the past

Friday, January 14, 2005

The past 1

By SF

บทนำ

คนขับแท็กซี่เหลือบตามองผู้โดยสารที่นั่งเงียบอยู่ พร้อมกับเอ่ยปากเตือนอย่างสุภาพ เมื่อจอดรถอยู่ชั่วครู่แล้วยังไม่เห็นว่าร่างนั้นจะขยับลงแต่อย่างไร

เมลถอนหายใจเบาๆ ขณะก้าวลงจากรถแท็กซี่พร้อมกระเป๋าเดินทางขนาดใหญ่ ร่างโปร่งบางเงยหน้าขึ้นมองคฤหาสน์สีขาวหลังใหญ่ตรงหน้า ใบหน้างดงามซีดเผือดลงเล็กน้อย ริมฝีปากบางนั้นเม้มแน่น

‘5 ปีแล้วสินะ’ เมลคิดในใจ แววตาสีม่วงอ่อนใสราวกับลูกแก้วนั้นหวั่นไหววูบหนึ่งก่อนจะเชิดหน้าขึ้นอย่างทะนง ‘ถึงยังไง เขาก็กลับมาแล้ว’

ร่างบางก้าวตามทางเดินที่ทอดไปสู่ตัวตึกรูปตัวแอลตรงหน้า ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางเนื้อที่กว้างขวาง ล้อมรอบด้วยรั้วโปร่ง ด้านหน้าถูกจัดเป็นสนามหญ้าและสวนหย่อมประดับพรรณไม้สลับสีงดงาม ขณะที่มองเห็นทิวไม้ใหญ่ร่มรื่นเป็นฉากอยู่ทางด้านหลัง


©©©©©©©

“เมล....เมล....โอ! ลูกกลับมาแล้ว” สตรีวัยกลางคนร่างเล็กถลาเข้ามาอย่างรวดเร็ว แขนเรียวโอบรอบร่างบุตรชายไว้แน่น เมลยืนนิ่งขึงอยู่ครู่หนึ่ง จนแคธเธอรีนปล่อยมือแล้วถอยกายไปก้าวหนึ่งอย่างไม่แน่ใจ ชายหนุ่มจึงรีบฝืนยิ้มให้แจ่มใสก่อนจะก้มหน้าลงจุมพิตมารดา

“สวัสดีครับแม่ ดูแม่ของผมยังสวยไม่เปลี่ยนเลยนะครับ” เมลไม่ได้พูดเกินจริง กาลเวลาปราณีกับแม่ของเขามาก ในวัย 47 ปี แคธเธอรีน ยังคงงดงามไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อห้าปีก่อนตอนที่เธอแต่งงานใหม่กับคาร์ตัน สตีล

“แต่ดูลูกสิ! เมล ทำไมถึงไม่ดูแลตัวเองเลย ลูกผอมเกินไปดูเหมือนคนขาดอาหารอย่างนั้นแหละ” แคธเธอรีนเอ่ยตอบดวงตางดงามคล้ายคลึงกับบุตรชายมีริ้วรอยเป็นห่วง เมลยิ้มบางๆ ไม่ตอบอะไรกับคำพูดนั้น เขามองไปรอบๆ พยายามเปลี่ยนเรื่อง
“ที่นี่ไม่เปลี่ยนเลยนะครับ แต่ตอนนั้นผมก็ไม่ได้อยู่นาน...พอที่จะบอกความเปลี่ยนแปลงของที่นี่ได้”

แคธเธอรีนหน้าเผือดลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินดังนั้น แววตาสลดวูบเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่รุนแรงจนทำให้บุตรชายต้องออกจากบ้านไปแล้วไม่เคยกลับมาอีกเลยจนกระทั่งวันนี้ เมลมองหน้ามารดาแล้วก็ชะงักแววตามีริ้วรอยเสียใจ

“อย่ากังวลไปเลยครับแม่ มันผ่านไปนานมากแล้ว ผมลืมเรื่องนั้นไปหมดแล้ว”

“แต่ลูกก็ไม่เคยกลับมาบ้านเลย ทำไมกัน? แม้กระทั่งงานศพของคาร์ตันลูกก็ไม่ยอมกลับมา”

