้มปากแน่นเมื่อเห็นท่าทางของเมล ก่อนจะกระชากลิ้นชักหัวเตียงออกมา

“ไม่นะ!! จาเรด.... คุณไม่มีสิทธิทำอย่างนี้นะ” ร่างบางขึ้นเสียงแล้วก็ชะงักกึก เงียบไปทันที เมื่อชายหนุ่มดึงขวดยาสีชาออกมา จาเรดดูฉลากยาพร้อมกับเปิดดูจำนวนยาที่เหลือเพียงก้นขวดเท่านั้น

“นี่อะไร” ร่างสูงหันกลับมาพร้อมกับแววตาเย็นชา เมลสบตาคู่นั้นแล้วเบือนหน้าหนีเม้มปากแน่นก่อนจะเอ่ยออกมา

“มันก็แค่ยาแก้ปวดเท่านั้น หมอสั่งยามาไว้ให้ เพราะผมปวดศีรษะบ่อยๆ”

“แต่นี่ยานี่มีส่วนประกอบของมอร์ฟีนต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น ทำไมเธอต้องใช้มัน แล้วก็รอยที่แขนนั้นล่ะเมล” เมลเงียบไป แล้วก็รู้ว่าถ้าไม่บอกออกไปจาเรดคงไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปแน่

“เมื่อวานผมไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล รอยนี้เป็นแค่รอยเจาะเลือดเท่านั้นจริงๆ” จาเรดสูดลมหายใจลึกเมื่อรู้สึกถึงบางอย่างที่ซ่อนอยู่ ชายหนุ่มรู้สึกหวาดกลัวกับเรื่องที่ถามยิ่งนัก

“มันไม่ใช่แค่นี้ใช่มั้ย มีอะไรที่ฉันยังไม่รู้อีกบ้าง เล่ามาให้หมดนะเมล”

“มันไม่เกี่ยวกับคุณซักหน่อย” เมลยังดื้อดึง

“เมล” จาเรดเค้นเสียงออกมาอย่างข่มกลั้นโทสะ ร่างบางเม้มริมฝีปากแน่นแต่พอสบตาไม่ยอมแพ้คู่นั้น ก็ถอนใจ

“ผมไม่สบายตอนที่อยู่อาฟริกา ติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบอะไรเข้าสักอย่างที่หมอเองก็ไม่แน่ใจนัก ทำให้ต้องนอนรักษาตัวที่นั่นอยู่เกือบ 2 เดือน กว่าหมอจะสามารถหาต้นตอของโรคได้ว่าเป็นเพราะเชื้อตัวไหน ตอนนี้ผมหายแล้วเพียงแต่ยังเหลืออาการปวดศีรษะเรื้อรังที่ทำให้ผมต้องใช้ยาอยู่ และผมต้องรับการตรวจเลือดทุกเดือนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเชื้อแล้วก็เท่านั้น” เมลเล่าออกมาด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ เหมือนไม่ใช่เรื่องของตนเอง จาเรดยืนนิ่งแทบไม่หายใจเมื่อได้ยินเรื่องทั้งหมด

“แล้วผลการตรวจเลือดครั้งนี้ล่ะ” จาเรดถามเสียงเรียบซ่อนแววตกใจรุนแรงไว้ภายใน

“ยังไม่รู้ หมอที่รักษาผมให้ประวัติผมมายื่นกับโรงพยาบาลที่นี่ด้วย แต่อาจต้องใช้เวลาอีก 2-3 วัน กว่าจะรู้ผล”

จาเรดค่อยๆ วางขวดยาแก้ปวดลงราวกับว่ามันมีน้ำหนักมหาศาล อาการปวดศีรษะที่เมลเป็นอยู่รุนแรงขนาดไหนกันนะถึงกับต้องยาแก้ปวดระดับนี้ แล้วก็ยาเหลือเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ชายหนุ่มคิดในใจ

“วันนี้เธอปวดหัว แล้วต้องใช้ยานี่ไปใช่มั้ย ถึงได้หลับลึกขนาดนี้” ชายหนุ่มคิดถึงอาการผิดปกติของเมลเมื่อตอนเที่ยง

“ครับ ตอนช่วงเช้าผมปวดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่พอช่วงเที่ยงมันก็แย่ลง”

“และฉันคงทำให้เธอแย่ลงสินะ” จาเรดนึกถึงการประชุม และเหตุการณ์ที่ห้องรับรองนั้น เขาสนใจแต่ความต้องการของตนเองโดยไม่ได้คิดถึงความรู้สึกของเมล เขาไม่รู้กระทั่งว่าตอนนั้นเมลปวดศีรษะขนาดไหน เมลสบตาจาเรดมองเห็นแววรังเกียจและลงโทษตัวเองของชายหนุ่มแล้วก็ใจอ่อนวูบ รีบปฏิเสธ
.
“ไม่...ไม่ใช่อย่างนั้น จาเรด ตอนนั้น..”

“ไม่ต้องพยายามหาคำแก้ตัวให้ฉันหรอกเมล แต่ทำไมนะ...ทำไมตอนนั้นเธอถึงไม่ส่งข่าวมาเรารู้ เราสามารถย้ายเธอมารักษาที่นี่ได้นะ” ชายหนุ่มเค้นเสียงออกมา

“ไม่จำเป็นนี่ครับ หมอที่นั่นน่าจะรักษาผมได้ดีกว่า เพราะพวกเขาชำนาญโรคของที่นั่นอยู่แล้ว”

“แต่ที่นี่การแพทย์เจริญกว่า และก็มีผู้เชี่ยวชาญมากกว่า” จาเรดแย้ง เมลเงยหน้าขึ้นสบตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น ถอนใจก่อนที่จะเอ่ยแผ่วเบา

“จาเรด ถ้าเดินทางตอนนั้น.....ผมคงไม่สามารถมีชีวิตรอดมาถึงที่นี่ได้หรอกครับ” จาเรดยืนนิ่งขึง ร่างกายเย็นเฉียบด้วยความหวาดกลัว ปวดมวนในท้องจนคลื่นไส้อยากจะอาเจียน ชายหนุ่มค่อยๆ หันกายเดินกลับ เมลเรียกเขาเบาๆ

“จาเรด ผมอยากให้คุณรู้ว่าผมจัดการเรื่องหุ้นไว้เรียบร้อยแล้วตอนที่ผมป่วย ถ้าผมไม่สามารถรอดชีวิตมาได้หุ้นของผมจะถูกโอนกลับมาเป็นของคุณผมไม่อยากให้คุณกังวลเรื่องนั้น”

“ให้มันลงนรกไปเถอะ ไอ้หุ้นบ้านั่น” จาเรดระเบิดเสียงต่ำๆ ออกมาอย่างไม่สามารถควบคุมอารมณ์ไว้ได้ ก่อนจะกระชากประตูเปิดออก

จาเรดปิดประตูห้องเมลลง ร่างสูงเอนหลังพิงประตูกระแทกศีรษะกับประตูห้องดังกึก ก่อนจะรูดตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรง ชายหนุ่มซบหน้าลงกับฝ่ามือซ่อนใบหน้าตนเอง

ความคิดที่ว่าเมลนอนรักษาตัวเพียงเดียวดายปราศจากคนดูแล และยอมตายในต่างแดนโดยไม่บอกให้ใครรู้นั้น ทำให้เขาเจ็บปวดยิ่งนัก เมลคิดจริงหรือว่าตนเองไร้ความสำคัญอย่างนั้น สำหรับเมลไม่มีคำว่า ‘ครอบครัว’ อีกแล้วหรือ

©©©©©©©

เมลก้าวเดินออกไปที่ระเบียงช้าๆ ร่างบางชะงักเมื่อเห็นจาเรดนั่งอยู่ เหลือบมองนาฬิกา คงเป็นเพราะความเครียดและฤทธิ์ยาทำให้เขานอนตื่นสายมาก จนคิดว่าชายหนุ่มออกจากบ้านไปแล้ว

“ทำไมคุณยังไม่ไปทำงาน นี่ก็สายแล้วนะครับ” เมลพูดเบาๆ แล้วก็หันไปมองเมื่อได้ยินเสียงแก้วกระทบกันด้านหลัง ร่างบางเบี่ยงตัวให้แม่บ้านวางอาหารเช้าลงบนโต๊ะ ทั้งคู่ต่างทำเหมือนกับว่าเรื่องเมื่อวานไม่เคยเกิดขึ้น

“วันนี้ ฉันไปสายได้นิดหน่อย” จาเรดเอ่ยตอบ ทำให้เมลยิ้มจางๆ

“ข้อดีของคนที่เป็นประธานบริษัท”

จาเรดเลื่อนอาหารเช้าให้เมล แล้วก็เอนร่างลงกับเก้าอี้ยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ ซ่อนแววตากับควันกรุ่นของแก้วกาแฟ เมลแตะขนมปังเพียงเล็กน้อยก็วางลง ทำให้จาเรดมองอย่างไม่พอใจนัก

“เธอกินเพียงนิดเดียวเองนะเมล” เมลวางมือลงแล้วก็ถอนใจ

“จาเรด ผมรู้ว่าผมกินได้แค่ไหนอย่าเคี่ยวเข็ญผมเลยครับ แล้วผมก็ขอร้อง อย่าบอกแม่เรื่องผมไม่สบายด้วยนะครับ”

“ทำไมล่ะเมล แม่เธอมีสิทธิที่จะรู้นะ แคธเธอรีนเป็นห่วงเธอมากนะ”

“เรื่องมันผ่านไปแล้วนะครับ จาเรด .ให้มันผ่านไปเถอะ” จาเรดถอนใจในความดื้อรั้นของเมล แต่ก็ยอมรับการตัดสินใจของเมลเงียบๆ ทำให้เมลต้องมองจาเรดใหม่อีกครั้ง

เขารู้ว่าจาเรดดูอ่อนลง และรับฟังมากขึ้น แต่แน่นอนชายหนุ่มไม่ได้ดีขึ้นทั้งหมดหรอก เขายังคงมีสัญชาติญาณของผู้คุ้มครองและรักษาสิ่งที่เขาเป็นเจ้าของอย่างเหนียวแน่น ชายหนุ่มพยายามควบคุมความแข็งกร้าวของตนไว้ และนั่นคงแทบฆ่าเขาได้ทีเดียวล่ะ เมลยิ้มก่อนจะหันกลับไปเมื่อได้ยินเสียงเรียก

“เมล เมลจ้ะ ดร.มุลเลอร์ โทรมาหาลูกแน่ะจ้ะ” แคธเธอรีนร้องเรียก พร้อมกับเดินถือโทรศัพท์ออกมาให้ เมลเหลือบตามองจาเรดโดยบังเอิญ

ร่างบางรับโทรศัพท์พลางสนทนาแผ่วเบา ท่ามกลางการจ้องมองของแคธเธอรีนกับจาเรด เป็นครั้งแรกที่เมลรู้สึกอบอุ่นขึ้นเมื่อรู้ว่ายังมีคนร่วมรับฟังข่าวนี้ เมลคิดก่อนจะวางโทรศัพท์ลง

“มีอะไรหรือเปล่าจ้ะเมล ทำไมดร.มุลเลอร์ต้องโทรมาหาลูกด้วย”

“ไม่มีอะไรครับแม่ ก็ตอนที่มาถึงแม่ทักว่าผมผอมไป เมื่อวันก่อนผมเลยไปตรวจร่างกาย แล้วหมอก็โทรมาบอกผมเฉยๆ”

“แล้วผลล่ะ” จาเรดถามอย่างใจร้อน เมลยิ้มออกมา

“ผมปกติดีครับ จริงๆ” เมลตอบ แล้วก็ต้องย้ำเมื่อเห็นแววไม่แน่ใจของจาเรด แคธเธอรีนยิ้มออกมา

“ถ้าเช่นนั้นก็แล้วไป เอ่อ..แล้วจาเรดยังไม่ไปทำงานหรือจ้ะ” แคธเธอรีนเบนความสนใจมาที่ชายหนุ่ม

“กำลังจะไปแล้วครับ” ชายหนุ่มวางแก้วกาแฟลง แล้วยกน้ำดื่ม

“วันนี้จะกลับมาทานข้าวเย็นหรือเปล่าจ้ะ เห็นบอกว่ามีเลี้ยงลูกค้าใช่มั้ย” แคธเธอรีนถามต่อเบาๆ เมื่อเห็นจาเรดยังไม่มีทีท่าว่าจะลุกขึ้นแม้บอกว่ากำลังจะไป

“ยกเลิกแล้วครับ ผมจะกลับมาทานที่บ้าน” แคธเธอรีนพยักหน้ารับรู้ก่อนจะก้าวกลับเข้าไปในบ้าน

“ผลการตรวจนั่นปกติจริงๆ ใช่มั้ย” จาเรดถามขึ้นทันทีที่แคธเธอรีนลับร่างไป น้ำเสียงนั้นคาดคั้นจนทำให้เมลมองอย่างโมโหนิดๆ

“ครับ ปกติดี ผมบอกคุณแล้วว่าผมหายแล้วนี่เป็นแค่การตรวจเช็คให้แน่ใจเฉยๆ” เมลตอบด้วยท่าทางอ่อนใจ จาเรดจึงค่อยมีท่าทางผ่อนคลายขึ้น ร่างสูงขยับลุกขึ้น คว้าเสื้อนอกแล้วก็ชะงักเมื่อเมลเรียกเขาเบาๆ

“จาเรด ขอบคุณครับที่เป็นห่วง”

“ขอบคุณ! พระช่วย! เมล นี่เธอไม่ยอมเข้าใจอะไรเลย.. เธอไม่จำเป็นต้องขอบคุณ อะไรเลย...” จาเรดอุทานขึ้นมาอย่างเหลืออด แล้วก็ชะงักถอนใจแรงๆ ผลุนผลันเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เมลมองตามอย่างงงๆ แล้วก็ค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา

©©©©©©©

จาเรดกวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณสวนด้านหลังที่ค่อนข้างกว้างถึงแม้ได้รับการดูแลให้งดงาม แต่ก็เต็มไปด้วยไม้ใหญ่และซุ้มไม้ใบที่ค่อนข้างหนาทึบผิดกับสวนด้านหน้า

เมลไปอยู่ไหนกันนะ นี่ก็บ่ายมากแล้วด้วย จาเรดคิดอย่างหงุดหงิดแกมกังวล ทั้งบ้านไม่มีใครรู้เลยว่าเมลอยู่ไหนจนกระทั่งชายหนุ่มต้องออกมาเดินหาเอง บ้านนี่ถ้าจะใหญ่เกินไปซะละมั้ง จาเรดกำลังกลัวว่าเมลจะมีอาการปวดศีรษะกำเริบอยู่ตรงไหนสักแห่ง แล้วก็โล่งใจเมื่อเดินอ้อมต้นสนใหญ่ไป เมื่อเห็นร่างบางนอนเหยียดยาวบนพื้นหญ้านุ่มในมือถือหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ศรีษะเล็กเกยอยู่กับกองอะไรที่ดูนุ่มฟูสีขาว เมื่อชายหนุ่มเข้าไปใกล้ๆ กองสีขาวนั่นก็ขยับ

“โฮ่ง..โฮ่ง...” เมลเอียงศีรษะมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงเห่า ก่อนจะดึงตัวลุกขึ้นนั่งช้าๆ

“เมล เธอทำอะไรอยู่ที่นี่ แล้วนี่เจ้านี่มันบาติสไม่ใช่หรือ” จาเรดมองไปที่เจ้าสุนัขพันทางตัวใหญ่ขนยาวที่ผสมกันจนมองไม่รู้ว่ามาจากพันธ์อะไรบ้าง หน้าตาตลกของมันเหมือนจะยิ้มอยู่ตลอดเวลา

“มันชื่อบาติสหรือครับ ผมไม่รู้หรอกเดินมาทางหลังบ้านเจอมันนอนกองอยู่แถวนี้ แต่มันเป็นมิตรมากเลยนะครับ”

“อืมม์..มันชอบเล่นกับคนนะ แต่ส่วนใหญ่มันจะเล่นอยู่หลังบ้านกับคนสวนมากกว่า” เจ้าบาติสเงยหน้าขึ้นเห่าอีกครั้งเมื่อได้ยินชื่อของมัน

“มิน่าอยู่บ้านตั้งหลายวันเพิ่งจะเห็นมัน พันธ์อะไรครับนี่ ผมมองไม่ออกเลย”

“ฉันก็ไม่รู้หรอกนะว่าพ่อแม่มันพันธ์อะไรบ้าง แต่เชื้อสายของมันอาจมีม้าอยู่ก็ได้นะ ตัวมันโตเหลือเกินนี่” จาเรดบอกหน้าตาเฉยทำให้เมลหัวเราะคิก

“คุณไม่ใช่เจ้าของมันหรือครับ” เมลเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่ยืนอยู่ข้างๆ

“ไม่หรอก อีแวนเก็บมันมาเลี้ยงเมื่อสองปีก่อน ตอนแรกไม่คิดว่ามันจะตัวโตได้ขนาดนี้” จาเรดพูดถึงอีแวนคนสวนเก่าแก่ของที่นี่

เมลหัวเราะเบา ลูบหัวเจ้าตัวโตข้างๆ ก่อนจะขยับตัวเพื่อจะลุกขึ้นแต่ก็ชะงักเมื่อมือใหญ่ยื่นมาตรงหน้า เมลนิ่งไปอึดใจก่อนจะค่อยวางมือลงบนมือแข็งแรงนั้น จาเรดดึงร่างบางขึ้นมาแล้วจูงให้เดินไปด้วยกันช้าๆ เจ้าบาติสเอียงหัวมองเพื่อนใหม่ที่ทำท่าจะทิ้งมันไปแล้วเห่าทันที ทำให้เมลหันมามองแล้วก็ส่งเสียงเรียก

“จะมาด้วยกันมั้ย บาติส” ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียกเจ้าบาติสก็ขยับพรวดพราดลุกขึ้นเดินตามมาทันที จาเรดมองร่างใหญ่ของมันที่พอลุกแล้วสูงถึงระดับสะโพกของเมล ทำให้จาเรดต้องเอ่ยเตือนร่างบางไว้ทันที

“อย่าให้มันกระโดดใส่เธอได้นะเมล มันซนมากแถมเอาแต่จะเล่น ไม่ค่อยรู้กำลังตนเองหรอก ขนาดอีแวนยังรับน้ำหนักมันแทบไม่อยู่เลย”

“มันไม่ทำหรอกครับ ดูมันน่ารักและอ่อนโยนจะตาย ว่ามั้ยบาติส” เมลแย้งทำให้จาเรดทำเสียงคราง หึ ในลำคอเบาๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง

“บ่ายแล้ว ไปทานของว่างดีกว่าดีกว่า”

“ผมไม่หิว”

“ไม่หิวก็ต้องกิน” จาเรดไม่ฟังเสียง ทำให้เมลนิ่วหน้า แต่ก็ยอมเดินตามไปแต่โดยดี

เมลมองผ้าผืนใหญ่ที่ปูบนมุมหนึ่งของสนามหญ้า พร้อมกับตะกร้าหวายขนาดย่อมบรรจุอาหารว่างอย่างงงๆ จาเรดดึงร่างบางให้นั่งลง

“นี่อะไรครับ”

“ฉันคิดจะพาเธอออกไปปิกนิคข้างนอกเผื่อจะกินอาหารได้มากขึ้นหน่อย แต่มัวเสียเวลาตามหาเธออยู่จนบ่ายมากแล้ว แต่ไม่เป็นไรกินที่นี่ก็ได้” เมลค่อยๆ รื้อของออกจากตะกร้าแล้วก็ส่ายหน้าอุทาน

“นี่หรือของว่างของคุณ นี่มันหนักเกินไปแล้ว” พูดพลางก็รื้อเอาไก่อบที่ถูกหั่นเป็นชิ้นไว้ออกมา ตามด้วยไส้กรอก ขนมปัง รวมถึงผลไม้และเครื่องดื่ม

“ฉันกินจุ” จาเรดบอกง่ายๆ นั่งเอนลงข้างเมลมองมือบางที่จับโน่นจับนี่ใส่จานแล้วส่งมาให้เขา พอรับมาชายหนุ่มก็ก้มหน้าก้มตากินจนทำให้เมลอดหัวเราะไม่ได้ จาเรดเหลือบตาขึ้นมองแต่ก็ไม่พูดอะไร เมลแปลกใจที่ตนเองก็รู้สึกหิวขึ้นมาบ้างทันที จึงเริ่มเล็มชิ้นไก่ในมือและรู้สึกว่าตนเองกินได้มากกว่าปกติ เมลเช็ดนิ้วกับผ้าเช็ดมือแล้วยกแก้วน้ำผลไม้ดื่มไม่ทันเห็นแววตาพึงพอใจของชายหนุ่มที่คอยเหลือบมองเป็นระยะ

“ไปกันเถอะ” จาเรดดึงเมลให้ลุกขึ้นเมื่อเห็นมือเล็กวางแก้วเครื่องดื่มลง ทำเอาร่างบางมองอย่างงงๆ

“เดี๋ยวจาเรด มีอะไร?” ร่างบางพะวงกับกองสัมภาระที่เกลื่อนตรงหน้า

“ฉันได้หนังสือใหม่มา 4-5 เล่มทิ้งไว้ที่ห้องสมุด จำได้ว่าเธอชอบนักเขียนคนนี้ ไปค้นดูดีกว่า”

“จาเรด....ช้าหน่อย.....” เมลประท้วงขณะซอยเท้าตามร่างสูงที่ลากเขาจนตัวปลิว

©©©©©©©

จาเรดมองโต๊ะและเก้าอี้หวายพ่นสีขาวกลางสนาม แทบทุกบ่ายเมลมักจะมานั่งอ่านหนังสือและทานของว่างที่นี่ ดวงตาคมจับจ้องร่างงดงามที่ตอนนี้แทบจะอยู่ในความคิดของเขาตลอดเวลา ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาต้องควบคุมอารมณ์และความปรารถนาไว้อย่างมิดชิด เพราะไม่อยากให้เมลถอยห่างออกไปอีก

ชายหนุ่มทิ้งกระเป๋าเอกสารไว้ที่ระเบียงก่อนเดินเข้าไปหาช้าๆ มองริมฝีปากบางที่มีรอยยิ้มกระจ่างตาที่กำลังหัวเราะกับเจ้าบาติสแล้วก็ให้นึกอิจฉา

ร่างบางหันมาเห็นจาเรดเข้าก็ยิ้มรับจางๆ ก่อนจะหันกลับไปในมือกำลังถือจานร่อนอยู่ใบหนึ่ง มีเจ้าบาติสนั่งลิ้นห้อยอยู่ข้างๆ เมลร่อนจานออกไปอีกครั้ง แล้วก็มองเจ้าบาติสวิ่งตามพร้อมกับกระโดยตัวลอยขึ้นงับจาน ขนสีขาวฟูฟ่อง

“ตอนมันกระโดดยังกับพรมบินได้ไม่ผิดเลย” จาเรดเอ่ยอย่างอดไม่ได้ ทำให้เมลหัวเราะโดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวดีงับเสร็จก็วิ่งมาคืนให้พร้อมกับมองเหมือนชวนเล่นต่อ

“นั่นสิครับ” เมลรับคำ ก่อนจะโยนจานลงที่พื้นให้เจ้าบาติสแทะเล่นพร้อมกับส่ายหน้าให้มันเป็นเชิงเลิกเล่นแล้ว ร่างบางหันมาทางจาเรดที่ทรุดลงนั่งที่เก้าอี้

“วันนี้คุณกลับช้าจัง” เมลบ่นเบาๆ อย่างเผลอตัว แล้วก็แทบจะกัดลิ้นตัวเองเมื่อเห็นประกายวูบขึ้นในดวงตาคมสีน้ำตาลแกมทองคู่นั้น

“รอฉันหรือ พอดีมีธุระนิดหน่อยแล้วตอนนี้ก็หิวมาก ขอทานของว่างด้วยคนนะ” ชายหนุ่มบอก เมลพยักหน้าช้าๆ แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ

เมลมองจาเรดที่เริ่มทานของว่างแล้ว ร่างบางจึงลุกขึ้นเขาคิดเรื่องนี้มาหลายวัน และก็ตัดสินใจแล้ว ถึงเวลาที่เขาต้องไป เขาจะไม่ยอมให้จาเรดชะลอเรื่องหุ้นอีกชายหนุ่มจะต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อน ไม่เช่นนั้นเขาก็จะไม่สามารถทิ้งเรื่องนี้ไปได้

“จาเรด วันนี้ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ หลังอาหารเย็นผมจะไปหาที่ห้องทำงานนะครับ” เมลเอ่ยจบก็ขอตัวเดินออกไปโดยไม่เปิดโอกาสให้จาเรดปฏิเสธ ชายหนุ่มหายใจลึกก่อนจะวางแก้วลงช้าๆ รู้สึกฝืดคอจนกินอะไรไม่ลงทันที จาเรดคิดในใจ ถึงเวลาแล้วหรือ?