“ขอโทษครับแม่ ตอนนั้นผมไม่..เอ่อ....ผมไม่สามารถกลับมาได้จริงๆ แต่ตอนนี้ผมก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรือ?” เมลพูดแก้ตัว แล้วก็ยกมือขึ้นถูบริเวณขมับเมื่อจู่ๆ ก็รู้สึกปวดแปลบขึ้นมา แคธเธอรีนมองเห็นดังนั้นรีบบอกทันที

“ลูกคงเพลียมาก ห้องของลูกแม่ยังดูแลไว้เหมือนเดิมทุกอย่างไปพักก่อนดีไหมจ้ะเดี๋ยวค่อยคุยกัน ยังมีเวลาอีกมากแล้วค่อยลงมากินอาหารค่ำนะจ้ะ”

“ครับ” เมลถอนใจอย่างอ่อนเพลีย คงเป็นเพราะเขารู้สึกเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางอันยาวนานบนเครื่อง รวมถึงความเครียดจากการที่ต้องกลับมาที่นี่อีกครั้ง ร่างกายจึงราวกับจะหมดเรี่ยวแรงไป

อันที่จริงเขาไม่เคยคิดที่จะกลับมาที่นี่อีกแต่เพราะการเสียชีวิตของคาร์ตัน สตีล พ่อเลี้ยงของเขาเมื่อครึ่งปีก่อน และทิ้งหุ้น 10 เปอร์เซ็นต์ของบริษัทไว้ให้ ทำให้เขาต้องกลับมา

ร่างบางก้าวขึ้นบันไดไปช้าๆ สายตากวาดมองไปโดยรอบ บ้านนี้ยังคงงดงามและแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย แต่นี่ก็เป็นเพียงแค่สถานที่เท่านั้น แล้วคนล่ะ เมลคิดในใจเมื่ออดีตอันเจ็บปวดเมื่อ 5 ปีก่อนที่เขาพยายามกดมันไว้ได้ปะทุขึ้นมาอีกครั้ง

*************************************

Part 1

บ้านเช่าหลังเล็กหลังนั้นดูเรียบง่าย อุปกรณ์และเฟอร์นิเจอร์แม้จะไม่ใช่ของมีราคาแพงแต่ก็ถูกจัดวางได้อย่างกลมกลืนดูสะอาดและสบายตา บนโต๊ะและพื้นที่ว่างถูกวางด้วยกระถางและแจกันดอกไม้เพิ่มความสดใสให้กับห้องนั่งเล่นเล็กๆ นั้น

เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากรายงานที่ต้องรีบทำส่งอาจารย์ ดวงตางดงามสีม่วงเป็นประกายอย่างสงสัยเมื่อเห็นมารดาเดินหมุนไปหมุนมารอบโต๊ะอยู่พักใหญ่ก่อนจะโพล่งออกมา

“คาร์ตันขอแม่แต่งงาน ลูกคิดอย่างไรจ้ะ” แคธเธอรีนถามเมลอย่างไม่มั่นใจนัก แล้วทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ ร่างบาง เมลวางปากกาลงแขนเรียวก็ยื่นไปโอบเอวมารดาไว้แน่น รู้สึกใจหายไปวูบหนึ่งเมื่อรู้ว่าในที่สุดวันที่เขาคาดไว้ก็มาถึง นับตั้งแต่ชายสูงอายุเจ้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ร่ำรวยมหาศาลคนนั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับมารดาของเขา คาร์ตัน สตีลได้มีโอกาสพบกับแคธเธอรีนเพียงไม่กี่ครั้ง ก็ตกหลุมรักกับความงดงาม อ่อนโยนของพนักงานขายตัวเล็กๆ ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย

“แม่รักคุณสตีล หรือเปล่าครับ”

“แม่..ไม่แน่ใจจ้ะ เพราะมันไม่เหมือนกับตอนพ่อของลูก ตอนนั้นแม่รักมาร์คมาก การได้อยู่กับมาร์คทำให้แม่มีความสุขทุกวันแม้เราจะลำบากกันก็ตาม และตอนนี้แม่ก็อายุมากขึ้นความรักอ่อนหวานเหมือนหนุ่มสาวผ่านไปแล้ว แต่คาร์ตันทำให้แม่รู้สึกอบอุ่นมาก”

“แสดงว่าแม่มีความสุขเวลาอยู่กับคุณสตีล?” แคธเธอรีนพยักหน้าอย่างเขินอายเมื่อยอมรับกับบุตรชาย เมลลังเลไปชั่วครู่แล้วจึงยิ้มอย่างอ่อนหวาน

“ผมดีใจที่แม่มีความสุข และผมเองก็แน่ใจได้ว่าคุณสตีลจะดูแลแม่ได้” เมลตอบและก็รู้ว่าตัวเองตัดสินใจไม่ผิดเมื่อเห็นแววตาแจ่มใจและยินดีของมารดา

แม้อายุทั้งคู่จะห่างกันเพราะแคธเธอรีนพึ่งจะ 42 ปี แต่ตัวคาร์ตันเองก็ยังดูหนุ่มกว่าอายุ 60 ปีของเขามาก ที่สำคัญคือแม้ฐานะพวกเขาจะแตกต่างกันแต่คาร์ตันอ่อนโยนและสุภาพกับแคธเธอรีนเสมอ เมลเองก็รู้สึกดีใจที่ได้เห็นแม่ยิ้ม และมีความสุขเหมือนกลับไปเป็นสาวๆ อีกครั้ง

เพราะเด็กหนุ่มรู้ว่าหลังจากแคธเธอรีนสูญเสียมาร์คไปด้วยอุบัติเหตุ เธอต้องรับภาระดูแลเขาตามลำพัง เมลจึงรู้ถึงความลำบากของมารดาดี เขาพยายามที่จะตั้งใจเรียนจนผลการเรียนอยู่ในระดับยอดเยี่ยมได้เลื่อนชั้นหลายครั้ง และกำลังจะจบมหาวิทยาลัยทั้งที่อายุเพียง 22 ปี เพราะเมลตั้งใจที่จะออกมาหางานทำ เพื่อช่วยบรรเทาภาระของแคธเธอรีน

©©©©©©©

ภายหลังจากงานแต่งอันเรียบง่ายตามความต้องการของแคธเธอรีนแล้ว เมลจึงได้ย้ายเข้ามาอยู่ที่คฤหาสน์สตีลกับมารดา ทั้งที่ตอนแรกเมลต้องการที่จะอยู้บ้านเช่าหลังเดิมเพียงลำพัง แต่คาร์ตันกลับไม่เห็นด้วย

“เมล ลูกจะอยู่ที่นั่นทำไม บ้านเราออกใหญ่และกว้างขนาดนี้” คาร์ตันคัดค้านอย่างหนัก ร่างสูงอายุมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่ยอมแพ้ เมลเป็นเด็กน่ารักอ่อนโยน ทำให้คาร์ตันออกจะเอ็นดูลูกติดภรรยาคนนี้มาก อาจเป็นเพราะ ‘จาเรด’ ลูกชายคนเดียวของเขาเข้มแข็งและเป็นผู้ใหญ่เกินกว่าที่จะให้เขามาแสดงบทบาทความเป็นพ่อและคอยดูแลช่วยเหลือแล้วก็ได้

“แต่ว่าผม...เอ่อ...” เมลอึกอักอย่างเกรงใจ แต่คาร์ตันตัดบท

“ไม่! พ่อไม่ยอม ใครรู้เข้าจะเอาหน้าไปไว้ไหน ลูกคนเดียวปล่อยออกไปอยู่ข้างนอก” คาร์ตันแทนตัวเองว่าพ่อกับเมลอย่างสนิทใจจนเด็กหนุ่มต้องยอมแพ้
และจุดเปลี่ยนชะตาชีวิตของเมลก็มาถึงในวันเกิดครบรอบปีที่ 22 ของเขา เมื่อเด็กหนุ่มมีโอกาสได้พบกับ จาเรด สตีล ลูกชายคนเดียวของคาร์ตัน ที่ถูกเรียกตัวกลับมาจากสาขาต่างประเทศเพื่อรับงานต่อจากคาร์ตัน

©©©©©©©

“เมล เพื่อนๆ มากันแล้วนะลูก เจ้าของวันเกิดลงมารับเพื่อนๆ ก่อนเร็ว” เสียงคาร์ตันร้องเรียกแกมหัวเราะเมื่อเห็นเมลเดินออกมาด้วยท่าทางรีบร้อน ร่างเพรียวสวมสเวตเตอร์สีครีมทับกางเกงสีน้ำตาลเข้ม ดวงตาเป็นประกายร่าเริงและตื่นเต้นเล็กน้อย