©©©©©©©

จาเรดเงยหน้าขึ้น เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู

“เข้ามาได้” ชายหนุ่มขยับลุกอย่างระวังตัวเหมือนเตรียมพร้อมจะทำสงคราม เมลเดินเข้ามาช้าๆ พลางกวาดตามองห้องทำงาน ปกติแล้วจาเรดมักจะไม่ค่อยทำงานที่บ้านนัก นอกจากเวลายุ่งๆ ถึงจะหอบงานกลับมา

“มีอะไรหรือเมล” จาเรดถามเบาๆ เมลมองไปทางหน้าต่างบานยาวที่เปิดกว้างอยู่ เย็นมากแล้วทำให้แสงเงาที่ทอดผ่านมาเริ่มอ่อนลง ภายในห้องสลัวลงเล็กน้อย ร่างบางเริ่มเรื่องเบาๆ

“เรื่องหุ้น จาเรดผมอยากให้คุณเร่งทนายดำเนินการเรื่องหุ้นให้เรียบร้อยนะครับ คุณจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการออกเสียงในที่ประชุมแต่ละครั้งด้วย”

“ไม่จำเป็นนี่ ถ้าเธอจะอยู่ในที่ประชุมทุกครั้ง” จาเรดทำท่าไม่สนใจ เมลถอนหายใจ ‘อีกแล้วสิ’ เมลคิดนิสัยจอมบงการอย่างที่ทุกคนจะต้องทำตาม

“แต่ผมอยู่ไม่ได้ แล้วนี่เป็นผลประโยชน์ของคุณนะครับ” เมลหลุดปากออกมาอย่างเหลืออด เมื่อเห็นชายหนุ่มยังวางเฉย คำพูดนั้นทำให้จาเรดกำหมัดแน่น พยายามควบคุมสถานการณ์

“ทำไม เธอถึงอยู่ไม่ได้”

“ผมต้องกลับไปที่แอฟริกา และผมจะไปอาทิตย์หน้า จาเรด”

“ทำไมที่นั่นมีอะไรต้องกลับไป ครอบครัวของเธออยู่ที่นี่ แล้วยังแม่ของเธอล่ะไม่ห่วงเลยหรือไงนะ”

“แม่ดูสบายดีแล้วก็มีความสุข นอกจากนี้ผมมีคนที่รออยู่ที่นั่นผมต้องกลับ แม่คงจะเข้าใจ” สติจาเรดขาดผึงลงทันทีเมื่อได้ยิน ร่างสูงกระชากเมลเข้ามาใกล้

“แต่ฉันไม่เข้าใจ! ทำไม? เธอมีใครรอเธออยู่ที่นั่น?” เมลสะดุ้งกับท่าทางรุนแรง

‘นี่ไงล่ะจาเรดคนเดิม เขายังเอาแต่ใจต้องการให้ทุกคนทำอย่างที่เขาต้องการ’

ร่างบางนิ่วหน้าเมื่อรู้สึกเจ็บเงยหน้าขึ้นขณะจะบอกให้ปล่อย ตาก็พร่าวูบเมื่อใบหน้าของชายหนุ่มก้มลงมาใกล้ แววตาเป็นประกายดุดัน

“ไม่นะ จาเรด ผมจะไม่ยอมให้คุณทำแบบนี้กับผมอีก” เมลอุทาน ร่างสูงไม่สนใจคำค้านก้มหน้าจุมพิตลงมาทันที เมลเป็นของเขา เขาจะไม่ปล่อยไปอีกแน่ จาเรดคิดในใจ เขาจะไม่ให้เวลากับเมลอีกแล้ว เพราะที่ผ่านมาเขาพยายามแล้ว เขาคิดว่าเมลน่าจะเข้าใจ

แต่ก็ไม่!

เมลยังคิดที่จะกลับแอฟริกาตลอดเวลา มือที่แข็งปานคีมเหล็กของจาเรดรวบบ่าเมลไว้แน่นจนดิ้นไม่หลุด จุมพิตที่แนบลงมานั้นรุนแรงในตอนแรกด้วยความโกรธปนกับความหวงแหน จนกระทั่งเมลครางประท้วงทำให้ชายหนุ่มรู้ตัวลดความรุนแรงลง แปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนแต่กลับเรียกร้องมากขึ้นจนร่างบางเข่าอ่อน จาเรดช้อนร่างบางขึ้นวางบนเก้าอี้ยาว มือใหญ่กระตุกเสื้อผ้าออกจากร่างทั้งคู่จากใจร้อนไม่สนใจว่าจะฉีกขาดแค่ไหน แล้วแนบร่างลงไปทันทีไม่ปล่อยให้เมลมีโอกาสปฏิเสธ

เมลหายใจสะท้อนเมื่อเจอกับพายุอารมณ์ที่โหมกระหน่ำเข้ามา ร่างสูงแข็งแกร่งเต็มไปด้วยพลัง ริมฝีปากร้อนรุมสัมผัสทั่วผิวเปล่าเปลือย มือบางที่ผลักไสเริ่มอ่อนแรงลง เปลี่ยนเป็นจิกต้นแขนชายหนุ่มไว้แน่นเมื่อชายหนุ่มบุกทะลวงเข้ามาอย่างแข็งขืน จากการที่ห่างเหินมานานเกือบ 5 ปีทำให้เมลเจ็บปวดจากการรุกรานของจาเรดยิ่งนัก

ร่างบางขบริมฝีปากแน่นเพื่อกลั้นเสียงร้อง แต่เมื่อปรือตามองกลับมองเห็นแววเจ็บปวดและสิ้นหวังที่รุนแรงกว่าในดวงตาสีน้ำตาลเข้มแกมทองของจาเรด ทำให้เมลกระพริบตาอย่างไม่เข้าใจ ลืมเลือนความเจ็บปวดของตนไปสิ้น กลับอยากที่จะปลอบโยนและลบรอยเจ็บปวดของจาเรดออกไปเหลือเกิน

ขอเพียงอีกสักครั้ง เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

“จาเรด......” ร่างบางค่อยๆ ยกแขนโอบรอบไหล่แข็งแรงนั้นอย่างปลอบโยนทั้งที่ตนเองเป็นฝ่ายถูกรุกราน แล้วพริ้มตาลงยอมรับอารมณ์รุนแรงนั้น จนกระทั่งเวลาผ่านไปเนินนานทั้งคู่จึงบรรลุการปลดปล่อยของตนเอง

“อืมม์......”

เมลลืมตาขึ้นมองไปรอบห้องที่มืดมิดลงแล้ว ก่อนจะพบว่าจาเรดยืนหันหลังให้และมองเหม่อออกไปทางหน้าต่าง ร่างสูงเปลือยท่อนบนโล่งและสวมกางเกงเพียงตัวเดียว มือกำหมัดแน่นอยู่ข้างลำตัว แล้วหันกลับมาช้าๆ ด้วยท่าทางแข็งขืน เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวของเมล แล้วก็พูดออกมาอย่างเกลียดชังตนเอง

“ฉันโหดร้ายกับเธออีกแล้วสินะ ทั้งที่รู้ว่าเธอไม่สบายฉันก็ยังควบคุมตัวเองไม่ได้” น้ำเสียงที่ลงโทษตนเองนั้นทำให้เมลต้องพูดขึ้นมา

“ผมหายดีแล้ว จาเรด แล้วผมก็ไม่ได้ขัดขวางคุณด้วย ผมเองก็ผิด” เมลเงยหน้าขึ้น ก่อนจะเก็บเสื้อผ้าขึ้นมาสวมอย่างช้าๆ คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อยเมื่อรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาวูบหนึ่ง ร่างบางมองมาที่จาเรด ดวงตาสีม่วงอ่อนหม่นมัวแห้งผาก นับจากวันนี้ทุกอย่างคืออดีต นับจากวันนี้เป็นต้นไป

“จัดการเรื่องหุ้นด้วยนะครับ จาเรด” เมลเดินไปที่ประตู ทุกย่างก้าวราวกับตอกย้ำลงไปบนความเจ็บปวดของตนเอง ‘นับจากนี้เราไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีกแล้ว’ เมลคิด ความเงียบที่อึดอัดกดดันจนหายใจแทบไม่ออก

‘ต่อไปนี้จะไม่มีอะไรต้องเกี่ยวข้องกันอีกแล้วหรือ’ จาเรดคิดใจหายวูบ เมื่อร่างบางแตะมือไปที่ลูกบิดประตู

“อย่าไปเมล อย่าทิ้งฉันไปอีกครั้ง” ความสิ้นหวังในน้ำเสียงนั้นทำให้เมลชะงัก หันกลับมามอง ร่างสูงยังยืนตรงอยู่ตรงนั้น

น้ำเสียงนั้น ไม่! ห้องมืดเกินไป เขามองไม่เห็นสีหน้าของจาเรด

เมลหันกลับไปเปิดสวิตช์ไฟที่ประตู เขาอยากให้แน่ใจ เมลมองไปที่ร่างสูงอีกครั้งหัวใจเต้นถี่เร็ว ชายหนุ่มยืนอยู่ที่นั่นแววตามองมาที่เมลอย่างสิ้นหวัง ท่าทางของเขาเหมือนพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจนมุม

“ทำไมครับ ทำไมผมถึงจากไปไม่ได้ จาเรด” ชายหนุ่มเงียบไปเนิ่นนาน ในที่สุดเมลก็สิ้นหวังที่จะรอ ร่างบางถอนหายใจขณะจะหันกลับ เสียงกระซิบแผ่วก็ดังก้องในโสตประสาท

“เพราะฉันรักเธอ เมล” ร่างบางเงยหน้าเหมือนไม่อยากเชื่อ ก่อนจะทวนเสียงแผ่วเบาอย่างไม่อยากเชื่อ

“รัก”

“ใช่! ฉันรักเธอ เกือบจะตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบ” เสียงจาเรดเค้นออกมาอย่างพยายามระงับอารมณ์ เมลค่อยๆ สืบเท้าเข้ามาจนยืนอยู่ตรงหน้าจาเรด เงยหน้าดวงตาสีม่วงใสมองชายหนุ่มอย่างไม่เข้าใจและมีความหวัง

“แต่....คุณ..โหดร้าย เหลือเกิน..คุณทำกับผมเหมือนเป็นเพียงสิ่งของที่ไม่มีค่าเท่านั้น”

“ใช่ ฉันรู้ เพราะเป็นครั้งแรกที่ฉันรู้สึกรักใครมากอย่างนั้น มันทำให้ฉันเสียหลัก ควบคุมตัวเองไม่ได้ ตอนแรกฉันโกรธที่เธอทำให้ฉันรู้สึกอย่างนั้น เพราะสำหรับฉันเรื่องเช่นนี้เป็นแค่เรื่องความสัมพันธ์ทางกาย มีแล้วก็จบกันไป แต่ไม่ใช่กับเธอ”

เมลเข้าใจ

บุคคลที่เยือกเย็นและควบคุมตัวเองได้ในทุกสถานการณ์ และไม่เคยหวั่นไหวกับสิ่งใดอย่างจาเรด คงจะขัดเคืองกับความอ่อนไหวของตนเอง จนพยายามอย่างสุดใจที่จะต่อต้านและพยายามกำจัดสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของเขา

ร่างบางรู้สึกดีใจปนเปกับความลังเลไม่แน่ใจ พร้อมกับเมินหน้าหนีเมื่อคิดได้

“แต่คุณก็มีความสัมพันธ์กับคนอื่น ทั้งซาร่าห์และคริสติน่า” จาเรดพยักหน้า

“ใช่ กับซาร่าห์เป็นเพียงแค่ต้องการแยกหล่อนไปจากเธอเท่านั้น ฉันอิจฉาความอ่อนโยนที่เธอมีให้กับหล่อน ฉันหึงเธอกับซาร่าห์รู้มั้ย” จาเรดหน้าแดงเมื่อสารภาพ และเห็นเมลมองมาอย่างงงๆ

“แล้ว....คริสติน่า..”

“คริสติน่านั้นเป็นความพยายามเฮือกสุดท้ายของฉัน แต่มันก็ไม่ได้ผลไม่มีใครสามารถทำให้ฉันละสายตาไปจากเธอได้เลย”

“แต่คุณก็จะแต่งงานกับเธอ” เมลจำความรู้สึกเจ็บปวดตอนนั้นได้

“ฉันไม่เคยพูดกับคริสติน่าเรื่องแต่งงานเลย ในตอนนั้นฉันเริ่มรู้ตัวแล้วและไม่อยากเสี่ยงกับการทำอะไรที่จะทำให้สูญเสียเธอไป แต่มันก็เกิดขึ้นจนได้” เมลสบตาจาเรด

“คุณโกรธผมที่เป็นต้นเหตุทำให้คริสติน่าตาย” เมลกระซิบ

“ไม่! เมล ฉันโกรธตัวเอง เพราะฉันดีใจเหลือเกินที่คนตายไม่ใช่เธอ รู้มั้ยตอนที่รู้ว่ารถเธอเกิดอุบัติเหตุ ฉันคิดถึงแต่เธอเพียงคนเดียวกลัวว่าเธอจะเป็นอะไรไป นั่นทำให้ฉันรู้สึกแย่ที่โหดร้ายกับคริสติน่าขนาดนั้น เพราะถึงยังไงคริสติน่าก็เป็นญาติของเรา”

“จาเรด...” เมลกระซิบขยับเข้าไปหาชายหนุ่มอีกก้าวหนึ่ง แต่จาเรดยังคงพูดต่อ

“ฉันไม่ได้เห็นเธอเป็นของเล่น เธอไม่เคยเป็น เมล ฉันดื้อดึงแม้กับสิ่งที่เธอถามฉันในวันสุดท้ายนั่น ฉันทำเรื่องโง่ๆ ที่ต้องชดเชยหนักหนาเพราะทำให้ฉันเสียเธอไปถึง 5 ปี รู้มั้ยไม่มีวันไหนที่ฉันไม่คิดถึงเธอ”

“รู้มั้ย ฉันต้องระงับความต้องการที่กอดเธอไว้แค่ไหน เพราะกลัวว่าทำอะไรลงไปเธอจะหนีหายไปอีก เพียงหวังว่าเธอจะเข้าใจ แต่ก็ไม่! เธอกลับบอกว่าจะจากไป!” น้ำเสียงตอนท้ายทวีเสียงโกรธเกรี้ยวแกมสิ้นหวัง

“จาเรด” เสียงเรียกแผ่วหวานนั้น ทำให้จาเรดหันมา เมลมองดวงตาคมซึ่งขณะนี้ทอประกายโทสะลึกๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มอ่อนหวานพูดต่อเสียงสั่นพร่า

“ผมไปเพราะผมไม่อยากสูญเสียหัวใจของตนเอง แต่สิ่งที่ผมทำไปก็ไร้ประโยชน์เพราะผมไปได้แค่ร่างกายเท่านั้น หัวใจผมอยู่ที่นี่ตลอด” นิ้วเรียวจิ้มมาที่หน้าอกของชายหนุ่มพร้อมกับกระซิบอย่างหนักแน่น

“ผมรักคุณจาเรด ไม่รู้ว่าความเกลียดมันแปรเปลี่ยนมาเป็นความรักเมื่อไหร่ แต่ผมก็รักคุณ”

เมลรักเขา

ความสุขที่ถาโถมเข้ามาทำให้ร่างสูงสั่นสะท้าน จาเรดกอดเมลไว้แน่นซบหน้าลงกับเรือนผมนุ่มสวยกระซิบเสียงสั่นพร่าเรียกชื่อร่างบางในลำคอ

แทบไม่น่าเชื่อเขาเพียงคาดหวังให้เมลยกโทษให้ แต่ร่างบางกลับใจกว้างให้เขามากกว่านั้น จาเรดกระพริบตาอย่างแปลกใจเมื่อรู้สึกถึงอาการตาพร่ามัวเพราะหยาดน้ำใสวูบหนึ่ง เมลซุกหน้าเข้าอ้อมอกกว้างนั้น ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเขารู้แล้วว่าทำไมทุรนทุรายนัก อยู่ที่ใดไม่ได้นาน เพราะที่นั่นไม่มีอ้อมอกกว้างนี้

“เมล ที่รัก ฉันรักเธอ” เสียงกระซิบนั้นดังตลอดค่ำคืนเมื่อสองร่างแนบชิดเข้าหากัน โอบประคองและให้ความอบอุ่นแก่กันอย่างไม่รู้จักพอ จนกระทั่งหมดแรงหลับไปทั้งที่ยังเกาะเกี่ยวกันไว้แนบสนิท

เมลลืมตาขึ้นเมื่อรู้สึกจุมพิตอ่อนโยนที่นวลแก้ม ชายหนุ่มวกกลับมาที่ริมฝีปากนุ่มแดงช้ำนั้นไล้ลิ้นสัมผัสบางเบา ทำให้เมลคลี่ยิ้มออกมาแล้วก็ดึงตัวลุกนั่งทำให้ผ้าที่คลุมตัวเลื่อนมากองที่สะโพก ดวงตาของจาเรดพราวระยับเมื่อเห็นร่างเปลือยขาวนวลของเมล ใบหน้างดงามนั้นยังมีแววงัวเงียเล็กน้อย ผมสีทองเป็นประกายดูยุ่งเหยิงจากฝีมือของจาเรด

ชายหนุ่มหยิบกล่องกำมะหยี่สีซีดจางเพราะเก็บไว้นานจากลิ้นชักหัวเตียง เมลมองตามอย่างแปลกใจเมื่อจาเรดหยิบแหวนทองคำวงเล็กออกมาสวมที่นิ้วเรียวของเมล จาเรดยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นว่ามันสวมได้พอดี

“จาเรด...” เมลเรียกเสียงแผ่ว ตามองแหวนนั้นอย่างตื่นตะลึง

“มันควรจะอยู่กับนิ้วของเธอตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน เมล ฉันตั้งใจจะสวมมันให้เธอวันที่เธอออกจากบ้านไป”

“จาเรด...” ร่างบางยังอึ้งอยู่ เงยหน้าขึ้นสบตาคมคู่นั้นแล้วก็ยิ้มริมฝีปากสั่นระริกยกแขนเรียวขึ้นคล้องต้นคอแข็งแรงกระซิบชิดริมหู

“ผมรักคุณ จาเรด” จาเรดยิ้มสูดลมหายใจลึก


“ฉันรักเธอเมล มากกว่าที่เธอจะคาดคิด”

©©©©©©©

“เมล เธอจะกลับไปหาใครที่แอฟริกา?” จาเรดถามขึ้นมา เขาพลิกตัวกดร่างบางไว้แน่น อย่างจะเอาคำตอบให้ได้ หลังจากถามมาหลายครั้งแทบจะเรียกว่าทุกคืนก็ว่าได้นับแต่ที่เข้าใจกันได้ เขารู้ว่าเมลติดต่อไปที่นั่นทุกอาทิตย์จนทำให้อดระแวงด้วยความหึงหวงไม่ได้ แต่ชายหนุ่มก็ไม่เคยได้คำตอบเลยนอกจากรอยยิ้มหวานอย่างเจ้าเล่ห์

และยิ่งเมื่อจำได้ว่าตอนแรกที่เมลกลับมาจากแอฟริกา เมื่อกล่าวถึงที่นั่นสายตาของร่างบางจะอ่อนโยนทอแววรำลึกถึงอยู่เสมอ และนั่นยิ่งทำให้จาเรดหงุดหงิดยิ่งนัก

เมลอมยิ้มขยับปลายนิ้วเรียว ลูบผ่านลำคอและหน้าอกเปลือยของชายหนุ่ม ไล้นิ้วเป็นวงขณะจะลดมือลง จาเรดก็จับไว้แน่น

“ไม่! ฉันจะไม่ยอมให้เธอทำให้ฉันเขวอีกแล้ว”

“งั้นหรือ?” เมลยิ้ม จาเรดสบตาคู่นั้นแล้วก็ยิ้มขึ้นมาบ้าง

“ก็ได้ ถ้าเธออยากเล่นเกม เรามาดูกันว่าใครจะเป็นคนชนะ” จาเรดรวบข้อมือเล็กไว้ เมลหัวเราะคิก สบตาจาเรดด้วยความรักทั้งหมดที่มีอยู่ ทำให้จาเรดยิ้มอย่างอ่อนโยน

ร่างสูงก้มลงจุมพิตหน้าผากนวล ไล่ลงมาที่จมูกเชิดเล็ก วกไปที่ใบหูบอบบางขบย้ำลงไป

“อูย....” เมลร้องด้วยความเจ็บปนจั้กกะจี้ ยกมือลูบคลำใบหูทันทีพร้อมกับตวัดตาค้อน จาเรดจุมพิตริมฝีปากที่กำลังจะต่อว่า แทรกปลายลิ้นลงไป ขยับหลอกล่อก่อนจะลดลงมาที่ซอกคอหอมกรุ่นลากปลายลิ้นลงมาที่ยอดอกสีชมพูระเรื่อแล้วขบย้ำดูดดื่ม

“อะ...อา...”ร่างบางผวาแอ่นอก มือจับที่ศีรษะได้รูปของจาเรดไว้แน่น แล้วศีรษะนั้นค่อยลดต่ำลงไปเรื่อยๆ สัมผัสทั่วร่างบาง เมลปล่อยมือจากศีรษะนั้นแล้วลดมือไปจับผ้าปูที่นอนจิกรั้งไว้แน่น ร่างเปลือยบิดตัวอย่างเร่าร้อนทรมาน เสียงครางและเสียงหอบหายใจดังไม่เป็นจังหวะ จาเรดขยับลงไปที่ส่วนสำคัญที่ตื่นตัวของเมล ลูบไล้ผิวเนื้อที่นุ่มนวลเหมือนกำมะหยี่ และร้อนผ่าวราวกับความอบอุ่นของกองไฟ

“ร้อนเหลือเกิน เมล”

“จาเรด...” เสียงครางแผ่วเบาด้วยความคาดหวังเมื่อลมหายใจอุ่นๆ แตะต้องผิวเนื้อ จาเรดยิ้มพูดหอบๆ

“ใคร เมล เธอจะกลับไปหาใคร”

“คนบ้า..ยังจะมา..ถามอีก” เมลกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง แล้วก็ครางเมื่อจาเรดก้มหน้าลงครอบครองร่างบางปลายลิ้นตวัดอย่างช่ำชอง เมลสะอื้นแอ่นสะโพกขึ้น ปลายเท้าจิกแน่น จาเรดขยับออกพร้อมกับถามย้ำ