“เป็นอะไร? ดูตื่นเต้นพิกล” คาร์ตันถามยิ้มๆ

“ก็ผมมีคนพิเศษที่อยากแนะนำให้พ่อกับแม่รู้จักด้วยนะครับ” เมลบอกดวงตาสีม่วงเป็นประกายอย่างมีความสุข
“แน่ะ! พาคนรักมาแนะนำล่ะสิ แม่เรารู้หรือยังล่ะ” คาร์ตันอุทานก่อนจะยิ้มกว้างพร้อมกับถามถึงแคธเธอรีนเพราะรู้ดีว่าแม่ลูกคู่นี้สนิทกันแค่ไหน เขาไม่คิดว่าเมลจะมีคนรักแล้วก็เห็นค่อนข้างเงียบแล้วไม่ค่อยคุยหรือมีเพื่อนมากนัก เมลยิ้มก่อนจะตอบเสียงอายๆ

“ผมบอกแม่ไว้แล้วครับว่าจะพาซาร่าห์มาที่บ้าน”

©©©©©©©

เมลมองซาร่าห์นั่งคุยอยู่กับแม่และคาร์ตัน แล้วเด็กหนุ่มยิ้มอย่างมีความสุข สายตาหันไปทางกลุ่มเพื่อน 4-5 ที่กำลังล้อมกันอยู่ที่โต๊ะอาหาร บางทีเมลก็สงสัย ชีวิตในช่วงที่ผ่านมานี้เปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน เขากำลังอยู่กับความจริงหรือเปล่านะ?

ตอนแรกเมลไม่แน่ใจในตัวคาร์ตันนัก แต่เพียงไม่นานเมลก็สัมผัสความรักที่คาร์ตันมีต่อแคธเธอรีนได้ เมลไม่รู้ตัวว่าตนเองโล่งใจแค่ไหน เขาไม่เคยกลัวกับความลำบากหากต้องกลับไปเป็นเช่นเดิม แต่เมลกลัวแม่จะผิดหวังและเสียใจมากกว่า

ขณะที่งานเลี้ยงเล็กๆ กำลังดำเนินไปอย่างสนุกสนานท่ามกลางเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะร่าเริง ประตูห้องด้านตรงข้ามกับโต๊ะอาหารเปิดออกช้าๆ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาในห้องอาหารอย่างเงียบๆ บุคลิกของเขาดูเยือกเย็นเหมือนคนที่เคยชินกับอำนาจและการออกคำสั่ง ใบหน้าเข้มคมสันดูแกร่งกระด้าง ผมสีน้ำตาลไหม้เกือบดำตัดสั้นเข้ารูปศีรษะ คิ้วเข้มได้รูปทอดเหนือดวงตาคมกริบสีน้ำตาลซึ่งอ่อนกว่าสีผมเล็กน้อยจนทำให้ดูเหมือนฉาบประกายสีทองอยู่ลึกๆ

ชายหนุ่มถอดโอเวอร์โคทให้กับคนรับใช้ด้วยท่าทางเรื่อยๆ ตามสบาย ขมวดคิ้วเล็กน้อยกวาดตาดูบรรยากาศงานเลี้ยงเล็กๆ ในห้องอาหารนั้น แต่เมื่อมองเห็นคาร์ตันนั่งอยู่กับสตรีวัยกลางคนร่างเล็กและเด็กหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่มุมห้อง ชายหนุ่มจึงเดินเข้าไปช้าๆ เมลเงยหน้าขึ้นเมื่อรู้สึกห้องเงียบลง ขณะที่คาร์ตันกลับยิ้มอย่างยินดี

“จาเรด! ไหนว่าจะกลับมาอาทิตย์หน้าไง” คาร์ตันอุทานเมื่อเห็นชายหนุ่ม เขาลุกขึ้นตรงเข้ากอดร่างบุตรชายไว้แน่น ยิ้มทักบุตรชายอย่างดีใจ

“งานทางนั้นเรียบร้อยแล้ว ผมจึงตัดสินใจกลับก่อนกำหนดเล็กน้อยครับพ่อ” คาร์ตันส่งเสียงรับรู้ในคอ ก่อนที่จะหันมาแนะนำแคทเธอรีนและเมลอย่างรักใคร่