“จะบอกหรือยัง เมล” มือเล็กดึงไหล่ของจาเรดขึ้นมา กระซิบเบาๆ

“ก็ได้ คนบ้า ผมจะบอกก็ได้..ถ้า.......คุณทำให้ผมพอใจได้นะ” ร่างบางกระซิบยั่วยวน ขยับกายเสียดสีกับร่างแกร่งอย่างนุ่มนวล จาเรดยิ้มกว้างทันทีพร้อมกับขยับคุกเข่าระหว่างต้นขาเรียวจับสะโพกบางไว้แน่น

“แน่นอน ..ที่รัก” จาเรดจ่อความแข็งแกร่งเข้ามาพร้อมกับแทรกกายเข้าไปยังความอบอุ่นที่รออยู่

“จาเรด....” เมลกรีดเสียงร้องออกมา

“อาาา...คับแน่น....แล้วก็ร้อนเหลือเกิน เมล” ชายหนุ่มครางหอบๆ เริ่มขยับสะโพกเป็นจังหวะเข้าออกที่หนักหน่วงรุนแรงบดเบียดความแข็งแกร่งเข้าไป จนกระทั่งทั้งคู่ครางและปลดปล่อยความปราถนาที่เร่าร้อนออกมาพร้อมๆ กับ

©©©©©©©

“เมลอย่าลืมสัญญาสิ” จาเรดทวงเมื่อเห็นร่างบางทำท่าจะเคลิ้มหลับ เมลยิ้มออกมาปรือตาขึ้นมองใบหน้าคมเข้มที่แนบชิดอยู่ข้างๆ จาเรดยกมือขึ้นไล้ดวงหน้าแดงระเรื่อของเมล ปลายนิ้วแตะริมฝีปากบางแดงระเรื่อจากการถูกจุมพิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเขา

“ยังจะมาทำพูดดีอีก รังแกเขาออกขนาดนั้น” เมลบ่น แต่ก็ขยับร่างแนบชิดร่างสูงเข้าไปยิ่งขึ้น

“ว่าไง” จาเรดถามไม่สนใจเสียงบ่นงึมงำ

“พ่อคนขี้หึง หึงกระทั่งเด็ก” เมลเปรยออกมาเบาๆ

“เด็ก?” จาเรดทวนขณะที่เมลถอนใจ

“พวกเขาเป็นเด็กที่สถานรับเลี้ยงเด็กที่นั่น เป็นฝาแฝดกัน พ่อเป็นเป็นวิศวกรเหมืองแร่ย้ายไปทำงานที่นั่นพร้อมกับครอบครัว แล้วประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตพร้อมกับภรรยา พวกเขาไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกจึงถูกส่งไปที่สถานรับเลี้ยงเด็ก ผมเจอพวกเขาตอนไปทำงานที่นั่น พวกเขาน่ารักมากเพิ่งจะ 10 ขวบเท่านั้นเอง” จาเรดไม่รู้ว่าตัวเองเผลอทำสีหน้าโล่งใจแค่ไหน จนกระทั่งเมลมองกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง จึงเสถาม

“ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่นั่นกับใคร”

“ผมฝากไว้ที่สถานรับเลี้ยงเด็กไว้ต่อ ทิ้งค่าใช้จ่ายไว้ให้เขา 3 เดือน นี่ก็ใกล้ครบกำหนดแล้ว ผมจะไปรับพวกเขามา” เมลมองชายหนุ่มด้วยสายตาอ้อนวอน จาเรดยิ้ม

“แค่นี้เองหรอกหรือ เมลที่ทำให้เธอปิดบังฉันไว้”

“ผมกลัวคุณจะไม่ยอมรับ และผมก็ทิ้งพวกเขาไม่ได้ ดูแลเด็กน่ะลำบากนะจาเรด”

“ไม่หรอกในเมื่อเรารักพวกเขา อย่ากังวลอยู่คนเดียวสิเมล สิ่งไหนที่เธอรักสิ่งนั้นฉันก็รักด้วย” เมลยิ้มครางรับในลำคอแผ่วเบา จาเรดโอบร่างบางกระชับแน่นก่อนจะเอ่ยต่อ

“ฉันจะจัดการให้ทนายดำเนินเรื่อง ไม่นานเธอก็จะได้พบกับพวกเขาที่นี่ ดีนะที่จะมีเด็กบ้านเราเงียบเหงาเกินไป แคธเธอรีนก็จะได้ไม่เหงาด้วยไงล่ะ”

“ผมอยากไปรับพวกเด็กๆ ด้วยตัวเอง” จาเรดขมวดคิ้วทันที

“มีเรื่องนี้ที่ไม่ได้ เมล ฉันไม่ลืมหรอกนะว่าเธอเกือบตายที่นั่น ไม่มีทางที่ฉันจะให้เธอไปหรอก” จาเรดลดความรุนแรงของคำพูดด้วยจุมพิตที่นุ่มนวล บ่งบอกถึงความเป็นห่วงทำให้เมลต้องยอมคล้อยตาม

“ก็ได้ครับ” เมลพึมพำออกมาเมื่อชายหนุ่มถอนจุมพิตออก ถอนหายใจอย่างมีความสุข

©©©©©©©

“เมล! เมล!” เสียงร้องอย่างดีใจประสานเสียงมาจากร่างผอมเพรียวของเด็กชายสองคน ที่พอลงจากรถได้ก็มองหาคนที่คาดหวังว่าจะได้เจอ เมื่อมองเห็นร่างบางที่คุ้นตาแม้ว่าจะห่างเหินกันไปเกือบสี่เดือน เด็กชายทั้งสองคนก็ถลาเข้ามาอย่างยินดี

“ไมค์ มาร์ค ไม่เจอกันพักเดียวโตขึ้นมากเหลือเกิน” เมลโอบร่างเล็กไว้พร้อมกับหัวเราะ น้ำตาคลอตาขณะพยายามที่จะตอบคำถามรัวเร็วของทั้งคู่ เมลเหลือบมองไปที่จาเรดซึ่งรับเอกสารต่างๆ มาจากทนาย หลังจากนั้นร่างสูงก็เดินเข้ามาหาช้าๆ จาเรดพิจารณาดู เด็กฝาแฝดทั้งคู่ผมสีดำ ตาสีน้ำเงินเข้ม ใบหน้าน่ารักแต่ท่าทางซนเอาเรื่องทีเดียว

“เด็กๆ นี่คือจาเรด เขาจะช่วยฉันดูแลพวกเธอ”

ร่างเล็กทั้งคู่มองไปที่จาเรดอย่างระแวง แต่พอสังเกตุเห็นแววตาเยือกเย็นของชายหนุ่มที่กลับแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลยามทอดมองมายังเมลของพวกเขา ทำให้ทั้งคู่สบตากันพร้อมกับคิดในใจ

‘คงไม่ใช่คนไม่ดีหรอกมั้ง’ ทั้งคู่สรุป แต่ขณะเดียวกันก็คว้าแขนเมลไว้คนละข้าง พร้อมกับมองจาเรดเหมือนเป็นคู่แข่งโดยสัญชาติญาณ

“สวัสดีครับ” จาเรดมองแววตาฉลาดเฉลียว และท่าทางของเด็กทั้งคู่แล้วก็ต้องยิ้มอย่างพอใจ โดยเฉพาะท่าทางรักใคร่แกมหวงๆ เมล ทำให้จาเรดต้องมองอย่างเอ็นดูแกมหมั่นไส้เล็กน้อย

“สวัสดีไมค์ มาร์ค เรียกฉันว่าจาเรดก็ได้” ชายหนุ่มทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้พร้อมกับดึงเมลให้นั่งลงข้างๆ แต่ทั้งไมค์กับมาร์ครีบเบียดตัวเข้าหาอ้อมแขนของเมลทันที

“เมลจ้ะ แม่ได้ยินเสียงรถ เด็กๆ มาหรือยัง” แคธเธอรีนโผล่หน้าออกมาถามแล้วก็ต้องอุทาน

“ตายจริงมาถึงแล้วนี่ แม่ต้องรีบไปดูขนมก่อน” เมลหัวเราะ

“เดี๋ยวก่อนครับแม่ นี่ไมค์กับมาร์คครับ” เมลหันมาทางเด็กๆ “เรียกคุณย่านะ” เด็กสองคนมองหญิงกลางคนท่าทางใจดี แล้วก็ยิ้มประจบผงกหัวผลุบประสานเสียงทันที

“คุณย่า” แคธเธอรีนหัวเราะทันที

“มานี่เด็กๆ ย่าอบขนมไว้ มาเร็ว เฮ้อ! กว่าจะรู้ว่าคนไหนไมค์ คนไหนมาร์ค ย่าคงต้องแย่แน่เลย” ไมค์ มาร์คหันมามองเมลอย่างขออนุญาต พอร่างบางพยักหน้าอนุญาตก็ยิ้มร่าเริงแล้ววิ่งปร๋อตามแคธเธอรีนไปทันที ลืมความคิดกันท่าจาเรดไปแวบหนึ่ง

เมลเหลือบตามาดูจาเรดแววตาสีม่วงอ่อนใสนั้นพร่างพราวไปด้วยรอยยิ้ม จนทำให้จาเรดต้องยิ้มตาม ร่างสูงโอบเมลเข้ามาไว้ในอ้อมแขน จุมพิตแก้มใสแล้วก็กระชับร่างบางไว้บนตักก่อนจะกระซิบถาม

“สบายใจหรือยังคนดี” เมลพยักหน้า ปลายนิ้วเรียวลูบแก้มชายหนุ่ม แววตานั้นรักใคร่จนทำให้จาเรดอดใจไม่ไหว ก้มหน้าจุมพิตริมฝีปากอิ่มที่อยู่ตรงหน้า ร่างบางเอียงคอเมื่อชายหนุ่มลดริมฝีปากลงมาเคล้าเคลียซอกคอหอมกรุ่นอย่างเพลิดเพลิน จนไม่ทันสังเกตประตูที่เปิดออกมาอีกครั้ง

ไมค์กับมาร์คทำตาโตแล้วมองหน้ากัน หึ! เมลเป็นของพวกเค้านะ ไมค์ มาร์คคิดพร้อมกัน ดวงตาสีน้ำเงินเข้มแจ่มแจ๋วสบตากันกันทันที พร้อมกับรอยยิ้มซุกซน

“เมล!”

ทั้งคู่ตะโกนลั่นทันทีแล้ววิ่งออกมา เมลสะดุ้งใบหน้าแดงเรื่อแล้วรีบลุกจากตักกว้างทันที จาเรดทำสีหน้าไม่ชอบใจนัก พอหันไปมองเจ้าจอมยุ่งแล้วก็เริ่มมองเห็นอะไรลางๆ

สายตานั้นดูเจ้าเล่ห์แสนกล จาเรดยกนิ้วชี้หน้าเบาๆ ทั้งคู่หัวเราะคิกคักทันที

‘จาเรด เราไม่ยอมยกเมลให้คุณง่ายๆ หรอก’

©©© END ©©©

The past 1

By SF

บทนำ

คนขับแท็กซี่เหลือบตามองผู้โดยสารที่นั่งเงียบอยู่ พร้อมกับเอ่ยปากเตือนอย่างสุภาพ เมื่อจอดรถอยู่ชั่วครู่แล้วยังไม่เห็นว่าร่างนั้นจะขยับลงแต่อย่างไร

เมลถอนหายใจเบาๆ ขณะก้าวลงจากรถแท็กซี่พร้อมกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ ร่างโปร่งบางเงยหน้าขึ้นมองคฤหาสน์สีขาวหลังใหญ่ตรงหน้า ใบหน้างดงามซีดเผือดลงเล็กน้อย ริมฝีปากบางนั้นเม้มแน่น

‘5 ปีแล้วสินะ’ เมลคิดในใจ แววตาสีม่วงอ่อนใสราวกับลูกแก้วนั้นหวั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะเชิดหน้าขึ้นอย่างทะนง ‘ถึงยังไง เขาก็กลับมาแล้ว’

ร่างบางก้าวตามทางเดินที่ทอดไปสู่ตัวตึกรูปตัวแอลตรงหน้า ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางเนื้อที่กว้างขวาง ล้อมรอบด้วยรั้วโปร่ง ด้านหน้าถูกจัดเป็นสนามหญ้าและสวนหย่อมประดับพรรณไม้สลับสีงดงาม ขณะที่มองเห็นทิวไม้ใหญ่ร่มรื่นเป็นฉากอยู่ทางด้านหลัง


©©©©©©©

“เมล....เมล....โอ! ลูกกลับมาแล้ว” สตรีวัยกลางคนร่างเล็กถลาเข้ามาอย่างรวดเร็ว แขนเรียวโอบรอบร่างบุตรชายไว้แน่น เมลยืนนิ่งขึงอยู่ครู่หนึ่ง จนแคธเธอรีนปล่อยมือแล้วถอยกายไปก้าวหนึ่งอย่างไม่แน่ใจ ชายหนุ่มจึงรีบฝืนยิ้มให้แจ่มใสก่อนจะก้มหน้าลงจุมพิตมารดา

“สวัสดีครับแม่ ดูแม่ของผมยังสวยไม่เปลี่ยนเลยนะครับ” เมลไม่ได้พูดเกินจริง กาลเวลาปราณีกับแม่ของเขามาก ในวัย 47 ปี แคธเธอรีน ยังคงงดงามไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อห้าปีก่อนตอนที่เธอแต่งงานใหม่กับคาร์ตัน สตีล

“แต่ดูลูกสิ! เมล ทำไมถึงไม่ดูแลตัวเองเลย ลูกผอมเกินไปดูเหมือนคนขาดอาหารอย่างนั้นแหละ” แคธเธอรีนเอ่ยตอบดวงตางดงามคล้ายคลึงกับบุตรชายมีริ้วรอยเป็นห่วง เมลยิ้มบางๆ ไม่ตอบอะไรกับคำพูดนั้น เขามองไปรอบๆ พยายามเปลี่ยนเรื่อง
“ที่นี่ไม่เปลี่ยนเลยนะครับ แต่ตอนนั้นผมก็ไม่ได้อยู่นาน...พอที่จะบอกความเปลี่ยนแปลงของที่นี่ได้”

แคธเธอรีนหน้าเผือดลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินดังนั้น แววตาสลดวูบเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่รุนแรงจนทำให้บุตรชายต้องออกจากบ้านไปแล้วไม่เคยกลับมาอีกเลยจนกระทั่งวันนี้ เมลมองหน้ามารดาแล้วก็ชะงักแววตามีริ้วรอยเสียใจ

“อย่ากังวลไปเลยครับแม่ มันผ่านไปนานมากแล้ว ผมลืมเรื่องนั้นไปหมดแล้ว”

“แต่ลูกก็ไม่เคยกลับมาบ้านเลย ทำไมกัน? แม้กระทั่งงานศพของคาร์ตันลูกก็ไม่ยอมกลับมา”

“ขอโทษครับแม่ ตอนนั้นผมไม่..เอ่อ....ผมไม่สามารถกลับมาได้จริงๆ แต่ตอนนี้ผมก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรือ?” เมลพูดแก้ตัว แล้วก็ยกมือขึ้นถูบริเวณขมับเมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกปวดแปลบขึ้นมา แคธเธอรีนมองเห็นดังนั้นรีบบอกทันที

“ลูกคงเพลียมาก ห้องของลูกแม่ยังดูแลไว้เหมือนเดิมทุกอย่างไปพักก่อนดีไหมจ้ะเดี๋ยวค่อยคุยกัน ยังมีเวลาอีกมากแล้วค่อยลงมากินอาหารค่ำนะจ้ะ”

“ครับ” เมลถอนใจอย่างอ่อนเพลีย คงเป็นเพราะเขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางอันยาวนานบนเครื่อง รวมถึงความเครียดจากการที่ต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง ร่างกายจึงราวกับจะหมดเรี่ยวแรงไป

อันที่จริงเขาไม่เคยคิดที่จะกลับมาที่นี่อีกแต่เพราะการเสียชีวิตของคาร์ตัน สตีล พ่อเลี้ยงของเขาเมื่อครึ่งปีก่อน และทิ้งหุ้น 10 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทไว้ให้ ทำให้เขาต้องกลับมา

ร่างบางก้าวขึ้นบันไดไปช้าๆ สายตากวาดมองไปโดยรอบ บ้านนี้ยังคงงดงามและแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่สถานที่เท่านั้น แล้วคนล่ะ เมลคิดในใจเมื่ออดีตอันเจ็บปวดเมื่อ 5 ปีก่อนที่เขาพยายามกดมันไว้ได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

*************************************

Part 1

บ้านเช่าหลังเล็กหลังนั้นดูเรียบง่าย อุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์แม้จะไม่ใช่ของมีราคาแพงแต่ก็ถูกจัดวางได้อย่างกลมกลืนดูสะอาดและสบายตา บนโต๊ะและพื้นที่ว่างถูกวางด้วยกระถางและแจกันดอกไม้เพิ่มความสดใสให้กับห้องนั่งเล่นเล็กๆ นั้น

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากรายงานที่ต้องรีบทำส่งอาจารย์ ดวงตางดงามสีม่วงเป็นประกายอย่างสงสัยเมื่อเห็นมารดาเดินหมุนไปหมุนมารอบโต๊ะอยู่พักใหญ่ก่อนจะโพล่งออกมา

“คาร์ตันขอแม่แต่งงาน ลูกคิดอย่างไรจ้ะ” แคธเธอรีนถามเมลอย่างไม่มั่นใจนัก แล้วทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ ร่างบาง เมลวางปากกาลงแขนเรียวก็ยื่นไปโอบเอวมารดาไว้แน่น รู้สึกใจหายไปวูบหนึ่งเมื่อรู้ว่าในที่สุดวันที่เขาคาดไว้ก็มาถึง นับตั้งแต่ชายสูงอายุเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ร่ำรวยมหาศาลคนนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับมารดาของเขา คาร์ตัน สตีลได้มีโอกาสพบกับแคธเธอรีนเพียงไม่กี่ครั้ง ก็ตกหลุมรักกับความงดงาม อ่อนโยนของพนักงานขายตัวเล็กๆ ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย

“แม่รักคุณสตีล หรือเปล่าครับ”

“แม่..ไม่แน่ใจจ้ะ เพราะมันไม่เหมือนกับตอนพ่อของลูก ตอนนั้นแม่รักมาร์คมาก การได้อยู่กับมาร์คทำให้แม่มีความสุขทุกวันแม้เราจะลำบากกันก็ตาม และตอนนี้แม่ก็อายุมากขึ้นความรักอ่อนหวานเหมือนหนุ่มสาวผ่านไปแล้ว แต่คาร์ตันทำให้แม่รู้สึกอบอุ่นมาก”

“แสดงว่าแม่มีความสุขเวลาอยู่กับคุณสตีล?” แคธเธอรีนพยักหน้าอย่างเขินอายเมื่อยอมรับกับบุตรชาย เมลลังเลไปชั่วครู่แล้วจึงยิ้มอย่างอ่อนหวาน

“ผมดีใจที่แม่มีความสุข และผมเองก็แน่ใจได้ว่าคุณสตีลจะดูแลแม่ได้” เมลตอบและก็รู้ว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิดเมื่อเห็นแววตาแจ่มใจและยินดีของมารดา

แม้อายุทั้งคู่จะห่างกันเพราะแคธเธอรีนพึ่งจะ 42 ปี แต่ตัวคาร์ตันเองก็ยังดูหนุ่มกว่าอายุ 60 ปีของเขามาก ที่สำคัญคือแม้ฐานะพวกเขาจะแตกต่างกันแต่คาร์ตันอ่อนโยนและสุภาพกับแคธเธอรีนเสมอ เมลเองก็รู้สึกดีใจที่ได้เห็นแม่ยิ้ม และมีความสุขเหมือนกลับไปเป็นสาวๆ อีกครั้ง

เพราะเด็กหนุ่มรู้ว่าหลังจากแคธเธอรีนสูญเสียมาร์คไปด้วยอุบัติเหตุ เธอต้องรับภาระดูแลเขาตามลำพัง เมลจึงรู้ถึงความลำบากของมารดาดี เขาพยายามที่จะตั้งใจเรียนจนผลการเรียนอยู่ในระดับยอดเยี่ยมได้เลื่อนชั้นหลายครั้ง และกำลังจะจบมหาวิทยาลัยทั้งที่อายุเพียง 22 ปี เพราะเมลตั้งใจที่จะออกมาหางานทำ เพื่อช่วยบรรเทาภาระของแคธเธอรีน

©©©©©©©

ภายหลังจากงานแต่งอันเรียบง่ายตามความต้องการของแคธเธอรีนแล้ว เมลจึงได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่คฤหาสน์สตีลกับมารดา ทั้งที่ตอนแรกเมลต้องการที่จะอยู้บ้านเช่าหลังเดิมเพียงลำพัง แต่คาร์ตันกลับไม่เห็นด้วย

“เมล ลูกจะอยู่ที่นั่นทำไม บ้านเราออกใหญ่และกว้างขนาดนี้” คาร์ตันคัดค้านอย่างหนัก ร่างสูงอายุมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่ยอมแพ้ เมลเป็นเด็กน่ารักอ่อนโยน ทำให้คาร์ตันออกจะเอ็นดูลูกติดภรรยาคนนี้มาก อาจเป็นเพราะ ‘จาเรด’ ลูกชายคนเดียวของเขาเข้มแข็งและเป็นผู้ใหญ่เกินกว่าที่จะให้เขามาแสดงบทบาทความเป็นพ่อและคอยดูแลช่วยเหลือแล้วก็ได้

“แต่ว่าผม...เอ่อ...” เมลอึกอักอย่างเกรงใจ แต่คาร์ตันตัดบท

“ไม่! พ่อไม่ยอม ใครรู้เข้าจะเอาหน้าไปไว้ไหน ลูกคนเดียวปล่อยออกไปอยู่ข้างนอก” คาร์ตันแทนตัวเองว่าพ่อกับเมลอย่างสนิทใจจนเด็กหนุ่มต้องยอมแพ้
และจุดเปลี่ยนชะตาชีวิตของเมลก็มาถึงในวันเกิดครบรอบปีที่ 22 ของเขา เมื่อเด็กหนุ่มมีโอกาสได้พบกับ จาเรด สตีล ลูกชายคนเดียวของคาร์ตัน ที่ถูกเรียกตัวกลับมาจากสาขาต่างประเทศเพื่อรับงานต่อจากคาร์ตัน

©©©©©©©

“เมล เพื่อนๆ มากันแล้วนะลูก เจ้าของวันเกิดลงมารับเพื่อนๆ ก่อนเร็ว” เสียงคาร์ตันร้องเรียกแกมหัวเราะเมื่อเห็นเมลเดินออกมาด้วยท่าทางรีบร้อน ร่างเพรียวสวมสเวตเตอร์สีครีมทับกางเกงสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาเป็นประกายร่าเริงและตื่นเต้นเล็กน้อย

“เป็นอะไร? ดูตื่นเต้นพิกล” คาร์ตันถามยิ้มๆ

“ก็ผมมีคนพิเศษที่อยากแนะนำให้พ่อกับแม่รู้จักด้วยนะครับ” เมลบอกดวงตาสีม่วงเป็นประกายอย่างมีความสุข
“แน่ะ! พาคนรักมาแนะนำล่ะสิ แม่เรารู้หรือยังล่ะ” คาร์ตันอุทานก่อนจะยิ้มกว้างพร้อมกับถามถึงแคธเธอรีนเพราะรู้ดีว่าแม่ลูกคู่นี้สนิทกันแค่ไหน เขาไม่คิดว่าเมลจะมีคนรักแล้วก็เห็นค่อนข้างเงียบแล้วไม่ค่อยคุยหรือมีเพื่อนมากนัก เมลยิ้มก่อนจะตอบเสียงอายๆ

“ผมบอกแม่ไว้แล้วครับว่าจะพาซาร่าห์มาที่บ้าน”

©©©©©©©

เมลมองซาร่าห์นั่งคุยอยู่กับแม่และคาร์ตัน แล้วเด็กหนุ่มยิ้มอย่างมีความสุข สายตาหันไปทางกลุ่มเพื่อน 4-5 ที่กำลังล้อมกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร บางทีเมลก็สงสัย ชีวิตในช่วงที่ผ่านมานี้เปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน เขากำลังอยู่กับความจริงหรือเปล่านะ?