“นี่แคธเธอรีนกับเมลที่พ่อเล่าให้ลูกฟัง แล้วนี่จาเรด ลูกชายผมจ้ะที่รัก” คาร์ตันหันไปหาแคธเธอรีน ขณะที่ร่างสูงยิ้มเยือกเย็น แววตาคมกริบนั้นมองประเมินสตรีวัยกลางคนตรงหน้าอย่างช้าๆ ก่อนจะทักตอบแคธเธอรีนอย่างสุภาพ แต่ก็เรียบเฉยและแฝงแววเย็นชา เหมือนถูกแนะนำให้รู้จักใครคนหนึ่งในงานเลี้ยงธรรมดาๆ เท่านั้น

“สวัสดีครับ แคธเธอรีน ยินดีที่ได้รู้จักครับ” แคธเธอรีนพึมพำตอบเบาๆ อย่างอ่อนโยน เมลก้าวเข้ามาจับมือมารดาบีบเบาๆ อย่างปลอบโยนเมื่อรู้สึกถึงความไม่สบายใจในการพบกับบุตรชายของสามี

เมลรู้ว่าแคธเธอรีนเป็นกังวลว่าจาเรดไม่ยอมรับเธอ เพราะแม้กระทั่งวันแต่งงาน ชายหนุ่มก็ไม่ได้มาร่วมพิธี โดยอ้างว่างานยุ่งและกำลังติดพันกับการเซ็นสัญญาทางธุรกิจสำคัญอยู่ ครั้งนี้จึงเป็นการพบกันครั้งแรก ดังนั้นเมื่อเมลเห็นท่าทางเย็นชาที่ชายหนุ่มแสดงออกมาแล้ว ร่างบางก็เกิดความรู้สึกโกรธขึ้นมาทีละน้อย

“สวัสดีครับ จาเรด” เมลทักก่อนอย่างสุภาพ แววตาคมของจาเรดจึงหันมากวาดมองทั่วร่างบางอย่างพิจารณาเมื่อได้ยินน้ำเสียงแข็งๆ ดวงตาสีม่วงอ่อนใสที่เป็นประกายแวววับด้วยความไม่พอใจของเมลในตอนแรก เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นระวังตัวเมื่อสบตาคมคู่นั้นอย่างใกล้ชิด

“สวัสดี เมล” จาเรดมองร่างโปร่งบางของน้องชายคนใหม่ แล้วนิ่งไปเมื่อสะดุดตากับใบหน้ารูปไข่งดงาม สันจมูกโด่งเล็ก ริมฝีปากบางแดงเรื่อ แววตาสีม่วงอ่อนใสราวกับพลอยสีสวยภายใต้คิ้วเรียวจรดหางตา ผมสีทองเป็นประกายและดูท่าจะนุ่มนวลนั้นยาวเคลียแก้มนวลใส จาเรดกวาดตาไปทั่วร่างบางแล้วนึกถึงที่พ่อเคยบอกเขาตอนจะแต่งงานใหม่ ว่าเด็กหนุ่มเพิ่งจะเรียนจบทั้งที่อายุเพิ่งจะย่างเข้า 22 ปีเท่านั้น ห่างจากเขาเกือบ 7 ปีทีเดียว

แววตาคู่นั้นกำลังมองเขาอย่างระมัดระวังเหมือนรู้สึกถึงบางอย่างที่เป็นอันตราย ทำให้ชายหนุ่มหรี่สายตาลงเล็กน้อยก่อนจะหันกลับมาที่ผู้หญิงที่เป็นแม่เลี้ยงของเขา

“ผมเข้ามาขัดจังหวะงานเลี้ยงอะไรหรือเปล่าครับ” ชายหนุ่มมองเลยไปที่เด็กหนุ่มสาว 4-5 คนที่กำลังจับกลุ่มและมองมาทางเขาอย่างสนใจ แคธเธอรีนรีบสั่นหน้า

“ไม่หรอกจ้ะ พอดีวันนี้วันเกิดเมลเลยฉลองกันนิดหน่อย มีแค่เพื่อนของเมลไม่กี่คนกับพวกเราเท่านั้นเองจ้ะ”

“งั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นก็สุขสันต์วันเกิดนะเมล เสียใจที่ไม่รู้มาก่อนเลยไม่ได้เตรียมของขวัญให้นะ” ดวงตาคมกริบหันกลับมามองร่างบางที่อยู่ตรงหน้า