ตอนแรกเมลไม่แน่ใจในตัวคาร์ตันนัก แต่เพียงไม่นานเมลก็สัมผัสความรักที่คาร์ตันมีต่อแคธเธอรีนได้ เมลไม่รู้ตัวว่าตนเองโล่งใจแค่ไหน เขาไม่เคยกลัวกับความลำบากหากต้องกลับไปเป็นเช่นเดิม แต่เมลกลัวแม่จะผิดหวังและเสียใจมากกว่า

ขณะที่งานเลี้ยงเล็กๆ กำลังดำเนินไปอย่างสนุกสนานท่ามกลางเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะร่าเริง ประตูห้องด้านตรงข้ามกับโต๊ะอาหารเปิดออกช้าๆ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาในห้องอาหารอย่างเงียบๆ บุคลิกของเขาดูเยือกเย็นเหมือนคนที่เคยชินกับอำนาจและการออกคำสั่ง ใบหน้าเข้มคมสันดูแกร่งกระด้าง ผมสีน้ำตาลไหม้เกือบดำตัดสั้นเข้ารูปศีรษะ คิ้วเข้มได้รูปทอดเหนือดวงตาคมกริบสีน้ำตาลซึ่งอ่อนกว่าสีผมเล็กน้อยจนทำให้ดูเหมือนฉาบประกายสีทองอยู่ลึกๆ

ชายหนุ่มถอดโอเวอร์โคทให้กับคนรับใช้ด้วยท่าทางเรื่อยๆ ตามสบาย ขมวดคิ้วเล็กน้อยกวาดตาดูบรรยากาศงานเลี้ยงเล็กๆ ในห้องอาหารนั้น แต่เมื่อมองเห็นคาร์ตันนั่งอยู่กับสตรีวัยกลางคนร่างเล็กและเด็กหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่มุมห้อง ชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปช้าๆ เมลเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกห้องเงียบลง ขณะที่คาร์ตันกลับยิ้มอย่างยินดี

“จาเรด! ไหนว่าจะกลับมาอาทิตย์หน้าไง” คาร์ตันอุทานเมื่อเห็นชายหนุ่ม เขาลุกขึ้นตรงเข้ากอดร่างบุตรชายไว้แน่น ยิ้มทักบุตรชายอย่างดีใจ

“งานทางนั้นเรียบร้อยแล้ว ผมจึงตัดสินใจกลับก่อนกำหนดเล็กน้อยครับพ่อ” คาร์ตันส่งเสียงรับรู้ในคอ ก่อนที่จะหันมาแนะนำแคทเธอรีนและเมลอย่างรักใคร่

“นี่แคธเธอรีนกับเมลที่พ่อเล่าให้ลูกฟัง แล้วนี่จาเรด ลูกชายผมจ้ะที่รัก” คาร์ตันหันไปหาแคธเธอรีน ขณะที่ร่างสูงยิ้มเยือกเย็น แววตาคมกริบนั้นมองประเมินสตรีวัยกลางคนตรงหน้าอย่างช้าๆ ก่อนจะทักตอบแคธเธอรีนอย่างสุภาพ แต่ก็เรียบเฉยและแฝงแววเย็นชา เหมือนถูกแนะนำให้รู้จักใครคนหนึ่งในงานเลี้ยงธรรมดาๆ เท่านั้น

“สวัสดีครับ แคธเธอรีน ยินดีที่ได้รู้จักครับ” แคธเธอรีนพึมพำตอบเบาๆ อย่างอ่อนโยน เมลก้าวเข้ามาจับมือมารดาบีบเบาๆ อย่างปลอบโยนเมื่อรู้สึกถึงความไม่สบายใจในการพบกับบุตรชายของสามี

เมลรู้ว่าแคธเธอรีนเป็นกังวลว่าจาเรดไม่ยอมรับเธอ เพราะแม้กระทั่งวันแต่งงาน ชายหนุ่มก็ไม่ได้มาร่วมพิธี โดยอ้างว่างานยุ่งและกำลังติดพันกับการเซ็นสัญญาทางธุรกิจสำคัญอยู่ ครั้งนี้จึงเป็นการพบกันครั้งแรก ดังนั้นเมื่อเมลเห็นท่าทางเย็นชาที่ชายหนุ่มแสดงออกมาแล้ว ร่างบางก็เกิดความรู้สึกโกรธขึ้นมาทีละน้อย

“สวัสดีครับ จาเรด” เมลทักก่อนอย่างสุภาพ แววตาคมของจาเรดจึงหันมากวาดมองทั่วร่างบางอย่างพิจารณาเมื่อได้ยินน้ำเสียงแข็งๆ ดวงตาสีม่วงอ่อนใสที่เป็นประกายแวววับด้วยความไม่พอใจของเมลในตอนแรก เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นระวังตัวเมื่อสบตาคมคู่นั้นอย่างใกล้ชิด

“สวัสดี เมล” จาเรดมองร่างโปร่งบางของน้องชายคนใหม่ แล้วนิ่งไปเมื่อสะดุดตากับใบหน้ารูปไข่งดงาม สันจมูกโด่งเล็ก ริมฝีปากบางแดงเรื่อ แววตาสีม่วงอ่อนใสราวกับพลอยสีสวยภายใต้คิ้วเรียวจรดหางตา ผมสีทองเป็นประกายและดูท่าจะนุ่มนวลนั้นยาวเคลียแก้มนวลใส จาเรดกวาดตาไปทั่วร่างบางแล้วนึกถึงที่พ่อเคยบอกเขาตอนจะแต่งงานใหม่ ว่าเด็กหนุ่มเพิ่งจะเรียนจบทั้งที่อายุเพิ่งจะย่างเข้า 22 ปีเท่านั้น ห่างจากเขาเกือบ 7 ปีทีเดียว

แววตาคู่นั้นกำลังมองเขาอย่างระมัดระวังเหมือนรู้สึกถึงบางอย่างที่เป็นอันตราย ทำให้ชายหนุ่มหรี่สายตาลงเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาที่ผู้หญิงที่เป็นแม่เลี้ยงของเขา

“ผมเข้ามาขัดจังหวะงานเลี้ยงอะไรหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มมองเลยไปที่เด็กหนุ่มสาว 4-5 คนที่กำลังจับกลุ่มและมองมาทางเขาอย่างสนใจ แคธเธอรีนรีบสั่นหน้า

“ไม่หรอกจ้ะ พอดีวันนี้วันเกิดเมลเลยฉลองกันนิดหน่อย มีแค่เพื่อนของเมลไม่กี่คนกับพวกเราเท่านั้นเองจ้ะ”

“งั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นก็สุขสันต์วันเกิดนะเมล เสียใจที่ไม่รู้มาก่อนเลยไม่ได้เตรียมของขวัญให้นะ” ดวงตาคมกริบหันกลับมามองร่างบางที่อยู่ตรงหน้า

“ไม่จำเป็นหรอกครับ ขอบคุณ” เมลตอบ สายตาคมที่มองมาเหมือนประเมินอะไรสักอย่างนั้น ทำให้ร่างบางขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ความโกรธที่กรุ่นอยู่ตั้งแต่แรกเริ่มทวีขึ้น แม้จะพยายามรักษาน้ำเสียงแล้ว แต่ประโยคที่ตอบก็ยังขุ่นมัวจนชายหนุ่มรู้สึก จาเรดยกมุมปากเล็กน้อย แต่แววตาที่มองตอบทำให้เมลกำมือแน่นเมื่อสายตานั้นมองกริยาเขาอย่างรู้ทัน

“เห็นแต่เจ้าของวันเกิดอยากได้ของขวัญทั้งนั้น ไม่ใช่หรือ?” จาเรดพูดเรื่อยๆ

“จริงๆ แล้วของขวัญก็ไม่สำคัญเท่าน้ำใจหรอกครับ เพียงแค่ความปรารถนาดีและคำอวยพรที่จริงใจเท่านั้นก็พอ” น้ำเสียงของเมลบ่งบอกความแน่ใจในว่ากลุ่มคนที่มีน้ำใจเหล่านั้น คงไม่รวมจาเรดอยู่ด้วยแน่

“งั้นหรือ แล้วพ่อฉันให้ของขวัญที่แสดงน้ำใจอะไรล่ะ” จาเรดย้อนด้วยประโยคที่เมลถึงกับอึ้งพูดไม่ออก เมื่อนึกถึงรถยนต์คันเล็กราคาแพงที่คาร์ตันซื้อให้เมื่อไม่นานมานี้ เพราะตอนแรกเมลพยายามที่จะปฏิเสธไม่ยอมรับเพราะเห็นว่าราคาแพงเกินไป จนกระทั่งคาร์ตันต้องบอกว่ามันเป็นของขวัญวันเกิดเขาจึงยอมรับเพราะกลัวว่าคาร์ตันจะเสียใจ

จาเรดยิ้มมุมปากเมื่อเห็นสีหน้าเมล รอยยิ้มนั้นยิ่งทำให้เมลหน้าแดงและต้องพยายามระงับอารมณ์มากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าจาเรดหมายความว่าอย่างไร
‘คงคิดว่าเขาแค่พูดให้ฟังดูดี ทั้งที่จริงแล้วชอบของขวัญราคาแพงล่ะสิ’ ร่างบางสูดลมหายใจลึกไม่ตอบโต้อะไรอีก อยากเข้าใจยังไงก็ตามใจเถอะ

ชายหนุ่มขยับจะพูดต่อแต่ก็ชะงัก เมื่อมองเลยไปยังสาวน้อยผมดำที่ก้าวมายืนอยู่ด้านหลังเมล ใบหน้านั้นสวยงามแจ่มใสแต่แววตาเป็นประกายยั่วเย้าอย่างมีจริต สายตาทอดมองมาที่เขามีแววพึงพอใจอย่างเปิดเผย เมลมองตามสายตาชายหนุ่ม แล้วต้องแนะนำอย่างไม่เต็มใจนัก

“ซาร่าห์ เพื่อนของผมครับ”

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ซาร่าห์ทอดยิ้มอ่อนหวานให้ชายหนุ่มตรงหน้าแววตาเป็นประกายอย่างชื่นชม จาเรดเห็นอาการที่เมลกุมมือซาร่าห์ไว้อย่างสนิทสนมแล้วก็เดาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ได้ไม่ยาก ชายหนุ่มหันมาพิจารณาสวยน้อยตรงหน้าอีกครั้ง ดวงตามองอาการเพื่อนสาวของเมลอย่างประเมิน ก่อนจะยิ้มมุมปากทักทาย

“เช่นกัน ซาร่าห์” จาเรดหันมาสบตาสีม่วงใสที่ทอประกายดื้อดึงตรงหน้าเขา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเมื่อมองไปที่คาร์ตันและแคธเธอรีน

“ผมต้องขอตัวก่อนนะครับ พ่อ” จาเรดเอ่ย ทำให้คาร์ตันอุทาน

“อ้าว ไม่ฉลองวันเกิดกับเมลหน่อยหรือ”

“พอดีผมกินมื้อเย็นมาตอนอยู่บนเครื่องครับคงกินอีกไม่ไหว แล้วก็อยากพักสักนิด” ชายหนุ่มพูดจบก็เหลือบตาไปดูเมล ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบทองเป็นประกายอย่างรู้ทันเมื่อเห็นร่างบางทำท่าโล่งใจที่เขาจะไม่อยู่ร่วมงานด้วย ชายหนุ่มจึงขอตัวก่อนจะเดินออกจากห้องไป

เมลเงียบไป ร่างบางกำลังคิดถึงสายตาของจาเรดแล้วให้เริ่มรู้สึกอึดอัด เมื่อนึกถึงว่าเขาจะต้องอยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกันกับชายหนุ่ม เมลสะบัดศีรษะเล็กน้อยพร้อมกับปลอบใจตนเองว่าคงไม่เป็นไร อยู่ร่วมกันไปความขัดแย้งเล็กน้อยเหล่านี้อาจจะหมดไปได้

ขณะที่เมลนึกกลุ้ม เพื่อนๆ ของเมลรวมทั้งซาร่าห์ กลับพูดถึงจาเรดด้วยความชื่นชม โดยเฉพาะบุคลิกของชายหนุ่มที่มีพลังดึงดูดความสนใจได้ไม่ยาก แววตาที่เยือกเย็นกระด้างแต่แฝงความร้อนแรงไว้ภายใน จนทำให้เด็กสาวหลายคนเพ้อฝัน

©©©©©©©

ถึงแม้ว่าจะปลอบใจตัวเองไว้เช่นนั้น แต่ระยะห่างระหว่างเมลกับจาเรดยิ่งไกลกว่าคำว่าครอบครัวเดียวกันมากขึ้นทุกที และเมลต้องพยายามระมัดระวังไม่แสดงออกให้คาร์ตันและแคธเธอรีนรู้ถึงความอึดอัดของตนเองเพราะไม่อยากให้ทั้งคู่ต้องลำบากใจ

เมลแน่ใจว่า จาเรดคงไม่พอใจที่เขากับแม่เข้ามาเป็นตัวเกะกะที่นี่ เพราะเมื่อเผชิญหน้ากันในระยะหลังเมลยิ่งทวีความรู้สึกแปลกๆ และอึดอัดกับดวงตาคมแฝงแววประหลาดที่ทอดมองมาจนต้องเป็นฝ่ายคอยหลบหน้า และสถานที่ที่เมลชอบใช้มากก็เห็นจะเป็นห้องสมุดซึ่งอยู่บริเวณชั้นสองทางด้านหลังของตัวคฤหาสถ์ ถึงแม้จะเป็นห้องสมุดส่วนตัวแต่ก็มีหนังสือจำนวนไม่น้อย ทำให้บางครั้งเมลเองก็ลืมเวลาอยู่บ่อยๆ เช่นเดียวกับวันนี้ที่หลบมานั่งอ่านหนังสือตั้งแต่หลังมื้ออาหารเย็นจนกระทั่งดึกดื่นค่อนคืนไปโดยไม่รู้ตัว

“ฮื้อ! ไปอยู่ที่ไหนนะ” เมลพึมพำกับตนเอง เมื่อก้มตัวควานหาปากกาบนพื้นพรมหนานุ่มใต้โต๊ะสำหรับนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือในห้องสมุด

“หาอะไร?” เสียงทุ้มที่ถามลอยๆ นั้นทำให้เมลสะดุ้ง ผวาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วจนศีรษะไปกระแทกกับเหลี่ยมของขอบโต๊ะอย่างแรง

“..........!!!”

เมลร้องไม่ออกเมื่อรู้สึกความเจ็บปวดที่วูบขึ้น ร่างบางยกมือกุมศีรษะทำท่าจะทรุดลง ถ้าไม่ได้มือแข็งแรงคู่หนึ่งหิ้วไว้ เมลน้ำตาคลอขณะที่มือใหญ่นั้นแหวกเส้นผมอย่างรวดเร็วเพื่อหารอยแผลให้
“โอย! อย่านะ เจ็บ! บอกว่าเจ็บไง!!!” เมลครางแล้วอุทานเมื่อมือใหญ่นั้นกดไปรอบรอยที่บวมโนขึ้นมาทันตาเห็น

“เดี๋ยวซิ” เสียงนั้นดังขึ้นห้วนๆ เมื่อเมลพยายามขยับศีรษะหนี

“เอาล่ะ ไม่มีแผลเลือดออก คราวหน้าก็ระวังหน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยแล้วลดมือลงไปวางไว้ที่เอวเล็ก เมลยืนทำตัวแข็งก่อนจะขยับเพื่อจะดันตัวออก แต่ไม่สามารถปลดวงแขนนั้นออกไปได้ ร่างบางรีบเอ่ย

“งั้นก็ปล่อยผมได้แล้ว จาเรด” แทนที่จะปล่อยชายหนุ่มกลับรวบร่างโปร่งบางเข้าไปใกล้ สูดลมหายใจลึกเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผม วงแขนแข็งแรงราวกับปลอกเหล็กรัดเอวบางแน่นขึ้นเหมือนจะแกล้ง จนทำให้เมลเงยหน้าขึ้นอย่างโมโห แล้วก็ชะงักเมื่อสบสายตามีแววประหลาด ชายหนุ่มมองร่างบางในอ้อมแขนก่อนจะก้มหน้าลงช้าๆ จนรับรู้ถึงลมหายใจอีกฝ่าย

เมลมองลึกลงไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มอย่างงุนงง แล้วก็รู้ตัวเมื่อริมฝีปากของชายหนุ่มก้มลงมาช้าๆ จนชิด ร่างบางสะบัดศีรษะหนีทันที ดวงตาสีม่วงอ่อนใสทอแววตกใจ จาเรดยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อเห็นกริยานั้นก่อนจะค่อยคลายอ้อมแขน ทำให้เมลรีบถอยออกมาอย่างรวดเร็วขณะที่หัวใจเต้นถี่แรง มือเล็กยกขึ้นแตะริมฝีปากมองร่างสูงที่ยืนตระหง่านตรงหน้าอย่างทำอะไรไม่ถูก แต่ชายหนุ่มเปลี่ยนท่าที่เป็นเฉยเมยแล้วถามด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ

“ดึกแล้วนะ เธอมาทำอะไรอยู่ที่นี่”

“ผมมาอ่านหนังสือ” เมลตอบหางเสียงยังสั่นเล็กน้อย ชายหนุ่มทำสีหน้ารับรู้มองร่างตรงหน้าที่ยังทำท่าระวังตัว ก่อนจะหันไปที่ตู้หนังสือพลางเลือกดึงออกมาสองสามเล่มเปิดดูเหมือนไม่สนใจอะไรอีก เมลยืนนิ่งอย่างงุนงงเมื่อเห็นชายหนุ่มทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอเริ่มควบคุมตัวได้จึงค่อยๆ ถอยหลังก่อนจะเลี่ยงออกไป แต่ก็ชะงักเมื่อจาเรดทัก

“เธอไม่เลือกหนังสือไปอ่านอีกหรือไง ฉันช่วยเลือกให้ เอาไหม?”

“ไม่!…เอ่อไม่ต้องแล้วครับ” ร่างบางรีบปฏิเสธก่อนอย่างตกใจ ก่อนจะอ้ำอึ้งพูดต่อแล้วรีบเปิดประตูออกไป จาเรดมองประตูที่ปิดตามหลังแล้วเหยียดยิ้มมุมปากเล็กน้อย ค่อยวางหนังสือที่เปิดดูเมื่อครู่ลงบนโต๊ะอย่างไม่สนใจ

©©©©©©©

เมลก้มตัวลงสวมรองเท้าแล้วก็เงยหน้าขึ้นถอนใจอย่างเซ็งๆ เมื่อรถคันยาวใหญ่เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบด้านหน้า คนขับรถรีบอ้อมมาเปิดประตูให้จาเรดอย่างนอบน้อม

‘นี่เพิ่งบ่ายสาม ทำไมวันนี้ถึงกลับเร็ว’ เมลคิดในใจปกติชายหนุ่มจะกลับมาถึงประมาณหกโมงเย็นหรืออาจก่อนหน้านั้นเล็กน้อยนี่นา ร่างโปร่งบางทำท่าก้าวหลบ พอดีกับที่ชายหนุ่มเดินเข้ามาดักหน้าที่ระเบียงกว้างนั้นพอดี

“ทำไมต้องรีบหลบด้วยล่ะ เมล พักนี้ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกันเลย” เมื่อได้ยินน้ำเสียงแฝงแววเยาะนั้น เมลก็หันมาสบตาชายหนุ่มก่อนจะตอบเสียงขุ่น

“ผมไม่ได้หลบ”

“งั้นหรือ ฉันคิดว่าเธอกำลังหลบเพราะกลัวฉันเสียอีก” น้ำเสียงเรียบตรงข้ามกับแววตาที่ทอประกายประหลาด

“ผมไม่ได้กลัวคุณ ทำไมจะต้องกลัวคุณด้วย” หลุดปากไปแล้วเมลหน้าแดงเพราะรู้ตัวว่ากำลังพูดโกหก เมื่อถูกทักเข้าก็รู้สึกถึงความโกรธก็เริ่มกรุ่นขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสายตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองเขาอย่างประเมิน

“นั่นน่ะสิ ไม่มีเหตุผลที่เธอต้องกลัวฉันนี่ อืมม์... หรือว่ามี?” ร่างสูงขยับเดินเข้ามาใกล้ ร่างที่เล็กกว่าของเมลจึงค่อยถอยไปทีละก้าวจนชิดราวระเบียง เมลหันหน้าไปดูด้านหลังแวบหนึ่ง พอหันกลับมาก็ชะงักเมื่อร่างสูงอาศัยจังหวะนั้นก้าวเข้ามาจนชิด แววตาสีน้ำตาลอมทองนั้นเยือกเย็นมีนัยประหลาดที่ทำให้เมลตัวแข็งทื่อ

“เมล!” เสียงเสียงดังแว่วมาเบาๆ

“เมล! ตกลงวันนี้ซาร่าห์จะมาหรือเปล่า แม่จะได้ให้เตรียมอาหารเพิ่ม” เสียงแคธเธอรีนดังมาก่อนที่จะโผล่หน้าออกมาที่ระเบียง ทำให้เมลค่อยๆ ผ่อนลมหายใจจนไม่ทันเห็นแววตารู้ทันของชายหนุ่ม

“อ้าว! จาเรด กลับมาแล้วหรือจ้ะ” แคธเธอรีนถามอย่างอ่อนโยนเมื่อมองเห็นจาเรด ร่างสูงขยับถอยออกมา ก้มศีรษะรับเล็กน้อยกับการทักทายเมลจึงรีบเอ่ยกลบเกลื่อน

“มื้อเย็นนี้ผมชวนซาร่าห์ไว้แล้ว เอ่อ! ได้เวลาแล้วผมขอไปรับเธอก่อนนะครับ” เมลรีบถือโอกาสขอตัวแล้วหมุนกายเดินออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อมารดาโผล่เข้ามาขัดจังหวะ ทำให้จาเรดมองตามพร้อมกับแววตาครุ่นคิดแกมมาดหมาย

©©©©©©©


ซาร่าห์วางแก้วเครื่องดื่มลงขณะมองไปที่จาเรดอย่างพอใจ เธอยอมรับว่าตื่นเต้นกับการมาร่วมโต๊ะอาหารเย็นวันนี้ เด็กสาวใช้เวลาเตรียมตัวนานเป็นพิเศษ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อเมล แต่เพื่อเป็นการเพื่อดึงความสนใจจากชายหนุ่มร่างสูงแววตาทอประกายเยือกเย็นน่าค้นหาตรงหน้านี่ต่างหาก อยากรู้นักว่าเวลาอยู่บนเตียงชายหนุ่มจะทำให้เตียงร้อนเป็นไฟได้แค่ไหน

ซาร่าห์คิดอย่างมาดหมายโดยไม่สนใจว่าตนเองกำลังเล่นกับไฟ “ของอย่างนี้มันต้องลอง” ซาร่าห์ไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาอย่างที่พยายามแสดงให้เมลเห็น และตอนนี้เธอมีเป้าหมายที่น่าสนใจกว่า

เธออาจจะโชคดีจับชายหนุ่มที่เป็นที่ใฝ่ฝันของหญิงสาวทั้งเมืองนี่ก็ได้

‘จาเรด’ ชายหนุ่มช่างดูมีเสน่ห์ของบุรุษเพศที่ร้อนแรงชวนให้ค้นหา และยิ่งเพียบพร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติมากมายที่ทำให้เป็นที่ดึงดูดใจ เธอคิดอย่างทะนงในความสวยระดับดาวของมหาวิทยาลัยของตนว่าจาเรดคงสนใจเธอไม่น้อย สาเหตุหนึ่งก็เพราะสายตาคมกริบมักจะมองข้ามโต๊ะอาหารมาที่เธอกับเมลอย่างพิจารณา

จาเรดยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น มองกริยาและแววตาอ่อนโยนของเมลที่ปฏิบัติกับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วหรุบสายตาลงมองแก้วไวน์เพื่อซ่อนแววตาบางอย่าง จนกระทั่งมื้อเย็นเสร็จสิ้น

ร่างสูงเขย่าแก้วบรั่นดีในมือเล็กน้อย ขณะมองเงาร่างของเมลกับซาร่าห์จากบนระเบียงกว้าง เมลเปิดประตูรถให้ซาร่าห์

“ขอบคุณนะเมลสำหรับอาหารค่ำวันนี้” ซาร่าห์ยิ้ม เอื้อมมือมาจับที่ปกเสื้อของเมล เด็กหนุ่มลูบเรือนผมคนรักก่อนจุมพิตอำลาอย่างอ่อนโยน

“ให้ผมนั่งไปเป็นเพื่อนจนถึงที่บ้าน ดีมั้ย”

“ไม่ต้องหรอกเมล แค่รถไปส่งที่บ้านนี่ก็พอ ดึกแล้วนั่งกลับไปกลับมาเปล่าๆ”

“งั้น ราตรีสวัสดิ์ ซาร่าห์” เมลยิ้มก่อนจะปิดประตูรถให้ พร้อมกับบอกคนขับรถให้ไปได้ ยืนมองจนรถเลี้ยวพ้นประตูบ้านจึงหมุนตัวเดินขึ้นบันไดมาแล้วก็ชะงัก เมื่อเห็นร่างสูงยืนอยู่บนระเบียง

“คนรักเธอน่ารักดีนะ คงคบกันมานานแล้วสิ” จาเรดเอ่ยเบาๆ แฝงความนัยที่ทำให้เมลหันขวับมามอง พร้อมกับเอ่ยอย่างไม่พอใจ

“เรื่องของผมไม่เกี่ยวกับคุณนะครับ จาเรด” แล้วร่างที่เล็กกว่าเดินผ่านหน้าไปอย่างไม่สนใจ

©©©©©©©

ร่างสูงใช้มือรูดเน็คไทออกช้าๆ ขณะที่ก้าวเข้ามาในห้องโถงด้านหน้าแล้วก็ชะงักเล็กน้อย เมื่อมองเห็นร่างเพรียวของเด็กหนุ่มยืนพิงเคาเตอร์เอียงคอหนีบหูโทรศัพท์ไว้กับไหล่ ขณะมือกำลังเลือกซองจดหมายในถาดที่แม่บ้านเอามาวางไว้อย่างไม่สนใจนัก

“ฉันไม่ว่างจ้ะเมล ตอนนี้กำลังเตรียมตัวไปสมัครงานอยู่นะ” เมลยิ้มกับหูโทรศัพท์

“อืมม์ บริษัทคอมพิวเตอร์ที่เคยบอกใช่มั้ย แล้วตอนเย็นล่ะ? พักนี้เราไม่เจอกันนานแล้วนะ” เมลถามซาร่าห์อย่างอ่อนโยน ตอนนี้ซาร่าห์เองก็คงกำลังยุ่งเพราะเป็นช่วงหางานทำ

“ฮื้อ! ก็ไม่ได้เรียนเก่งจนมีบริษัทมาเรียกตัวไปทำงาน มากซะจนเลือกไม่ถูกเหมือนบางคนนี่นะ” น้ำเสียงใสนั้นมีแววอิจฉาจนทำให้เมลหัวเราะเบาๆ ก่อนจะถามซ้ำ

“ตกลงแล้วตอนเย็นล่ะ?”

“คงไม่ได้หรอกจ้ะ ต้องไปธุระต่อ แล้วคืนนี้กลับดึกไม่ต้องโทรมานะจ้ะ”

เมลวางหูโทรศัพท์ลงพร้อมกับถอนหายใจ พักนี้เขาไม่ได้เจอกับซาร่าห์เลย โทรไปหาก็ไม่ค่อยอยู่ คุยกันได้เพียงทางโทรศัพท์แล้วซาร่าห์ก็รีบตัดบทวางหูไป

เมลลุกขึ้นแล้วก็ตัดสินใจ ไม่เป็นไรเย็นนี้เขาไปรอซาร่าห์ที่ห้องก็ได้ วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ เมลยิ้มเมื่อนึกว่าซาร่าห์คงยุ่งอยู่กับการสอบจนลืมวันเกิดของตัวเอง เมลอยากให้ซาร่าห์ดีใจกับของขวัญของเขา เด็กหนุ่มมองดูสร้อยคอเส้นเล็กในมือที่อุตสาห์เก็บเงินจากงานพิเศษซื้อ โดยไม่แตะต้องค่าใช้จ่ายที่ได้รับจากคาร์ตัน เมลเคยเห็นว่าซาร่าห์อยากได้มันมากตอนที่เห็นมันครั้งแรกในตู้โชว์

เมลเก็บสร้อยคอเส้นเล็กใส่กระเป๋าเสื้อ ร่างบางวิ่งขึ้นบันไดพร้อมกับผิวปากอย่างร่าเริง จาเรดซึ่งยืนพิงประตูมองตามแล้วยิ้มมุมปาก ก่อนหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ

©©©©©©©

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อเห็นไฟในห้องพักสว่างแล้วก็ยิ้ม ซาร่าห์คงกลับมาแล้ว เมลค่อยๆ ไขกุญแจเปิดประตูเข้าไป ตั้งใจที่จะทำให้คนรักประหลาดใจ

แม้เสียงเปิดประตูจะเบา แต่ก็กระทบหูของร่างสูงที่กำลังทาบทับอยู่กับร่างอวบของซาร่าห์ แววตาสีน้ำตาลแกมทองทอประกายวูบ

เมลชะงักมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง ของขวัญหลุดจากมือลงไปกลิ้งแทบเท้า เมื่อเห็นร่างเปลือยสองร่างที่กำลังโรมรันกันอยู่บนโซฟาตัวใหญ่

‘จาเรดกับซาร่าห์’

เมลเย็นวูบ เมื่อมองร่างสูงแข็งแกร่งเปลือยเปล่าที่กำลังทาบทับอยู่บนร่างคนรักของเขา ได้ยินแต่เสียงกรีดร้องพร่ำวอนขออย่างไม่อายของซาร่าห์ เด็กสาวตกอยู่ในห้วงหฤหรรษ์จนไม่ได้ยินเสียงอะไร นอกจากเร่งเร้าชายหนุ่มที่ยังควบคุมตนเองได้อย่างมั่นคง

“ได้โปรด อา... จาเรด ชั้นต้องการคุณ แรงอีก” ร่างเปลือยบิดเร่าเมื่อชายหนุ่มผ่อนจังหวะลง

“หึ เธอร้อนแรงอย่างนี้ เมลคงทำให้เธอพอใจไม่ได้ล่ะสิ” จาเรดพึมพำ

“โอ.... เมลน่ะเด็กออก..... ชั้น....ไม่เคยมีอะไรกับเค้าน่ะ ชั้นชอบคุณมากกว่า...” ซาร่าห์พร่ำออกมา

“หึ ถ้าอย่างนั้นเขาคงไม่รู้สิว่าเธอน่ะเชี่ยวชาญขนาดไหน....” จาเรดเร่งเร้าจังหวะรักจนกระทั่งซาร่าห์กรีดร้องออกมาเมื่อถึงจุดสุดยอดอย่างรุนแรง

ชายหนุ่มถอนกายออกหลั่งรินความร้อนผ่าวลงไปที่หน้าท้องขาวนวลของซาร่าห์ ทำให้เด็กสาวครางอย่างผิดหวัง จาเรดมองร่างเปลือยตรงหน้าแล้วพลิกตัวนั่งบนโซฟาตัวใหญ่นั้นช้าๆ ก่อนจะคว้าบุหรี่ขึ้นมาจุด พ่นควันบุหรี่ออกมาแล้วเอ่ยปากขึ้น

“ไง! เมล จะยืนอยู่ที่นั่นอีกนานมั้ย”

ประโยคนั้นทำให้ซาร่าห์ลุกพรวดพราดขึ้นอย่างตกใจ แต่ชั่วครู่ก็วางสีหน้าเฉย ร่างอวบเบียดเข้ากับหลังของจาเรดอย่างไม่อาย ไม่จำเป็นแล้วนี่! ตอนนี้เธอแน่ใจว่าจับจาเรดได้แล้ว เด็กสาวคิดอย่างมั่นใจในตนเอง

ร่างสูงหันไปมองร่างเปลือยที่แนบอยู่กับแผ่นหลัง แววตาของชายหนุ่มเยือกเย็นไม่บ่งบอกความรู้สึกใด

ร่างบางยืนกำหมัดแน่นมองร่างสูงแข็งแกร่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ มือที่คีบบุหรี่ยกขึ้นเสยผม เอนกายพิงเก้าอี้โดยไม่สนใจกับการปกปิดร่างกายตนเอง มืออีกข้างไล้ไปที่ต้นขาขาวของซาร่าห์ที่เบียดอยู่ใกล้ๆ โดยที่เด็กสาวไม่ได้แสดงกริยาอับอายหรือรู้สึกผิดเลย

เมลเข้าใจเรื่องทั้งหมด

เขาน่าจะมองออกว่าซาร่าห์หลงใหลในรูปลักษณ์ และความร่ำรวยของจาเรดแค่ไหน สายตาของเมลมองสบตาจาเรด แล้วก็หันไปที่ซาร่าห์อย่างเจ็บปวด ก่อนจะหมุนกายเดินออกไปจากห้องพักของซาร่าห์เงียบๆ ไม่มีคำต่อว่าและไม่มีแม้แต่ประโยคใดหลุดออกมา

จาเรดลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำแล้วออกมาสวมเสื้อผ้าช้าๆ ร่างเปลือยของซาร่าห์ถลามาโอบกอดเขาไว้

“คุณจะมาอีกเมื่อไหร่คะ”

“ฉันจะไม่มาอีกแล้ว นี่ค่าตอบแทนของเธอ” จาเรดเขียนเช็คแล้วโยนไว้ที่เก้าอี้ ซาร่าห์มองอย่างตะลึง ใจหายวูบความหวังหลุดลอยไป

“ไม่ ฉันไม่ยอม ฉันไม่ยอมจบลงแค่นี้” เด็กสาวกรีดเสียงโวยวาย แต่ก็ชะงักกึกเมื่อสบตาสีน้ำตาลเข้ม แววตาเย็นชาที่มองมาทำให้สั่นระริกด้วยความกลัว เพราะเธอไม่เคยเห็นสีหน้าเช่นนี้ของจาเรดมาก่อน

“ฉันเตือนเธอแล้วนะ ความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับความพอใจของฉัน เธอเองก็เต็มใจตกลง ไม่ใช่หรือ เงินนี่มากพอที่จะทำให้เธอเริ่มต้นใหม่กับใครก็ได้”

“แต่...แต่ว่า..” ซาร่าห์สะอึกสะอื้น ในเมื่อเขาเอาอกเอาใจ และปรนเปรอด้วยเงินทองและของมีค่าต่างๆ จนเธอฝันหวานคิดว่าชายหนุ่มจะจริงจังด้วย เธอเคยมั่นใจมาตลอดว่าเรื่องบนเตียงจะสามารถผูกมัดเขาไว้ได้

ถ้ารู้อย่างนี้เธอจะไม่ยอมปล่อยมือจากเมล ซาร่าห์มองตามร่างสูงที่เดินออกไปอย่างหมดหวัง

เมลเดินออกมาเรื่อยๆ จากห้องพักของซาร่าห์โดยไม่ได้สนใจทิศทาง ในสมองยังคงมีภาพในห้องนั้นติดตรึงไม่ลบเลือน จาเรดกับซาร่าห์ เมลเจ็บปวดเมื่อคิดถึงคนรักของเขา เด็กสาวที่น่ารักคนนั้นไม่ได้มีอยู่จริง ในที่สุดเมลก็เข้าใจเธอเพียงแค่หลอกลวงเขา เด็กหนุ่มเงยหน้าเมื่อเดินไปสุดถนน มองป้ายชื่อหน้าร้านที่อยู่ตรงหัวมุมก่อนจะผลักบานประตูเดินเข้าไป

เพียงไม่นานนักที่จาเรดกลับมาทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป แต่เขาไม่คิดว่าจาเรดจะต้องการซาร่าห์จริงๆ เด็กสาวคงเป็นแค่ของเล่นผ่านทางของชายหนุ่มเท่านั้น แล้วสำหรับจาเรดทำเช่นนี้เพราะอะไร เด็กหนุ่มนั่งมองแก้วเหล้าในมือก่อนจะยกขึ้น ฤทธิ์ร้อนแรงและขมขื่นเผาไหม้ลำคอจนต้องกระแอมออกมาเบาๆ แต่มือก็ยังคว้าคอขวดเหล้ายกขึ้นรินอีกครั้ง

©©©©©©©

เมลทรุดลงกับเบาะของรถแท็กซี่ หลังจากพยายามบอกทางกลับบ้าน ร่างโปร่งบางครางเบาๆ กับความรู้สึกเวียนหัวผสมกับอาการคลื่นไส้

“แย่ชะมัด!!” เมลพึมพำกับตนเอง เพียงแค่ไม่กี่แก้วก็แทบจะครองสติไม่อยู่จนต้องยอมแพ้ หวังว่าแม่คงจะไม่คอยอยู่นะ เมลไม่อยากให้แคธเธอรีนเห็นสารรูปนี้ของตน

คำภาวนาคงได้ผล คฤหาสถ์หลังใหญ่เงียบสนิทเหลือเพียงคนรับใช้ที่คอยเปิดประตูให้อย่างงงๆ กับสภาพของเด็กหนุ่ม เมลสั่นศีรษะปฏิเสธเมื่อคนรับใช้เข้าประคอง

“ไม่เป็นไร” ร่างบางเอ่ยในลำคอขณะพยุงตัวขึ้นบันไดไปช้าๆ ทั้งที่แทบจะทรงตัวให้เดินตรงๆ ไม่ได้ เมลสะบัดศีรษะเมื่อมองเห็นขั้นบันไดพร่าซ้อนกัน

เมื่อเปิดประตูห้องได้ เมลก็พยายามคลำทางไปที่เตียงแต่แล้วก็สะดุ้งเมื่อไฟในห้องสว่างพรึบขึ้นมา เมลหันขวับไปแต่แล้วก็กุมขมับครางเบาๆ เมื่อรู้สึกห้องหมุนขึ้นมาวูบจนรู้สึกปวดศีรษะอยากจะอาเจียน ร่างบางพยายามกระพริบตาถี่ๆ สู้กับแสงไฟที่สว่างขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ร่างสูงค่อยขยับลุกขึ้นยืนช้ามองสภาพที่พยายามทรงตัวให้ตรงของเมล เขาถอนหายใจเมื่อมองใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์อัลกอฮอล์ เสื้อเชิ้ตที่สวมอยู่หลุดลุ่ยจนมองเห็นแผ่นอกเรียบเนียน สภาพที่เป็นอยู่บอกว่าเจ้าตัวเมาแทบไม่รู้เรื่องแล้ว ชายหนุ่มจับร่างบางที่ยืนโงนเงนอยู่พาดไหล่เดินเข้าห้องน้ำ วางลงในอ่างอาบน้ำแล้วเปิดฝักบัวรดทันที

“โอ้ย!!! จะบ้าหรือไง” เมลโวยวายขึ้นทันที

“เธอนั่นแหละ ดื่มไม่เป็นยังฝืนดื่มจนสารรูปไม่เป็นผู้เป็นคนแล้ว” จาเรดสวนกลับ ก่อนจะลงมือปลดเสื้อผ้าออกจากร่างเด็กหนุ่ม โดยไม่สนใจกับอาการดิ้นรนและโวยวายประท้วง

“คุณไม่มีสิทธิที่จะว่าผมนะ คุณเองก็ยังกับดีนักนี่” เมลพูดด้วยน้ำเสียงกล่าวหา ทำให้จาเรดเงยหน้าขึ้น ตอนนี้ร่างสูงของชายหนุ่มก็พลอยถูกละอองน้ำที่กระจายมาโดน เพราะแรงดิ้นของคนที่ถูกจับอยู่จนเปียกไปด้วย

“แค่ผู้หญิงคนเดียว แล้วเขาไม่ดีพอสำหรับเธอหรอกเมล” จาเรดพูดเสียงเรียบขณะที่มือไม่ชะงักแม้แต่น้อย

ไม่นานเมลก็เปลือยเปล่าอยู่ภายใต้น้ำฝักบัวที่โปรยปรายลงมา ผมสีทองเปียกลีบ ดวงตาสีม่วงอ่อนใสเงยหน้ามองเขาอย่างโกรธขึ้ง แล้วก็ต้องกระพริบตาปริบเมื่อหยดน้ำไหลผ่านม่านขนตาลงมา เมื่อลืมตาอีกครั้งมือเล็กก็ยกขึ้นเหนี่ยวคอร่างสูงหวังจะทำร้ายฝ่ายตรงข้ามบ้างทันที ทำให้จาเรดที่กำลังโน้มตัวลงมาเช็ดหน้าให้ไม่ทันระวังเสียหลักหล่นโครมลงมาในอ่างด้วย

เสียงสบถดังลั่นมาจากปากของชายหนุ่ม พร้อมกับเงยหน้ามองตัวต้นเหตุอย่างโมโห กลับพบว่าร่างบางนั่งหัวเราะคิกคักด้วยความเมาก่อนจะเงียบหายไป ตัวเริ่มไหลลงไปเอนกับขอบอ่างด้วยไม่สามารถทรงตัวไว้ได้

อารมณ์โกรธของจาเรดค่อยลดลงเมื่อมองร่างเปลือยเปล่า ผิวขาวนวลเริ่มเป็นสีชมพูระเรื่อจากน้ำอุ่น แขนขาเรียววางทอดอยู่ตรงหน้าเขาอย่างไร้เรี่ยวแรง จาเรดถอนใจลึก ชายหนุ่มชะโงกหน้าไปค่อยๆ แนบริมฝีปากกับเรียวปากสีแดงสดตรงหน้า ลมหายใจที่แฝงกลิ่นเหล้าอ่อนๆ ยิ่งชวนให้มึนเมา ปลายลิ้นแทรกเข้าไปดูดชิมความหวานภายในอย่างดูดดื่ม เมื่อถอนริมฝีปากออกก็ช้อนร่างเปลือยของเมลออกมาจากห้องน้ำแล้ววางลงบนเตียง

“ทำไม? ... ถึง.. จาเรด.....” เมลกระซิบเบาๆ รู้สึกมึนงง ทั้งห้องดูราวกับหมุนได้จนต้องหลับตาลง ทำให้ไม่เห็นสายตาที่จ้องอย่างมีความหมายและทวีความปราถนาขึ้นเมื่อเห็นร่างอ่อนปวกเปียกบนเตียง

“...........” ร่างสูงกระซิบแต่ไม่ได้เข้าถึงโสตประสาทของเมลแม้แต่น้อย

ทั้งคู่ยังคงเปียกชื้นจากหยดน้ำอยู่แต่จาเรดไม่สนใจ ชายหนุ่มแนบร่างลงไปเคล้าคลึงร่างบอบบางตรงหน้า แทรกต้นขาแข็งแรงลงไประหว่างขาเรียวคู่นั้น เมลครางเบาๆประท้วงเมื่อรู้สึกอึดอัด แต่ไม่นานก็รู้สึกเคลิบเคลิ้ม ร้อนผ่าว รู้สึกเลือนรางถึงร่างสูงที่กำลังเคลื่อนไหว ลูบไล้เขาอยู่ ร่างบางถอนใจเมื่อรู้สึกถึงความเสียวซ่านแปลกๆ บิดกายรับสัมผัสนุ่มนวลนั้น นี่นะหรือที่ชายหนุ่มทำกับซาร่าห์เมลคิดอย่างพร่าเลือน ก่อนสะดุ้งเฮือกเมื่อรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่แทรกเข้ามาในกาย ร่างสูงใหญ่ชะงักเล็กน้อย

“อาาา.....” เมลครางเมื่อความรู้สึกวาบหวิว กึ่งทรมาน เสียงแผ่วนั้นกระตุ้นให้จาเรดรุกรานร่างบางหนักหน่วงขึ้น เสียงแผ่วทุ้มปะปนกับเสียงครางเครือจนแยกไม่ออกจนกระทั่งค่อนคืนค่อยแผ่วหายไป

©©©©©©©

“อ๊ะ..โอย.........” เสียงครางแผ่วดังมาจากบนเตียงที่ยับยุ่ง แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านหน้าต่างทาบลงบนร่างเปลือยที่นอนคว่ำหน้าบนเตียงใหญ่ เมลลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดหัวและเจ็บปวดทั่วตัวอย่างประหลาด ร่างบางขยับอย่างไม่สบายตัวและเมื่อเหลือบสายตาลง ดวงตาคู่สวยก็ต้องเบิกกว้างมองคราบแดงคล้ำ ที่เปรอะเปื้อนผ้าปูที่นอนอย่างตกใจ

“เป็นไงบ้าง” เสียงเรียบๆ ดังขึ้นทำให้เมลสะดุ้งหันขวับไปทันที ร่างสูงของจาเรดที่ยืนพิงหน้าต่างค่อยขยับเดินมาช้าๆ เมลกระถดตัวหนีเมื่อจดจำเหตุการณ์ได้ทั้งหมด แววตาสีม่วงจึงเป็นประกายกล้าด้วยความรังเกียจจนจาเรดชะงัก แต่แล้วร่างสูงก็ขยับเข้ามาอีก

“ทำไม เมื่อคืนเห็นเธอออกจะเต็มใจนี่นา” น้ำเสียงเรียบเรื่อยดูจะแฝงแววเยาะหยัน ทำให้เมลกำหมัดแน่น น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความโกรธ

“ออกไป! คนสารเลว ไปให้พ้นจากห้องผม!”

“ฉันแค่จะพาเธอไปห้องน้ำ เธอออกจะเลอะเทอะคงไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่” เมลหน้าแดงก่ำ เมื่อยังรู้สึกถึงความเปียกชื้นนิดๆ บริเวณสะโพกและเรียวขา

“ไม่ต้อง อย่าเข้ามาใกล้ผมอีก ผมรังเกียจ ผมขยะแขยงสัมผัสคุณ” ทันทีที่พูดจบแววตาของจาเรดทอประกายโทสะวูบขึ้นมาทันที จนเมลต้องห่อตัวดวงตามีแววหวาดกลัววูบหนึ่ง จาเรดหายใจลึกข่มกลั้นโทสะก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ” ร่างสูงหมุนกายออกไปจากห้องของเมล

เมลมองประตูที่ปิดตามหลังชายหนุ่ม ร่างเปลือยสั่นระริกด้วยความอับอายเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา จดจำอาการตอบสนองของตนเองภายใต้ร่างสูงที่กดทับลงมา เมลยกมือปิดปากตนเองพยายามกลั้นเสียงตะโกนเอาไว้ในลำคออย่างสุดความสามารถ

จาเรด! เมลคิดถึงชื่อนี้อย่างแค้นใจระคนเจ็บปวด เขาจะไม่อภัยให้กับการกระทำครั้งนี้

“ก๊อก !! ก๊อก !!”