“ไม่จำเป็นหรอกครับ ขอบคุณ” เมลตอบ สายตาคมที่มองมาเหมือนประเมินอะไรสักอย่างนั้น ทำให้ร่างบางขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ความโกรธที่กรุ่นอยู่ตั้งแต่แรกเริ่มทวีขึ้น แม้จะพยายามรักษาน้ำเสียงแล้ว แต่ประโยคที่ตอบก็ยังขุ่นมัวจนชายหนุ่มรู้สึก จาเรดยกมุมปากเล็กน้อย แต่แววตาที่มองตอบทำให้เมลกำมือแน่นเมื่อสายตานั้นมองกริยาเขาอย่างรู้ทัน

“เห็นแต่เจ้าของวันเกิดอยากได้ของขวัญทั้งนั้น ไม่ใช่หรือ?” จาเรดพูดเรื่อยๆ

“จริงๆ แล้วของขวัญก็ไม่สำคัญเท่าน้ำใจหรอกครับ เพียงแค่ความปรารถนาดีและคำอวยพรที่จริงใจเท่านั้นก็พอ” น้ำเสียงของเมลบ่งบอกความแน่ใจในว่ากลุ่มคนที่มีน้ำใจเหล่านั้น คงไม่รวมจาเรดอยู่ด้วยแน่

“งั้นหรือ แล้วพ่อฉันให้ของขวัญที่แสดงน้ำใจอะไรล่ะ” จาเรดย้อนด้วยประโยคที่เมลถึงกับอึ้งพูดไม่ออก เมื่อนึกถึงรถยนต์คันเล็กราคาแพงที่คาร์ตันซื้อให้เมื่อไม่นานมานี้ เพราะตอนแรกเมลพยายามที่จะปฏิเสธไม่ยอมรับเพราะเห็นว่าราคาแพงเกินไป จนกระทั่งคาร์ตันต้องบอกว่ามันเป็นของขวัญวันเกิดเขาจึงยอมรับเพราะกลัวว่าคาร์ตันจะเสียใจ

จาเรดยิ้มมุมปากเมื่อเห็นสีหน้าเมล รอยยิ้มนั้นยิ่งทำให้เมลหน้าแดงและต้องพยายามระงับอารมณ์มากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าจาเรดหมายความว่าอย่างไร
‘คงคิดว่าเขาแค่พูดให้ฟังดูดี ทั้งที่จริงแล้วชอบของขวัญราคาแพงล่ะสิ’ ร่างบางสูดลมหายใจลึกไม่ตอบโต้อะไรอีก อยากเข้าใจยังไงก็ตามใจเถอะ

ชายหนุ่มขยับจะพูดต่อแต่ก็ชะงัก เมื่อมองเลยไปยังสาวน้อยผมดำที่ก้าวมายืนอยู่ด้านหลังเมล ใบหน้านั้นสวยงามแจ่มใสแต่แววตาเป็นประกายยั่วเย้าอย่างมีจริต สายตาทอดมองมาที่เขามีแววพึงพอใจอย่างเปิดเผย เมลมองตามสายตาชายหนุ่ม แล้วต้องแนะนำอย่างไม่เต็มใจนัก

“ซาร่าห์ เพื่อนของผมครับ”

“ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ” ซาร่าห์ทอดยิ้มอ่อนหวานให้ชายหนุ่มตรงหน้าแววตาเป็นประกายอย่างชื่นชม จาเรดเห็นอาการที่เมลกุมมือซาร่าห์ไว้อย่างสนิทสนมแล้วก็เดาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ได้ไม่ยาก ชายหนุ่มหันมาพิจารณาสวยน้อยตรงหน้าอีกครั้ง ดวงตามองอาการเพื่อนสาวของเมลอย่างประเมิน ก่อนจะยิ้มมุมปากทักทาย

“เช่นกัน ซาร่าห์” จาเรดหันมาสบตาสีม่วงใสที่ทอประกายดื้อดึงตรงหน้าเขา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องเมื่อมองไปที่คาร์ตันและแคธเธอรีน

“ผมต้องขอตัวก่อนนะครับ พ่อ” จาเรดเอ่ย ทำให้คาร์ตันอุทาน

“อ้าว ไม่ฉลองวันเกิดกับเมลหน่อยหรือ”