“เมล เมล เป็นอะไรหรือเปล่าลูก? สายแล้วไม่เห็นลงไปทานอาหารเช้า” เสียงแคธเธอรีนร้องเรียก ทำให้เมลสูดลมหายใจลึกๆ พยายามฝืนลุกขึ้นแล้วก็ทรุดลงบนเตียงอีกครั้ง แม่กับคาร์ตันจะต้องไม่รู้เรื่องนี้ เขาจะไม่ยอมให้ทั้งคู่ต้องมีปัญหากับเรื่องที่เลวร้ายครั้งนี้

“ไม่....ไม่เป็นไรครับแม่ ผมไม่เป็นไร อยากนอนต่ออีกพักสายๆ จะลงไป”

©©©©©©©

เมลนั่งเงียบ ใบหน้าเรียวเผือดซีดเมื่อยังคงรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างแม้จะแค่ขยับตัวเพียงนิด สองวันมาแล้วที่เขาไม่สบายนอนซมอยู่บนเตียง เมื่ออาการดีขึ้นจึงพยายามฝืนลงมาร่วมโต๊ะอาหาร เนื่องจากไม่อยากให้ทั้งคาร์ตันและแคธเธอรีนกังวลจนต้องตามหมอ แต่คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามกลับยิ่งทำให้ร่างบางกินอาหารอย่างฝืดคอก่อนจะรวบช้อนส้อม

“เมล อิ่มแล้วหรือ” มารดาถามอย่างเป็นห่วง จาเรดเหลือบมองมาทำให้เมลลดมือลงไปวางที่ตักกำหมัดแน่น

“ครับ ผมขอตัวไปพักก่อนนะครับ” ร่างบางพยายามฝืนยิ้มเอ่ยตอบแล้วก็ขอตัว ไม่อยากแม้แต่จะอยู่ร่วมห้องกับจาเรดอีกต่อไป

“เมล เป็นอะไรไป หรือยังไม่สบายอยู่ เฮ้อ! อยู่ๆก็ไม่สบายนอนซมตั้งสองวัน” คาร์ตันมองตามร่างเมลแล้วหันมาถามภรรยา แคธเธอรีนได้แต่ส่ายหน้าขมวดคิ้วอย่างกังวล จาเรดวางช้อนลงบ้าง

“วันนี้ผมเหนื่อย ขอตัวก่อนนะครับ” ชายหนุ่มลุกจากโต๊ะอาหารทิ้งให้คาร์ตันกับแคธเธอรีนมองตามอย่างแปลกใจไปอีกคน

ร่างสูงลุกขึ้นเดินตามเมลทันที่เชิงบันไดโค้ง เมลหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า แล้วก็เมินหน้าไม่แสดงความสนใจเดินต่อไปยังห้องของตน จาเรดเดินไปจนชิดตัวกระชากร่างบางที่ทำท่าไม่แยแสเขาให้หันกลับมา มองลึกลงไปในดวงตาสีม่วงใสที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง

“อย่าทำเมินเฉยกับฉันนะ เมล” เมลสะบัดแขนทันทีแต่แล้วก็ต้องนิ่วหน้าเมื่อนิ้วแข็งแรงจิกต้นแขนเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

“อย่ามายุ่งกับผมอีก จาเรด ถ้าอยากนักก็ไปหาผู้หญิงของคุณ ที่ผ่านมาถือว่าผมให้ทานก็แล้วกัน” เมลเค้นเสียงออกมาสบตาสีน้ำตาลทองที่แลบเลียด้วยไฟโทสะโดยไม่หลบ

“ให้ทานงั้นหรือ” เสียงจาเรดแผ่วต่ำด้วยโทสะที่พุ่งขึ้นเช่นกัน กระชากร่างบางเข้าไปยังห้องของเมลด้วยกำลังที่เหนือกว่า ไม่สนใจอาการดิ้นรนของร่างเล็กแม้แต่น้อย

“คุณมันเลว จาเรด ผมเกลียดคุณ ออกไปจากห้องผมเดี๋ยวนี้” เมลพูดเสียงต่ำขณะสบตาจาเรด สิ่งที่จาเรดทำกับเขามันเลวร้ายเกินอภัย เรื่องของซาร่าห์เมลยุติธรรมพอที่จะไม่โทษจาเรดเพียงฝ่ายเดียว เพราะซาร่าห์เป็นฝ่ายที่ยินยอมพร้อมใจ แต่สำหรับเรื่องเมื่อคืนนี้เขาไม่สามารถยกโทษให้ได้ จาเรดกระชากร่างบางมาชิดอก ล็อคข้อมือบอบบางของเมลไว้ด้านหลัง กระซิบชิดริมฝีปาก

“อย่าทำให้ฉันโกรธ เพราะเธอจะต้องเสียใจที่ทำมันแน่” จาเรดแนบริมฝีปากลงมาทันทีไม่สนใจกับอาการดิ้นรนขัดขืน มืออีกข้างกดคางเล็กลง แทรกปลายลิ้นเข้าไป เมลครางเบาเมื่อรู้สึกถึงฟันที่กระแทกริมฝีปากด้านในจนรู้สึกถึงรสเค็มกร่อยของเลือด ร่างบางสะบัดศีรษะทันที แววตาวาวโรจน์

“อย่านะ ถ้าคุณทำร้ายผมอีกผมจะบอกแม่กับคาร์ตัน” จาเรดมองความพยายามที่จะขู่ของเมลแล้วยิ้มเย็น

“เธอกล้าบอกพวกเขางั้นหรือ ว่าเธอมีอะไรกับฉัน จะบอกให้ว่าฉันไม่แคร์หรอกนะ”

เมลอึ้งเมื่อได้ยินคำตอบเหมือนคนที่ถือไพ่เหนือกว่า จาเรดมองท่าทางเงียบงันแล้วก็ปล่อยมือออกช้าๆ ยิ้มอย่างคนที่อยู่เหนือกว่า ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป

©©©©©©©

“นี่คุณ ไม่ต้องถึงขนาดลงมือทำกระทั่งอาหารเช้าเองก็ได้” คาร์ตันปรามภรรยาเมื่อเห็นเดินถือจานอาหารออกมา

“เรื่องอะไร เดี๋ยวคุณก็เกเร ให้แม่บ้านทำอาหารตามใจปากอีกน่ะสิ ดร.มุลเลอร์สั่งให้ฉันระวังอาหารของคุณให้ดี ห้ามไขมัน แล้วก็น้ำตาลด้วย”

คาร์ตันทำหน้าเซ็งแต่แววตามองภรรยาอย่างเอ็นดู จาเรดนั่งฟังคำพูดหยอกล้อกันก่อนจะเหลือบไปมองคนที่นั่งตรงข้ามอย่างพิจารณา เมลนั่งเฉยเหมือนไม่ได้ยินอะไร จนกระทั่งคาร์ตันถามขึ้นมา

“เมล เป็นไงบ้าง ทำท่าเบื่อๆ อยากทำงานหรือยัง” เมลเงยหน้าขึ้นตอบเบาๆ

“ผมสมัครงานไว้แล้วครับ จะเริ่มงานอาทิตย์หน้า” คาร์ตันได้ยินก็หันมาขมวดคิ้ว

“ทำไมไม่ทำที่บริษัทเราล่ะ พ่อนึกว่าอยากพักอยู่เลยไม่ได้ถาม ให้ไปทำงานกับคนอื่นได้ยังไง พอดีเลยจาเรดมาทำงานแทนพ่อนี่ ให้เมลไปช่วยงานเป็นเลขาก่อนก็ได้ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

“ไม่ครับ” จาเรดปฏิเสธ พร้อมกับยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ สีหน้าไม่บอกความรู้สึก เมลเงยหน้าอย่างตกใจ ให้ทำงานกับจาเรดหรือ ร่างบางรีบปฏิเสธทันที

“ไม่ครับ ผมไม่ถนัดเรื่องธุรกิจแบบนี้” คาร์ตันหัวเราะ มองร่างบางอย่างเอ็นดู

“ไม่ถนัดก็ฝึกได้นี่นา เด็กฉลาดอย่างเราไม่นานก็เป็นงานเองนั้นล่ะ งั้นเมลเริ่มงานได้พรุ่งนี้เลยนะ ดีไหม” คาร์ตันถามจาเรด เมลนิ่งอึ้งตกใจจนหาข้ออ้างไม่ทัน

“ครับ ผมไปทำงานก่อนนะครับ” จาเรดตอบรับ คว้าเสื้อแล้วลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร หันกลับมาบอกเมล

“ถ้าอย่างนั้นตั้งแต่พรุ่งนี้เธอไปกลับที่ทำงานพร้อมกับชั้นก็ได้” เมลสบตาชายหนุ่ม เขาจะไม่ยอมแพ้และยอมถูกทำร้ายอีกต่อไปแน่ เมลสูดลมหายใจลึกก่อนจะปฏิเสธ

“ผมจะขับรถไปเองครับ”

“ก็ตามใจ”

©©©©©©©

“นี่เอกสารอะไรของเธอ เมล ทำไมถึงยังไม่เรียบร้อย ทำงานอย่างนี้ได้ยังไง อย่าคิดว่าเข้ามาทำงานนี้แล้วฉันจะยอมให้เธอทำอะไรง่ายๆ ได้นะ” จาเรดโยนเอกสารทิ้งลงบนโต๊ะ เมลเม้มริมฝีปาก มือบางค่อยๆ รวบรวมเอกสารที่กระจัดกระจายพึมพำเบาๆ

“ขอโทษครับผมจะรีบจัดการให้เรียบร้อย” ร่างบางรับคำด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาไม่แสดงความรู้สึก ขณะที่คนที่เข้ามารับคำสั่งต่อ หน้าซีดพร้อมกับย่นคออย่างเกรงๆ

เมลรู้ว่าเป็นความผิดของเขา เอกสารนี้จะต้องใช้ในวันพรุ่งนี้แต่เขายังทำไม่เรียบร้อย เพราะตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมานี้จาเรดสั่งให้เขาทำงานหลายอย่างจนเหมือนแกล้ง และเมลก็วิ่งวุ่นอยู่จนลืมเอกสารชิ้นนี้ไปสนิท

“ทำให้เรียบร้อยวันนี้ ฉันจะต้องเห็นเอกสารก่อนที่จะเลิกงาน”

“ครับ” ร่างบางถอยออกไปเงียบๆ ทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะถอนหายใจเบาๆ แล้วก็ก้มหน้าลงจัดการเอกสารในมือ จนเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งหนึ่งร่างบางก็ต้องตกใจเมื่อเวลาถึงทุ่มกว่าแล้ว ทุกคนที่แผนกเอกสารต่างกลับไปหมดแล้ว เมลรวบรวมเอกสารในมืออีกครั้งก่อนจะเข้าไปวางบนโต๊ะของจาเรด

“เอกสารครับ” เมลถอยกายออกห่างอย่างระวังตัว แล้วยืนมองชายหนุ่มตรวจและเซ็นเอกสาร ร่างบางถอนใจเบาๆ อย่างโล่งอก ขณะจะถอยกลับไปเก็บของที่โต๊ะทำงาน ร่างบางก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกคว้าข้อมือไว้ เมลสบตาคมกริบคู่นั้นเมื่อจดจำแววตาที่เริ่มแปรเปลี่ยนนั้นได้ เมลขยับดิ้นรนทันที

“ไม่..อย่า” จาเรดไม่สนใจกับการทัดทานนั้น

“เธอคิดหรือว่าจะหลบฉันไปได้นานอีกแค่ไหน” จาเรดเปรยขึ้นมา แล้วล็อคข้อมือเล็กที่เหวี่ยงออกมาด้วยมือเพียงข้างเดียวรั้งร่างบางลงมาบนตัก พร้อมกับปลดเสื้อผ้าของเมลออกอย่างชำนาญไม่สนใจกับอาการดิ้นรน มือแข็งแรงยกร่างบางขึ้นวางบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เมลสะดุ้งเมื่อผิวเรียบเนียนกระทบกับความเย็นของพื้นกระจก ยกขาขึ้นยันแต่นั่นเท่ากับเปิดโอกาสชายหนุ่มแทรกกายเข้าไปยืนระหว่างต้นขาขาวคู่นั้น

เมลหมดทางสู้มองร่างสูงที่โน้มตัวลงมาพร้อมกับพร้อมกับกัดฟันแน่น ไม่มีคำพูดขอร้องหรือทัดทานจากร่างบางอีก ไม่มีประโยชน์ที่จะขัดขืนความต้องการของจาเรดเพราะจะยิ่งทำให้จาเรดรุนแรงขึ้น ร่างบางเกร็งรับการรุกรานของร่างสูงใหญ่ที่แทรกเข้ามาในตัว

ชายหนุ่มค่อยขยับกายอย่างช้าๆ ร่างบางเผลออ้าปากอุทานเมื่อจาเรดค่อยเพิ่มจังหวะขึ้น ดวงตาสีม่วงอ่อนใสเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นพร่ามัว เมื่อร่างกายยอมแพ้กับความต้องการปลดปล่อยตามธรรมชาติ เมลหายใจหอบรู้สึกวาบหวิวเสียวซ่าน หัวใจเต้นระทึกถี่เร็ว ร่างกายเริ่มตอบสนองจนชายหนุ่มบรรลุการปลดปล่อยออกมาอย่างรุนแรง เมลหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อนขณะที่ชายหนุ่มฟุบลงมากับแผ่นอกขาวนวล

©©©©©©©

ร่างบางค่อยๆ ลืมตา พบว่าตนเองนอนอยู่บนเก้าอี้ยาวภายในห้องทำงาน ร่างเปลือยมีเสื้อนอกของจาเรดคลุมไว้ถึงต้นขา ขณะที่เจ้าของเสื้อยืนสูบบุหรี่มองเหม่อออกไปที่ทิวทัศน์อันพราวระยับไปด้วยแสงไฟของเมืองใหญ่ ร่างสูงหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงขยับตัว

เมลเมินหน้าหนี รู้สึกอับอายกับการตอบสนองของร่างกายที่ไม่สามารถควบคุมได้ ร่างบางเก็บเสื้อผ้าที่วางไว้ข้างตัวขึ้นมาสวมใส่อย่างเงียบๆ ขมวดคิ้วกับความรู้สึกเปียกชื้นที่ต้นขา จาเรดเดินมารับเสื้อคลุมก่อนจะจับต้นแขนร่างบางเดินออกไป

คนขับรถรีบเปิดประตูคอยเมื่อเห็นเจ้านายเดินลงมา เมลบิดแขนเล็กน้อยเพราะรถเขาจอดอยู่อีกด้าน แต่หนีนิ้วแข็งแรงของจาเรดไม่พ้น ร่างบางถูกผลักเข้าไปในรถจนต้องทรุดนั่งลงกับเบาะรถอย่างยอมแพ้ เหลือบไปมองร่างที่ก้าวเข้ามานั่งคู่อย่างไม่พอใจ แต่พอรถเริ่มเคลื่อนที่ไปไม่นาน เบาะที่หนานุ่มและอากาศเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศในรถ ก็ทำให้ร่างที่แข็งขืนเผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

จาเรดหันมามองเมื่อรู้สึกถึงความเงียบ แล้วก็ต้องชะงักเมื่อมองเห็นศีรษะเล็กที่เอียงซบกับประตูรถหลับสนิท ชายหนุ่มคลี่เสื้อคลุมให้แล้วมองร่างบางอย่างพิจารณาตั้งแต่ใบหน้างดงาม เลื่อนลงมาที่ริมฝีปากบางซึ่งเจ้าตัวมักจะเม้มไว้แน่นเมื่อไม่พอใจ เอื้อมมือไปดึงร่างบางมาพิงไหล่ตนเอง ปลายนิ้วแข็งแรงไล้ไปที่ริมฝีปากบวมช้ำด้วยกริยาอ่อนโยน แววตาแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลลงอย่างที่เมลไม่มีโอกาสได้เห็น

“เมล ถึงบ้านแล้ว” เมลสะดุ้งลืมตาขึ้น เก็บสีหน้าแทบไม่ทันเมื่อพบว่าตนเองนอนอิงอกกว้างไว้ นี่เขาหลับอย่างไม่ระวังตัวเลยหรือต่อหน้าศัตรูอย่างจาเรด ร่างบางค่อยๆ ลุกขึ้นก่อนยกมือเสยผมแล้วลงจากรถไปอย่างเงียบๆ ทิ้งให้ร่างสูงเดินตามไปช้าๆ

เมลล็อคประตูห้องฟุบกายลงกับเตียง ทำไมบทรักของจาเรดครั้งนี้ถึงอ่อนโยนและดึงเอาการตอบสนองของเขาไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ ยิ่งกว่านั้น ทำไมเขาถึงเริ่มชินกับเรื่องนี้ได้ถึงขนาดนี้

ในคืนต่อมา เมลก็ต้องสะดุ้งและค่อยหันมาช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงคลายล็อคกุญแจ เงาร่างสูงยืนเด่นอยู่ที่ขอบประตู นิ้วเรียวแข็งแรงเกี่ยวพวงกุญแจแกว่งช้าๆ

“ไม่มีประโยชน์ที่จะล็อคเมล เพราะถ้าฉันต้องการฉันก็เข้ามาได้ทุกเมื่อ” จาเรดพูดเสียงเรียบพร้อมกับปิดประตูตามหลัง เมลเชิดหน้าขึ้นเมื่อเตรียมตัวสู้ แต่เมื่อมองร่างสูงใหญ่ด้วยพลกำลังและความปราดเปรียวของจาเรด ดวงตาสีม่วงก็เป็นประกายวาววับด้วยความโกรธและอับจน มองเห็นชะตากรรมของตนเมื่อร่างสูงกระตุกสายรัดเสื้อคลุมออก

ร่างบางลืมตาขึ้นมองไปด้านข้าง ที่นอนว่างเปล่าจาเรดคงกลับห้องไปแล้ว ร่างบางขยับลุกขึ้นก่อนจะก้าวเข้าห้องน้ำ หลับตาลงเมื่อเปิดน้ำฝักบัวให้โปรยปรายลงมาหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ เจ็บใจกับเรี่ยวแรงของตนเองที่ทำอะไรร่างสูงไม่ได้เลย และเจ็บใจยิ่งกว่านั้นเมื่อรู้ว่าร่างกายของตนเองถูกปลุกเร้าให้เร่าร้อนและตอบสนองต่อจาเรดได้อย่างง่ายดาย ร่างบางทรุดนั่งลงกับพื้นสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อให้ลืมวงแขนแข็งแรงที่โอบร่างเขาไว้อย่างอ่อนโยน ภายหลังการปลดปล่อยของทั้งคู่

เหตุการณ์เช่นนี้จะดำเนินไปถึงเมื่อไหร่ ?

©©©©©©©

“ให้ตายสิ ทำไมมันยุ่งอย่างนี้นะ” เมลพึมพำเบาๆ ขณะหอบเอกสารที่ใช้ในการประชุมมากองใหญ่ แต่พอลับมุมห้องก็ชนโครมเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่เดินโผล่มาพอดี ร่างบางเซถลาพร้อมกับเอกสารที่ปลิวว่อน เมลเงยหน้าขึ้นก็เจอจาเรดพร้อมกับคนกลุ่มใหญ่ที่เดินตามมาด้านหลัง ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังจาเรดรีบเข้ามาช่วย

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เมลมองดูชายแปลกหน้าที่ประคองเขาอยู่ พร้อมกับพึมพำขอบคุณ จาเรดมองเมลแล้วพูดเสียงเรียบ

“รีบเก็บเอกสาร แล้วไปเตรียมการประชุมสิ เมล”

“ครับ”

เมลตรวจสอบเอกสารต่างๆ ที่จะใช้ในการประชุม วันนี้เป็นการประชุมใหญ่ของหัวหน้าแผนกทุกแผนก ทำให้เอกสารที่ใช้มีจำนวนมาก งานนี้จึงทำให้วุ่นทั้งเช้าเลย

“สวัสดี เมล” เมลหันขวับไปพอสบตาร่างสูงที่ช่วยเขาเมื่อครู่ เมลก็ยิ้มอย่างสุภาพ

“สวัสดีครับ เมื่อครู่ต้องขอบคุณมากนะครับ”

“ไม่เป็นไร อ้อ! ผมเรฟ นะอยู่แผนกคอมพิวเตอร์ ทำไมแต่ก่อนผมไม่เคยเห็นคุณเลยล่ะ”

“ผมพึ่งมาทำงานได้ไม่นาน” เรฟมองหน้าเมลอย่างพอใจ

“อืมม์ งั้นวันหน้าเราคงได้มีโอกาสไปดื่มด้วยกันบ้างนะครับ” เมลมองหน้าเรฟก่อนจะปฏิเสธ

“ผมคงไม่ค่อยมีเวลาไปไหนหรอกครับ” เมลพูดแล้วเร่งมือขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมาถึง พร้อมๆ กับจาเรดเดินเข้ามา ชายหนุ่มมองเรฟที่ยืนอยู่ข้างๆ เมลด้วยแววตาไม่พอใจนัก ทำให้เรฟค่อยเลี่ยงไปนั่งตามตำแหน่งในการประชุม

หลังจากการประชุมเสร็จสิ้นลง เมลรีบจัดเก็บเอกสารที่ใช้เสร็จแล้ว ก่อนจะสำรวจความเรียบร้อยของห้องประชุม พอหันกลับมาก็ต้องชะงักเมื่อพบกับร่างสูงของเรฟที่ยืนยิ้มคอยอยู่

“งานเสร็จหรือยังครับ”

“เสร็จพอดีครับ”

“งั้นไปทานข้าวเย็นกันนะครับ ทางผมก็เสร็จงานพอดี” เมลทำท่าจะปฏิเสธอีกครั้ง แต่เรฟรีบพูดต่ออย่างรวดเร็ว

“แค่อาหารเย็นเองไม่ได้ไปเที่ยวสักหน่อย ไปเถอะครับ ใจคอคุณจะไม่รับเพื่อนใหม่เลยหรือไง”

เมลนิ่งคิดเล็กน้อย วันนี้จาเรดมีนัดเลี้ยงอาหารเย็นกับลูกค้าจึงออกจากบริษัทไปก่อน และคงกลับดึกด้วย เมลคิดเขากำลังต้องการอิสระที่จะพ้นบ้านออกมาสักพัก ร่างบางจึงรับปาก

“ตกลงครับ” เรฟยิ้มอย่างร่าเริง มองร่างบางด้วยความยินดี

©©©©©©©

เมลเปิดประตูห้องนอนหันไปกดล็อคพร้อมกับถอนหายใจ ดึกขนาดนี้แล้วเขาไม่น่าเกรงใจเรฟ จนไม่สามารถขอตัวกลับมาได้เลย

“ไปไหนมา” เสียงห้วนๆ ที่ดังขึ้นเบื้องหลังทำให้เมลถึงกับสะดุ้งถอยไปชิดประตูห้องทันที ระงับความตกใจไว้ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นก่อนจะตอบเสียงเรียบ

“ผมออกไปทานข้าวเย็นกับเพื่อน”

“ใคร”

“ผมไม่จำเป็นต้องบอกคุณนี่” พูดจบก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นเพลิงโทสะลุกวาบในดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น มือแข็งแรงกระชากไหล่บางเขานิ้วจิกลงไปอย่างลงโทษ เสียงแผ่วต่ำอันตราย

“ฉันถามว่าไปกับใคร”

“เอ่อ.... เรฟ” เมลหลุดปากออกมาเมื่อรู้สึกตกใจกับท่าทางนั้นขึ้นมาวูบ

“เพื่อนงั้นหรือ เดี๋ยวนี้เธอเรียกคนที่พึ่งรู้จักว่าเพื่อน แล้วออกไปกินข้าวดึกดื่นอย่างนี้หรือ แน่ใจนะว่าไปกินข้าวอย่างเดียว” คำถามเป็นนัยนั้นทำให้เมลโกรธขึ้นมาวูบ มือบางกำหมัดตวัดขึ้นทันที

“เพี้ยะ!!!” เสียงมือกระทบหน้าดังสนั่น

“คุณมันเลว คิดอกุศล คนอื่นเขาไม่ได้เลวอย่างคุณหรอกนะ” แววตาสีน้ำตาลของจาเรดแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา แฝงไว้ด้วยบางสิ่งบางอย่างที่รุนแรงจนเมลค่อยๆ ถอยอย่างระวัง แต่ก็ไม่ทัน มือแข็งแรงคว้าลำคอบอบบางไว้แน่นเกร็งนิ้วจนเมลรู้สึกอึดอัด ยกสองมือขึ้นรั้งนิ้วแข็งแรงนั้นไว้

“ปล่อยนะ ผมเจ็บ”

“ดี ลงโทษให้เจ็บ จะได้รู้ว่าห้ามทำอย่างนี้อีก” จาเรดตอบ มองท่าทางตกใจของเมลแล้วยิ้ม เหวี่ยงร่างบางลงบนเตียงพร้อมกับแนบร่างสูงตามลงไป

©©©©©©©

เมลขยับตัวหยิบแก้วกาแฟ แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาวูบ คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น จาเรดมองกริยานั้นก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นจิบซ่อนสายตาและรอยยิ้มลงมองแก้วในมือ

“จาเรด เมื่อวานคริสติน่าโทรมาคุยกับพ่อ เธอกำลังจะย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ ทำไมไม่บอกพ่อเลย” คาร์ตันถามขึ้นที่โต๊ะอาหาร

“แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรสำคัญมากนี่ครับ” จาเรดพูดเรียบๆ ทำให้คาร์ตันอุทานอย่างโมโห เปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกลูกชายทันที

“อีกแค่สองอาทิตย์เธอก็มาแล้ว แกจะบอกพ่อเมื่อไหร่ถ้าพ่อไม่ถาม”

“ผมกำลังจะบอกวันนี้ครับ”

"แกจะเอายังไง ทิ้งเรื่องนี้ไว้นานเกินไปแล้วนะ” จาเรดขยับตัวพร้อมกับปฏิเสธอย่างไม่สนใจ เพราะรู้ว่าบิดาหมายถึงเรื่องอะไร

“ผมยังไม่พร้อม” คาร์ตันค้อนบุตรชายเมื่อเห็นท่าทางไม่แยแส แคธเธอรีนซึ่งนั่งฟังพ่อลูกคุยกันอยู่นาน ต้องถามอย่างสงสัย

“ใครคะ คริสติน่า” คาร์ตันยิ้มตอบภรรยา

“คุณกับเมล ยังไม่รู้จักเธอหรอก เธอเป็นคู่หมั้นของจาเรดน่ะ”

เพล้ง!!!!

“เมล เป็นอะไรหรือเปล่าลูก” แคธเธอรีนอุทานอย่างตกใจ

“ไม่ครับ แค่แก้วหลุดมือเท่านั้น” เมลซ่อนมือไว้ใต้โต๊ะ เหลือบตามองสีหน้าไม่แสดงความรู้สึกของจาเรด

“ไม่ทราบมาก่อนเลยว่าจาเรดมีคู่หมั้น เธอจะย้ายมาเมื่อไหร่คะ” แคธเธอรีนหันไปสนใจข่าวต่อ ขณะที่เมลเลื่อนตัวให้คนรับใช้ทำความสะอาดโต๊ะ พร้อมกับเงี่ยหูฟังคำตอบของคาร์ตัน

“อาทิตย์หน้า ความจริงแคธเธอรีนเป็นญาติห่างๆ ของเรา ผมจัดให้หมั้นกับจาเรดเพราะแม่ของเธอที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนฝากฝังไว้ เธอทำงานที่สาขาเดียวกับจาเรดก่อนจาเรดย้ายกลับมานี่ คุณเตรียมที่พักให้เธอด้วยนะที่รัก”

“ได้ค่ะ แล้วเราจะมีงานเลี้ยงต้อนรับเธอสักหน่อยไหมคะ” แคธเธอรีนปรึกษา ขณะที่จาเรดยังคงวางสีหน้าเฉย

“ดีเลย จะได้เป็นงานแนะนำตัวคู่หมั้นของจาเรดเลย ให้คุณจัดการก็แล้วกัน” คาร์ตันยิ้มอย่างขอบใจ

เมลเหลือบตามองจาเรด ชายหนุ่มมีคู่หมั้นอยู่แล้วหรือ? ถ้าอย่างนั้นวันที่เขาจะหลุดพ้นจากจาเรดก็ใกล้เข้ามาถึง แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกวูบในใจอย่างประหลาดโดยตนเองไม่เข้าใจ เมลคิดโดยไม่กล้าค้นหาคำตอบ

©©©©©©©

รถสปอร์ตสีเทาเงินเลี้ยวปราดเข้ามาจอดเทียบกับบันไดหน้าตึก ทำให้ทั้งสามคนที่นั่งพักผ่อนอยู่บริเวณระเบียงหันมามอง

“มาถึงเสียที” คาร์ตันเปรยออกมาเบาๆ ขณะที่เมลวางหนังสือที่อ่านในมือลงอย่างระวัง มองหน้าปกมันอย่างเหม่อลอย แทบไม่รู้ว่าหนังสือที่เปิดตลอดช่วงบ่ายและทำท่าว่าอ่านอย่างสนใจในวันนี้มันเขียนถึงอะไรไว้บ้าง

เมลเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวร่างสูง ส่วนโค้งเว้าอวบอัดในชุดสูทเดินทางสีแดงเข้มที่ยังดูเรียบกริบ ก้าวลงจากรถพร้อมกับคล้องแขนจาเรดเดินเข้ามา ใบหน้าสวยงามแต่งไว้เข้มราวกลับไม่ได้ผ่านการเดินทางไกลมา ริมฝีปากที่เคลือบสีแดงสดยิ้มอย่างร่าเริง

“สวัสดีค่ะลุงคาร์ตัน”
“สบายดีหรือ คริสติน่า เดินทางเป็นไงบ้างล่ะ” คาร์ตันทักอย่างอารมณ์ดี

“เรียบร้อยดีมากค่ะ”

“จาเรดไปรับหลานตั้งแต่เช้า ทำไมถึงกลับมาจนบ่ายอย่างนี้ล่ะ ลุงอุตส่าห์รอกินอาหารเที่ยงด้วยกัน”

“จาเรดพาหนูไปทานเรียบร้อยแล้วค่ะ เขาน่ารักมากเลย” คริสติน่าอิงศีรษะกับต้นแขนของชายหนุ่ม

“ขอโทษครับพ่อ ที่ไม่ได้โทรมาบอกทำให้ต้องรอกัน” จาเรดตอบสายตาเหลือบไปที่ร่างบางซึ่งนั่งด้านตรงข้าม คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางวางเฉยนั้น คาร์ตันหัวเราะก่อนจะหันมาหาแคธเธอรีน

“นี่ไงหลานผม คู่หมั้นของจาเรด” แคธเธอรีนยิ้มอย่างอ่อนโยนแต่แล้วก็ต้องยิ้มเก้อเมื่อ คริสติน่ามองมาอย่างประเมิน ก่อนจะยิ้มหวานที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา แล้วทักตอบ

“สวัสดีค่ะ”

‘นี่น่ะหรือเมียใหม่ของลุงคาร์ตัน หึ ท่าทางดูเรียบร้อยอย่างนี้คงจัดการกันออกจากมรดกของจาเรดไม่ยากล่ะมั้ง’ ในใจครุ่นคิดขณะที่ดวงตาสีฟ้าใสเลยไปพิจารณาชายหนุ่มร่างบางที่นั่งห่างออกไปแล้วก็ขมวดคิ้วเมื่อเห็นใบหน้างดงามเรียบเฉยมองมาไม่หลบเช่นกัน คาร์ตันมองตามสายตาคริสติน่าแล้วหัวเราะ

“นั่น เมล ลูกชายคนใหม่ของลุง”

“ลูกชายคนใหม่ หมายความว่าลูกติดคุณแคธเธอรีนหรือคะ” คริสติน่าอุทานอย่างเสแสร้ง แล้วหัวเราะเบาๆ หันมามองจาเรดแล้วก็ชะงักไปแวบหนึ่ง เมื่อเห็นสายตาคมกริบของจาเรดที่ทอดมองไปที่ร่างบางตรงหน้า สัญชาติญาณของผู้หญิงทำให้หันกลับมาประเมินหนุ่มน้อยตรงหน้าใหม่ทันที เมลทักตอบอย่างสุภาพ

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

“เดินทางมาเหนื่อยๆ ไปพักก่อนนะคริสติน่า แล้วค่อยลงมากินอาหารเย็น พรุ่งนี้ลุงให้ป้าเขาจัดงานเลี้ยงต้อนรับหนูด้วยนะ”

“ขอบคุณค่ะลุงคาร์ตัน งั้นหนูต้องขอตัวก่อน จาเรดไปส่งชั้นที่ห้องหน่อยนะคะ”

คริสติน่ายิ้มหวานให้จาเรดก่อนที่จะดึงชายหนุ่มออกไป ตวัดสายตาไปที่เมลอีกครั้ง เจ้าเด็กนั่นหน้าสวย ผิวเนียนละเอียดอย่างที่คริสติน่าต้องอิจฉา

จาเรดมองกริยาของคริสติน่าที่แสดงต่อแคธเธอรีนและเมลแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเหลือบมองไปยังแคธเธอรีนและเมลแล้วก็ถอนใจ มีเพียงพ่อของเขาที่ไม่ได้สังเกตอะไร

จาเรดเปิดประตูห้องให้คริสติน่า หญิงสาวยิ้มหวานดึงร่างสูงเข้ามาพร้อมกับเขย่งปลายเท้าแนบจุมพิตไปยังริมฝีปากได้รูปร้อนรุมของฝ่ายชาย จาเรดตอบสนองจุมพิตนั้นก่อนจะดันร่างหญิงสาวออก

“พักก่อนนะ คริสติน่าเจอกันตอนเย็น” ชายหนุ่มเดินออกไปอย่างเงียบๆ หญิงสาวมองตามแล้วกระทืบเท้าอย่างขัดใจ

จาเรดไม่เคยทำอะไรให้เธอแน่ใจ ไม่เคยแสดงว่าเธอเป็นคนพิเศษ แม้จะพอใจกับชั้นเชิงบนเตียงของเธอ เพราะเธอสามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้อย่างเร่าร้อน แต่คริสติน่าก็รู้ว่าจาเรดก็มีคนอื่นตามวิสัยผู้ชายที่เพียบพร้อมไปด้วยรูป ทรัพย์ และยังมีเสน่ห์ของเพศชายที่รุนแรงอีกด้วย

การมีฐานะเป็นทั้งคู่หมั้นและเป็นญาติห่างๆ แทบจะไม่ทำให้เธอได้เปรียบผู้หญิงคนอื่นได้เลย เธอจึงพยายามเร่งเร้าชายหนุ่มอยู่บ่อยๆ แต่ทุกครั้งเมื่อสบตาไม่พอใจและเย็นชาของจาเรดก็ทำให้เธอไม่กล้ารุกต่อเสมอ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ คริสติน่าคิดอย่างระแวงเธอต้องจัดการให้เรียบร้อย เธอจะไม่ปล่อยให้จาเรดหลุดมือเป็นอันขาด

โดยเฉพาะแววตาน่าสงสัยที่ชายหนุ่มมองไปยังเด็กหนุ่มคนนั้น

©©©©©©©

เมลชะงักเมื่อเห็นภาพจาเรดกับคริสติน่าที่ยืนจุมพิตกันที่ทางเดินหน้าประตูห้อง เมลถอยกลับทันทีก่อนจะหลบไปที่ห้องนั่งเล่น ทรุดตัวลงนั่งพิงพนักเก้าอี้หลับตาแน่นจนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่จึงสะบัดศีรษะลืมตาขึ้น แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นร่างสูงยืนพิงประตูมองเขาอยู่เงียบๆ แววตาลึกลับอ่านไม่ออกขณะขยับตัวก้าวเข้ามาเท้าแขนลงคร่อมร่างบางไว้กับเก้าอี้ ก้มหน้าลงมาช้าๆ เมลมองริมฝีปากได้รูปซึ่งจุมพิตกับคริสติน่ามาเมื่อครู่

“อย่า!!......” แววตาของเมลทำให้จาเรดชะงักพร้อมกับขมวดคิ้วอย่างสงสัย

“เป็นอะไรไป”

“คุณจะทำอะไร คู่หมั้นของคุณอยู่ในบ้านหลังนี้นะ” เมลอุทาน มองชายหนุ่มอย่างเหลือเชื่อ จาเรดยิ้มมุมปากเมื่อเข้าใจความหมายก่อนจะก้มลงอย่างรวดเร็วริมฝีปากของชายหนุ่มครอบครองริมฝีปากบางแทรกปลายลิ้นเข้าไปลูบไล้ลิ้นนุ่มอย่างถือสิทธิ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาของเมล

“เรื่องของคริสติน่าไม่เกี่ยวกับเธอ” เมลชะงักวูบหนึ่งกับคำพูดนั้น ขณะที่ร่างสูงหันกลับไปโดยไม่สนใจว่าร่างบางจะทำสีหน้าอย่างไร

เมลมองคริสติน่าที่ปรนนิบัติเอาอกเอาใจจาเรดที่โต๊ะอาหารเย็น ด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเงียบๆ แววตาสีม่วงใสนิ่งไม่แสดงอะไรออกมา แต่พอกลับมาที่ห้องร่างบางก็ต้องถอนใจขณะปิดประตูพร้อมกับกดล็อค เมื่อคิดว่า ‘จาเรดคงไม่มาที่นี่ในเมื่อคู่หมั้นของเขานอนอยู่ใต้หลังคาเดียวกันเช่นนี้’

เมลนั่งเงียบจนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง รวบม่านแต่แล้วก็ชะงักเมื่อมองไปที่ปีกตึกตรงข้าม ห้องของจาเรด มือเล็กจิกผ้าม่านไว้แน่นเมื่อเห็นเงาร่างสูงยืนอยู่พร้อมกับเงาร่างของอีกคนหนึ่ง

“คริสติน่า”

ร่างบางมองเงาร่างที่แนบชิดกันก่อนที่ จาเรดจะช้อนร่างคริสติน่าขึ้นแล้วหายลับไปจากขอบหน้าต่าง เมลปล่อยมือช้าๆ หลับตาลงทรุดตัวลงนั่งริมหน้าต่าง กลัวกับความรู้สึกตนเองจนไม่ต้องการหาสาเหตุของความเจ็บปวดครั้งนี้

ร่างบางลืมตาขึ้นอย่างอ่อนเพลียเพราะนอนหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน ตอนนี้ยังเช้าอยู่มากและวันนี้วันหยุดไม่ต้องรีบไปทำงาน แม้พยายามจะหลับต่อแต่ก็ไร้ผลจนต้องขยับลุกขึ้นอดเหลือบตามองไปที่หน้าต่างไม่ได้ พอรู้ตัวร่างบางรีบเบือนสายตากลับมา

‘เรื่องของทั้งคู่ไม่เกี่ยวกับเขาอีกต่อไปแล้ว หลังจากนี้ไปเขาคงเป็นอิสระเสียที’ เมลคิดในใจแต่ทำไมความรู้สึกหนักๆ ในใจถึงไม่ลดลงเลย

©©©©©©©

ห้องโถงใหญ่ของคฤหาสถ์ถูกจัดเป็นห้องจัดเลี้ยงได้อย่างงดงาม เสียงดนตรีแผ่วเบาจากวงดนตรีชั้นเลิศ โคมไฟแก้วระย้ากลางห้องกระพริบสะท้อนเป็นประกายยิ่งทำให้บรรยากาศงานเลี้ยงดูหรูหรามากยิ่งขึ้น

ขณะที่งานเลี้ยงกำลังดำเนินไปด้วยดี แต่เมลกำลังยืนผิงผนังห้องอย่างอ่อนล้า ปฏิเสธตนเองว่าความรู้สึกนี้ไม่ได้มาจากภาพอันงดงามของหญิงชายที่ยืนรับแขกอยู่กลางห้อง ร่างสูงสง่าในชุดดำของฝ่ายชาย และร่างอวบอัดสูงโปร่งของฝ่ายหญิงในชุดราตรีเกาะอกสีแดงเพลิงงดงามคู่นั้น เมลยกแก้วแชมเปญมือขึ้นจิบนิ้วเรียวไล้ขอบแก้วอย่างเหม่อลอย มองไม่เห็นภาพความสนุกสนานร่าเริงตรงหน้า

“เมล! ....เมล!” ร่างบางถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทักข้างตัว

“เรฟ ขอโทษครับผมไม่ทันได้ยิน” เมลอุทานเมื่อเห็นคนที่เข้ามาทัก ทำให้ชายหนุ่มถึงกับยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าแดงเรื่อของร่างบางตรงหน้า

“ผมเพิ่งทราบว่าคุณเป็นน้องของจาเรด ผมนี่เซ่อจังไม่รู้มาก่อนเลย”

“ไม่เห็นว่ามันจะสำคัญอะไร ที่บริษัทก็มีคนรู้ไม่กี่คนเท่านั้นล่ะมั้งครับ” เมลบอกเรียบๆ เรฟยิ้มมองแก้วเปล่าในมือเมลแล้วทัก

“เครื่องดื่มคุณหมดแล้ว ไปเติมหน่อยมั้ยครับ” เมลลังเลแล้วก็พยักหน้ารับ

“ใครเชิญเรฟมา” จาเรดถามเสียงเรียบเมื่อมองเห็นเรฟตามติดร่างบางของเมลไม่ห่าง

“ชั้นเองค่ะ” คริสติน่ายอมรับ

“ฉันค่อนข้างสนิทกับเค้าตั้งแต่อยู่ที่นี่ พอกลับมาก็เลยอยากพบหน่อย แหม นี่เป็นงานต้อนรับฉันนะคะ เชิญเพื่อนมาแค่ไม่กี่คนเอง” คริสติน่าแสร้งยิ้มหวานขณะที่ใจเร่าร้อนด้วยความอิจฉา เมื่อเห็นสายตาคมกริบคอยแต่จะเหลือบมองไปทางร่างบาง

งานเลี้ยงเย็นนี้จัดต้อนรับเธอไม่ใช่หรือ แต่ทำไมจาเรดกลับดูเฉยเมยไม่แสดงท่าทีสนใจในตัวคู่หมั้นอย่างเธอเลย คริสติน่าคิดอย่างโกรธเกรี้ยว แม้ภายนอกยังคงวางท่ายิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับแขก ถึงจะเป็นงานต้อนรับที่ไม่ใหญ่นักแต่ก็เธอก็ไม่อยากเสียหน้าว่าคู่หมั้นไม่ค่อยสนใจเธอเลย

เมลวางแก้วแชมเปญลงเมื่อรู้สึกมึนพร้อมกับปฏิเสธเมื่อเรฟยกมาให้อีกแก้ว ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว แขกจึงเริ่มทยอยกลับจนเกือบหมด ร่างบางหมุนตัวเพื่อหลบคนรับใช้แล้วก็ต้องเซเมื่อรู้สึกเวียนหัววูบหนึ่ง เรฟรวบเอวบางไว้ทันทีก่อนที่เมลจะล้มลง เมลสูดลมหายใจลึกระงับอาการวิงเวียนก่อนจะเงยหน้าพึมพำ

“ขอบคุณครับเรฟ”

“ไม่เป็นไร ไปนั่งพักหน่อยมั้ย” เรฟประคองร่างเมลไว้มองดูใบหน้างดงามที่อิงอกเขาอยู่ เมลยิ้มให้เรฟแล้วก็ต้องเผลอขมวดคิ้วเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของจาเรดที่มองตรงมาจากอีกด้านหนึ่งของห้อง ร่างสูงขยับเดินตัดห้องมาช้าๆ เมลรีบเบี่ยงกายออกจากอ้อมแขนของเรฟทันที

“เป็นอะไรเมล” จาเรดถามดวงตาไม่พอใจเมื่อเห็นมือของเรฟที่ยังแตะเอวบางไว้ เมลยิ้มเย็นที่มุมปากเมื่อเหลือบสายตาไปด้านหลัง เห็นคริสติน่าเดินตามมาแขนเรียวเกาะแขนจาเรดไว้แน่นก่อนเหลือบตาที่ถูกตกแต่งไว้อย่างงดงามมาทางเมลอย่างไม่พอใจ

“แค่เวียนศีรษะนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอกครับจาเรด” เมลทอดสายตาไปทางคริสติน่า ก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนจะขอตัว

“ผมรู้สึกเวียนศีรษะนิดหน่อย ขอออกไปรับลมในสวนก่อนนะครับ”

“ผมไปเป็นเพื่อน” เรฟอาสา เมลลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ

“ขอบคุณครับ”

©©©©©©©

เมลสูดลมหายใจลึกๆ เงยหน้ารับสายลมเย็นที่โชยมาปะทะผิวหน้า ยืนอยู่ครู่ใหญ่จนอาการมึนงงจากฤทธิ์ของแชมเปญเริ่มดีขึ้น เมลเดินออกไปสองสามก้าวก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่พื้นหญ้า เรฟก้าวตามมานั่งลง ชายหนุ่มมองเสี้ยวหน้านุ่มนวลที่เห็นรางๆ ในความมืด สูดลมหายใจลึกเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาจากร่างที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ดีขึ้นหรือเปล่าครับ”

“ครับ ขอบคุณที่มาเป็นเพื่อน แต่นี่ก็ดึกมากแล้ว คุณจะไม่กลับบ้านดึกมากไปหรือครับ”

“ไม่เป็นไรพรุ่งนี้เป็นวันหยุด นอนได้ทั้งวันอยู่แล้ว” เรฟหัวเราะเบาเอนกายลงนอนบนพื้นหญ้าพร้อมกับดึงแขนของเมลลงมาด้วย ร่างบางที่ไม่ทันระวังจึงอุทานอย่างตกใจ รีบท้าวแขนลงยันพื้น เรฟมองร่างงดงามที่คร่อมอยู่ด้านบนอย่างเผลอตัวทุกอย่างชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง มือใหญ่จึงโน้มศรีษะเล็กลงมา

เรฟแนบริมฝีปากแผ่วเบาฉวยโอกาสที่เมลไม่ระวังแทรกปลายลิ้นเข้าไปจุมพิต เมลนิ่งอย่างตกใจปล่อยให้เรฟเชยชิมริมฝีปากบางอย่างเต็มที่ เรฟค่อยถอนริมฝีปากออกลดริมฝีปากลงมาที่ซอกคอ

“ไม่...เรฟ” ร่างบางสะบัดตัวจากมือของเรฟพลิกตัวออกแล้วขยับลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและขุ่นเคือง แววตาของเรฟเต็มไปด้วยความเสียใจ

“เมล ผมขอโทษ ผม...”

“คุณกลับไปได้แล้ว” เมลระงับอารมณ์โกรธลงได้ เมื่อสบตาเรฟแต่น้ำเสียงที่พูดเย็นชา

“เมล..ผมชอบคุณนะครับตั้งแต่ที่เจอแล้ว แต่ผมไม่เคยคิดที่จะทำร้ายคุณ เมื่อครู่ผมเพียงเผลอตัวไป ผมจะไม่ทำอีกถ้าคุณไม่ยินยอม” เรฟพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ เมลนิ่งเงียบไปก่อนจะตอบช้าๆ

“ผมเป็นเพื่อนกับคุณได้ แต่ต้องไม่ใช่อย่างนี้” เรฟพยักหน้าอย่างยอมรับ

“ตกลง” เมลมองสีหน้าของเรฟแล้วถอนใจ เสียงอ่อนลง

“ดึกแล้ว แขกคนอื่นคงกลับกันหมดแล้ว คุณก็ควรกลับได้แล้ว” เรฟพยักหน้าก่อนจะกล่าวลา ร่างสูงค่อยเดินกลับทางเดิมอย่างผิดหวัง เมลจึงทิ้งตัวลงนอนบนพื้นหญ้านุ่มหลับตาลงพร้อมกับความคิดวุ่นวายในสมอง

©©©©©©©

ร่างบางเดินกลับเข้าบ้านอีกชั่วโมงต่อมาแล้วกวาดตามองห้องที่ว่างเปล่า เขาเผลอนอนคิดอะไรนานไปหน่อยแขกคงจะกลับไปหมดแล้ว ขณะจะเดินกลับห้องร่างบางก็ถูกกระชากออกไปที่ระเบียงด้านข้าง เมลถูกผลักไปกระแทกกับราวระเบียงโปร่งค่อนข้างแรงจนรู้สึกเจ็บ เงยหน้าขึ้นพร้อมกับตวาดเสียงค่อยๆ

“จาเรด ผมเจ็บนะ”

“ดี ชั้นอยากให้เธอเจ็บ จะได้จำไว้ว่าอย่าทำอย่างนี้อีก” จาเรดกระซิบเสียงต่ำ ชายหนุ่มเต็มไปด้วยโทสะ เมลสบตาคู่นั้นแล้วรู้สึกหวาดกลัวกับแววตาอันตราย เขาไม่เคยเห็นจาเรดโกรธรุนแรงขนาดนี้มาก่อน

“ปล่อยผมนะ! นี่มันอะไรกัน” เมลอุทานออกมา

“กล้าดียังไงเมล เธอปล่อยให้ไอ้หมอนั่นมันจูบเธอ ชั้นมองเห็นนะ” จาเรดกระซิบ เขารู้สึกถึงเพลิงโทสะที่เกิดขึ้นจนตาลาย เมื่อมองออกไปจากระเบียง แค่เห็นเงาร่างนั้นเขาก็จำได้ จาเรดก้มลงมองริมฝีปากแดงระเรื่อของเมล และเมื่อเห็นเศษหญ้าที่ติดอยู่ที่เส้นผมชายหนุ่มก็ควบคุมตัวไม่ได้

จาเรดคำราม ก่อนจะบดริมฝีปากลงมาอย่างรุนแรงราวกับจะลบรอบสัมผัสก่อนหน้านี้ เมลครางอย่างเจ็บปวดร่างบางถูกดันแนบชิดกับระเบียงจนรู้สึกอัดอัด ริมฝีปากบางแยกออกปล่อยให้ชายหนุ่มจาบจ้วงอย่างเป็นเจ้าของ ก่อนจะถอนริมฝีปากออกมากระซิบชิดริมฝีปากบางนั้น

“เธอเป็นของฉันเมล จำไว้”

เมลไล้ริมฝีปากบาง แววตาที่มองจาเรดเต็มไปด้วยความสับสน เขาช่างโหดร้ายและเห็นแก่ตัว มีคริสติน่าอยู่แล้วยังไม่ยอมปล่อยเขาไป เมลสะบัดตัวออกจากอ้อมแขนของจาเรดที่ไม่ทันระวัง หมุนกายออกไปก้าวหนึ่ง กระซิบเบาๆ อย่างเจ็บปวด

“ผมเกลียดคุณ จาเรด” ร่างบางวิ่งออกไป ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนมองตามแววตาที่โกรธเกรี้ยวเริ่มแปรเปลี่ยนไป ชายหนุ่มกำหมัดแน่นทุบลงกับระเบียง

“ให้ตายสิ!!”

จาเรดยืนระงับอารมณ์ครู่ใหญ่แล้วหมุนตัวเดินออกไป ไม่ทันสังเกตเงาร่างอวบอัดในชุดแดงที่ยืนกำหมัดแน่นแอบอยู่ในเงามืดของระเบียงด้านข้างที่อยู่ติดกัน ร่างนั้นก้าวออกมาช้ามองตามร่างจาเรดไปแววตาโกรธเกรี้ยวไม่ยอมแพ้

©©©©©©©

อาทิตย์ที่ผ่านมา เมลค่อนข้างแปลกใจที่เห็นคริสติน่ามักจะมาขลุกอยู่กับเขามากขึ้นแทบจะตลอดเวลา และมักจะชวนเขาออกไปซื้อของบ่อยๆ โดยอ้างว่าต้องเตรียมตัวไว้ เวลาถึงงานแต่งงานระหว่างเธอกับจาเรดจะได้ไม่ต้องยุ่งยาก

เมลมองท่าทางรื่นเริงของคริสติน่าอย่างสับสน นับจากวันนั้นจาเรดก็ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเขาอีก เมลรู้ว่าทำไม ในเมื่อคริสติน่าหลุดปากออกมาบ่อยครั้งว่าจาเรดมาหาเธอที่ห้อง หญิงสาวดูมีความสุขขณะพูดถึงชายหนุ่ม

“เมล ออกไปซื้อของกับชั้นหน่อย” เมลเงยหน้ามองคริสติน่าแล้วถอนใจ เขาไม่อยากไป ไม่อยากฟังคริสติน่าพูดถึงจาเรดอีกแล้ว

“คุณพึ่งออกไปซื้อของเมื่อวานนี่ครับ” เมลนึกถึงของที่ซื้อมาทั้งหมดแทบจะเต็มห้องเธอล่ะมั้ง

“แต่คราวนี้สำคัญมาก” คริสติน่าทำเสียงตื่นเต้นดีใจ ก่อนจะนั่งลงมองหน้าเมล

“เมื่อคืนนี้นะ ตอนที่เขามาหาชั้นที่ห้อง...” เมลกำมือแน่นแววตาอ่อนไหววูบหนึ่ง ร่างบางเมินมองออกไปที่หน้าต่าง ทำให้ไม่เห็นแววตาของหญิงสาวมันเต็มไปด้วยความเกลียดชัง และสาสมใจเมื่อเห็นความเจ็บปวดของเมล

‘เธอรู้ว่าจาเรดไม่ได้ไปหาเมล เพราะเธอรอดูให้แน่ใจทุกคืน ขณะเดียวกันจาเรดก็ไม่ได้มาหาเธอแม้เธอจะเป็นฝ่ายไปหาที่ห้องเช่นเดียวกับวันแรก ชายหนุ่มก็ปฏิเสธอย่างเยือกเย็น ยิ่งทำให้คริสติน่ารู้สึกถึงความไม่มั่นคงของตัวเอง แต่ก็เป็นจังหวะที่ดีที่จาเรดเองก็ดูห่างๆ จากเมลบ้าง ทำให้แผนการเธอเดินไปด้วยดี’

“เขาขอชั้นแต่งงาน เราจะแต่งงานกันเดือนหน้าเมล เขาบอกชั้นว่าเขาอาจเคยมีใครมามากแต่นั่นเป็นแค่ทางผ่าน สำหรับเขาชั้นสำคัญที่สุด” คริสติน่าพูดต่อด้วยน้ำเสียงมีความสุข พร้อมกับแอบยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นร่างบางตรงหน้าชะงักนิ่งไป ท่าทางเหมือนจะหยุดหายใจ

เมลรู้สึกเจ็บปวดจนไม่สามารถซ่อนแววตาไว้ได้ ร่างบางไม่ได้ยินเสียงพูดคุยต่อของคริสติน่า จนกระทั่งถูกเขย่าแขนเบาๆ

“........นะ เมลนะ ไปเป็นเพื่อนชั้นหน่อย ชั้นอยากไปดูชุดแต่งงาน” เมลพยักหน้าอย่างงงๆ คริสติน่ายิ้มอย่างผู้ชนะ เธอจะต้องแยกเมลกับจาเรดให้เด็ดขาด ก่อนจะดึงเมลลุกขึ้น

©©©©©©©

คาร์ตันเดินเข้ามาในห้องอาหารแล้วก็ขมวดคิ้วมองจาเรดกับแคธเธอรีน

“เมลกับคริสติน่าล่ะ”

“ยังไม่กลับเลยค่ะ ไม่รู้ไปซื้อของกันถึงไหน” แคธเธอรีนตอบอย่างกังวลเล็กน้อย เพราะแม้ทั้งคู่จะออกไปไหนด้วยกันในช่วงหลังๆ นี้แต่จะกลับมาก่อนมื้ออาหารเย็นเสมอ

จาเรดเองก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นับจากงานเลี้ยงวันนั้นเมลระวังตัวและถอยห่างจากเขามากขึ้นกว่าเดิมอีก ชายหนุ่มหวนนึกถึงแววตาเจ็บปวดและคำพูดสุดท้ายในวันนั้นแล้วสูดหายใจลึก จาเรดรู้ว่าเขาเองก็รุนแรงเกินไป

กริ๊งงงงงงง..........

คาร์ตันเดินผ่านโทรศัพท์เมื่อมันดังขึ้นพอดี จึงหยุดรับแล้วก็ตะลึงเมื่อได้ยินข้อความที่อีกฝ่ายพูดมา ร่างสูงอายุวางโทรศัพท์ลงอย่างอ่อนแรงแล้วหันมาบอกสีหน้าซีดเผือด

“ตำรวจโทรมาบอกว่ารถที่เมลขับเกิดอุบัติเหตุ คริสติน่าบาดเจ็บสาหัส”

“เมล” แคธเธอรีนอุทานเสียงเบาหวิว ร่างโปร่งบางเซไปเล็กน้อย จาเรดที่ยืนอยู่ใกล้กว่ารีบประคองไว้

“แคธเธอรีน ทำใจดีๆ ไว้ก่อน ทั้งคู่อาจยังไม่เป็นไร เรารีบไปที่โรงพยาบาลก่อนเถอะ” คาร์ตันรีบปลอบภรรยา

“ผมจะขับรถเอง” จาเรดหันไปคว้ากุญแจรถ ร่างสูงรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเป็นครั้งแรก และพยายามระงับอารมณ์สุดความสามารถ แต่กระนั้นมือใหญ่ยังสั่นระริกเมื่อหมุนกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ พระเจ้าช่วย อย่าให้เขาสูญเสียไปเลย......

©©©©©©©

“เมล” เสียงร้องเรียกอย่างดีใจจากแคธเธอรีน เมื่อเห็นร่างบางยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ศีรษะพันด้วยผ้าพันแผลไว้ เสื้อเชิ้ตสีขาวมีรอยเลือดเปรอะเปื้อนจำนวนมาก ร่างบางหันขวับมาทันที

“พระช่วย ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงแคธเธอรีนสั่นระริก ขณะที่จาเรดกวาดสายตาไปทั่วร่างบางของเมลอย่างรวดเร็ว แววตาดูโล่งอกขึ้น เขาเอื้อมมืออย่างเผลอตัวเพื่อจะสัมผัสกับใบหน้าซีดเผือดนั้น แต่ก็ชะงักลดมือลงไปกำไว้แน่น

“ไม่... แต่คริสติน่า.... แม่ครับ คริสติน่าบาดเจ็บมาก” เมลเงยหน้ามองไปที่คาร์ตันกับจาเรดอย่างเสียใจ พึมพำออกมาเบาๆ

“ผมขอโทษ...... เป็นเพราะผม”

ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก ทุกคนหันขวับไปจับจ้องที่นายแพทย์วัยกลางคนที่เดินออกมา สีหน้าเปี่ยมแววเห็นใจ ก่อนที่จะบอกข่าวร้าย

“ผมเสียใจครับ เธอเสียเลือดมากเกินไป เราไม่สามารถช่วยได้ทัน”

เมลหน้าซีดเผือด เซไปก้าวหนึ่ง แววตาสีม่วงใสทอประกายเจ็บปวด ‘คริสติน่าตายแล้ว เป็นเพราะเขา ถ้าเขาหักหลบรถบรรทุกนั่นทันเธอก็คงไม่เสียชีวิต’

เมลหันไปมองแผ่นหลังของจาเรดที่ยืนนิ่งขึง ชายหนุ่มกำหมัดแน่นก่อนจะทุบไปที่ผนังห้องก่อนหันกลับมาช้าๆ สีหน้าร่างสูงไม่บ่งบอกถึงความรู้สึก แต่แววตาโกรธเกรี้ยวนั้นทำให้เมลรู้ว่าจาเรดต้องลงโทษเขาที่เป็นต้นเหตุให้คริสติน่า คู่หมั้นของเขาเสียชีวิต เมลหรุบตาลงมองพื้นอย่างหวาดหวั่น

“พ่อเสียใจด้วย จาเรด” คาร์ตันกอดไหล่บุตรชายอย่างปลอบใจ ก่อนจะหันมาทางเมลอย่างไม่พอใจ เป็นเพราะตกใจและเห็นใจที่จาเรดต้องสูญเสียคู่หมั้นไปทำให้คาร์ตันหันมามองเมลอย่างตำหนิ

“ทำไมกันเมล ขับรถยังไงกัน ถึงได้เกิดเรื่องขึ้น” ทุกคนเงียบงันไปชั่วครู่หนึ่งเมื่อคาร์ตันถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

เมลค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินแววกล่าวหาในน้ำเสียงคาร์ตัน สิ่งแรกที่โถมเข้ามาคือความรู้สึกผิดที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก

เมลหันไปมองมารดาช้าๆ แต่แม้กระทั่งแคธเธอรีนก็ยืนนิ่งไปเพราะตกตะลึง ทำให้เมลเข้าใจ ‘ทุกคนโทษเขา เป็นความผิดของเขา’ ความรู้สึกผิดยิ่งถูกตอกย้ำลงไป เมลรู้สึกอึดอัดแน่นในอก เจ็บปวดเมื่อรู้สึกได้สูญเสียอะไรบางอย่างที่สำคัญไป

จาเรดกำหมัดแน่นเมื่อมองเห็นแววตาเสียใจและเจ็บปวดของเมล ร่างสูงก้าวเข้ามาเอื้อมมือขึ้นทำให้ร่างบางหลับตาแน่นอย่างรอรับการลงโทษ แต่แคธเธอรีนกลับผวาเข้าขวาง เธอกอดเมลแน่น ด้วยกลัวว่าจาเรดจะโกรธจนทำร้ายเมล ยิ่งรู้สึกผิดที่มัวแต่ตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนไม่ได้เข้ามาปกป้องเมลจากคำกล่าวหาของคาร์ตัน

“ไม่! จาเรดมันเป็นอุบัติเหตุ อย่าทำร้าย เมล”

“แคธเธอรีน ผมไม่ได้.....” จาเรดเอ่ยตัดบทขณะมองไปที่ร่างบาง แล้วเงียบลงเมื่อสบตาว่างเปล่าพร้อมที่จะรับการลงโทษคู่นั้น สายตานั้นทำให้ชายหนุ่มชะงัก

“ปล่อยผมเถอะครับแม่” เมลพูดน้ำเสียงเฉยชามองตามมือของจาเรดที่ลดลงช้าๆ ถอยกายจากอ้อมแขนของแคธเธอรีน ทำให้เธอหันไปมองทันที แล้วก็ใจหายกับแววตาว่างเปล่าที่มองมายังทั้งสามคนอย่างไร้ความรู้สึก

คาร์ตันเองเมื่อหลุดปากไปแล้ว ชายสูงอายุก็รู้ตัวเมื่อเห็นแววตาของเมล เขาครางออกมาอย่างเสียใจกับวาจาพลั้งปาก เมื่อรู้สึกเหมือนจู่ๆ ก็มีรอยร้าวลึกระหว่างเขากับเมลเกิดขึ้นทันที เพราะความใจร้อนวู่วามอาจทำให้เขาสูญเสียเด็กหนุ่มที่น่ารักอ่อนโยนนี้ไปพร้อมๆ กับการตายของคริสติน่า

“เมล พ่อขอโทษ พ่อเสียใจมากไปหน่อยที่คริสติน่าตาย แต่......” เมลส่ายหน้าช้าๆ
“ไม่..อย่าพูดอีกเลย จริงอย่างที่พวกคุณคิด เป็นเพราะผมที่ทำให้คริสติน่าตาย ผมขอโทษ....” เมลยอมรับข้อกล่าวหานั้นโดยไม่ได้อธิบาย ทำให้ทุกคนยืนนิ่งอึ้งอย่างไม่รู้จะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร จาเรดมองใบหน้าซีดเผือดและดวงตาอ้างว้างไร้ที่พึ่งพิงของร่างบางแล้วก็กำหมัดแน่นอย่างควบคุมตนเองก่อนจะเอ่ยตัดบทว่า

“กลับบ้านก่อนเถอะครับ ไว้คุยกันทีหลัง เรื่องที่นี่ไว้ผมจัดการเอง” เมลส่ายศีรษะ

“ไม่ผมจะอยู่ ผมอยากลาคริสติน่า” จาเรดมองร่างบางที่ทำท่าจะพับลงไปอยู่แล้วก่อนจะปฏิเสธ

“ไม่ต้อง เมล ฉันจัดการเอง” เมลทำท่าจะค้านแต่แล้วก็ชะงัก จาเรดคงไม่อยากให้เขาเข้ามาเกี่ยวข้องอะไรกับคริสติน่าอีกแล้ว ร่างบางจึงก้มหน้าลงหมุนตัวไปเงียบๆ

©©©©©©©

วันรุ่งขึ้นตำรวจได้เข้ามาสอบสวนและสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดว่า เกิดเนื่องจากรถบรรทุกที่ขับสวนมาคนขับเกิดหลับใน ไม่สามารถควบคุมรถได้จึงได้พุ่งข้ามเกาะกลางถนนมาชนรถที่เมลกำลังขับโดยบังเอิญ การสรุปคดีของตำรวจทำให้คาร์ตันยิ่งรู้สึกเสียใจ และคำอธิบายนั้นก็ไม่ทำให้เมลรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย

มันสายไปสำหรับเมล ร่างบางยิ่งเงียบลง และเงียบลงทุกวัน กำแพงความรู้สึกผิดที่เมลสร้างขึ้นขวางระหว่างตนเองกับทุกคนยังอยู่และนับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้เวลาจะผ่านไปเป็นเดือนแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ กระทั่งแคธเธอรีนก็ได้แต่รอเวลาให้สถานการณ์คลี่คลายลง

©©©©©©©

ร่างบางกำลังเหม่อมองออกไปทางหน้าต่าง เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูจึงหันกลับมามองเงาร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง เสียงกดล็อคทำให้ร่างบางหมุนตัวเดินตรงมาช้าๆ เสื้อคลุมสีขาวตัวยาวจนแทบจรดพื้น ระข้อเท้าเล็กๆ เปลือยเปล่า

ร่างบางยังคงเงียบกริบขณะปลดเสื้อคลุมออกทิ้งลงกองกับพื้น เผยให้เห็นร่างเปลือยสะท้อนกับโคมไฟหัวเตียง ผิวขาวนวลเป็นประกายเรียบรื่นดุจไข่มุก จาเรดหายใจลึกขณะดึงร่างบางลงบนเตียงพลิกตัวขึ้นทาบทับ เรียวแขนเล็กโอบรอบคอเขาก่อนจะเผยอริมฝีปากรับการจุมพิต ร่างกายตอบสนองอารมณ์ของจาเรดที่เริ่มรุนแรงและหนักหน่วงขึ้น เสียงหอบหายใน เสียงครางดังขึ้นเป็นระยะ โดยปราศจากเสียงสนทนาแม้แต่ประโยคเดียว จนกระทั่งเช้าตรู่

จาเรดลุกขึ้นมองร่างบนเตียง เขารู้ว่าเมลตื่นแล้ว

“เมล...” ร่างบางลืมตาขึ้นมามองเขา จาเรดชะงักเมื่อสบตางดงามแต่ว่างเปล่าคู่นั้น เมลดูแยกตัวออกไปมากขึ้นมีเพียงเรื่องบนเตียงเท่านั้นที่ตอบสนองเขาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้จาเรดเงียบลงรู้สึกว่าตนเองไร้ซึ่งคำพูดเป็นครั้งแรก เมลมองร่างสูงที่ยืนจ้องมานั้นจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาเบาๆ

“เมื่อไหร่ผมจะชดใช้หมด จาเรด ได้โปรดปล่อยผมไปซะที” จาเรดสบตาเมลมองเห็นความเจ็บปวดที่วูบขึ้นมาในดวงตาสีม่วงอ่อนใสคู่นั้นแล้วนิ่งงันไป ก่อนจะเค้นเสียงเบา

“ปล่อยหรือ เมล ไม่มีวัน!”

เมลกระพริบตาถี่ๆ กลั้นน้ำตา เมื่อได้ยินคำตอบโหดร้ายนั่น แววตาสีม่วงทอประกายอย่างคนที่ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด เมื่อมองตามร่างสูงที่หยิบเสื้อคลุมมาสวมแล้วออกจากห้องไปเงียบๆ เหมือนทุกเช้า

เขาได้ตอบสนองความต้องการของจาเรดเพื่อชดเชยความสูญเสียให้กับชายหนุ่ม แต่มันก็น่าจะเพียงพอแล้ว ความจริงเขาควรตัดสินใจก่อนหน้านี้ ถ้าเขาทำ.....ทุกอย่างอาจไม่จบลงแบบนี้ แม่กับคาร์ตันคงไม่ต้องเสียใจ จาเรดไม่ต้องสูญเสียคู่หมั้นของเขา และเขา......

เขาไม่ต้องการที่จะสูญเสียศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจไปมากกว่านี้ เพราะถ้าเนิ่นนานออกไปเขาคงไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก

และที่สำคัญเขากลัวว่าจะสูญเสียหัวใจไปให้กับคนที่ไม่เคยเห็นค่าของมัน

©©©©©©©

จาเรดกำห่อของเล็กๆ ในกระเป๋าเสื้อไว้ก่อนจะก้าวยาวขึ้นบันไดมา แล้วร่างสูงก็ชะงักเมื่อเห็นแคธเธอรีนร้องให้ คาร์ตันกอดร่างโปร่งบางของเธอไว้พยายามจะปลอบโยน

“เกิดอะไรขึ้นครับ” เสียงชายหนุ่มร้อนรน ในใจมีลางสังหรณ์วูบหนึ่ง

“เมลไปแล้วค่ะ จาเรด” แคเธอรีนสะอื้น คาร์ตันกอดภรรยาอย่างปลอบโยน
“เขาทิ้งแค่จดหมายไว้ แล้วก็ออกจากบ้านไป” จาเรดตะลึงนิ่งไปนานก่อนจะเอ่ยเสียงเบาอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ไว้

“ขอผมดูจดหมายหน่อยได้ไหมครับ” มือแข็งแรงสั่นเล็กน้อยขณะคลี่จดหมายออกอ่าน

แม่ครับ
ผมรู้ว่าแม่ต้องเป็นห่วง แต่ผมอยากเดินทางไปเรื่อยๆ สัก ผมจะส่งข่าวมาเมื่อมีโอกาส ผมรักแม่
เมล


ไม่ ไม่มีอะไรเลย สั้นๆ เพียงแค่นี้เองหรือน่ะหรือ เมล จาเรดคิด ก่อนที่จะมองไปรอบห้องที่ดูว่างเปล่าเมื่อปราศจากเจ้าของห้อง เมลจากไป และคงไม่คิดจะกลับมาที่นี่อีก จาเรดนอนทอดกายลงบนเตียงที่เย็นเฉียบนั้น กำห่อของเล็กๆ ในมือไว้แน่นพร้อมกับปิดตาลง

เขาสูญเสียเมลไปแล้ว

©©© END - PART 1 ©©©