“พอดีผมกินมื้อเย็นมาตอนอยู่บนเครื่องครับคงกินอีกไม่ไหว แล้วก็อยากพักสักนิด” ชายหนุ่มพูดจบก็เหลือบตาไปดูเมล ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบทองเป็นประกายอย่างรู้ทันเมื่อเห็นร่างบางทำท่าโล่งใจที่เขาจะไม่อยู่ร่วมงานด้วย ชายหนุ่มจึงขอตัวก่อนจะเดินออกจากห้องไป

เมลเงียบไป ร่างบางกำลังคิดถึงสายตาของจาเรดแล้วให้เริ่มรู้สึกอึดอัด เมื่อนึกถึงว่าเขาจะต้องอยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกันกับชายหนุ่ม เมลสะบัดศีรษะเล็กน้อยพร้อมกับปลอบใจตนเองว่าคงไม่เป็นไร อยู่ร่วมกันไปความขัดแย้งเล็กน้อยเหล่านี้อาจจะหมดไปได้

ขณะที่เมลนึกกลุ้ม เพื่อนๆ ของเมลรวมทั้งซาร่าห์ กลับพูดถึงจาเรดด้วยความชื่นชม โดยเฉพาะบุคลิกของชายหนุ่มที่มีพลังดึงดูดความสนใจได้ไม่ยาก แววตาที่เยือกเย็นกระด้างแต่แฝงความร้อนแรงไว้ภายใน จนทำให้เด็กสาวหลายคนเพ้อฝัน

©©©©©©©

ถึงแม้ว่าจะปลอบใจตัวเองไว้เช่นนั้น แต่ระยะห่างระหว่างเมลกับจาเรดยิ่งไกลกว่าคำว่าครอบครัวเดียวกันมากขึ้นทุกที และเมลต้องพยายามระมัดระวังไม่แสดงออกให้คาร์ตันและแคธเธอรีนรู้ถึงความอึดอัดของตนเองเพราะไม่อยากให้ทั้งคู่ต้องลำบากใจ

เมลแน่ใจว่า จาเรดคงไม่พอใจที่เขากับแม่เข้ามาเป็นตัวเกะกะที่นี่ เพราะเมื่อเผชิญหน้ากันในระยะหลังเมลยิ่งทวีความรู้สึกแปลกๆ และอึดอัดกับดวงตาคมแฝงแววประหลาดที่ทอดมองมาจนต้องเป็นฝ่ายคอยหลบหน้า และสถานที่ที่เมลชอบใช้มากก็เห็นจะเป็นห้องสมุดซึ่งอยู่บริเวณชั้นสองทางด้านหลังของตัวคฤหาสถ์ ถึงแม้จะเป็นห้องสมุดส่วนตัวแต่ก็มีหนังสือจำนวนไม่น้อย ทำให้บางครั้งเมลเองก็ลืมเวลาอยู่บ่อยๆ เช่นเดียวกับวันนี้ที่หลบมานั่งอ่านหนังสือตั้งแต่หลังมื้ออาหารเย็นจนกระทั่งดึกดื่นค่อนคืนไปโดยไม่รู้ตัว

“ฮื้อ! ไปอยู่ที่ไหนนะ” เมลพึมพำกับตนเอง เมื่อก้มตัวควานหาปากกาบนพื้นพรมหนานุ่มใต้โต๊ะสำหรับนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือในห้องสมุด

“หาอะไร?” เสียงทุ้มที่ถามลอยๆ นั้นทำให้เมลสะดุ้ง ผวาลุกขึ้นอย่างรวดเร็วจนศีรษะไปกระแทกกับเหลี่ยมของขอบโต๊ะอย่างแรง

“..........!!!”

เมลร้องไม่ออกเมื่อรู้สึกความเจ็บปวดที่วูบขึ้น ร่างบางยกมือกุมศีรษะทำท่าจะทรุดลง ถ้าไม่ได้มือแข็งแรงคู่หนึ่งหิ้วไว้ เมลน้ำตาคลอขณะที่มือใหญ่นั้นแหวกเส้นผมอย่างรวดเร็วเพื่อหารอยแผลให้
“โอย! อย่านะ เจ็บ! บอกว่าเจ็บไง!!!” เมลครางแล้วอุทานเมื่อมือใหญ่นั้นกดไปรอบรอยที่บวมโนขึ้นมาทันตาเห็น

“เดี๋ยวซิ” เสียงนั้นดังขึ้นห้วนๆ เมื่อเมลพยายามขยับศีรษะหนี

“เอาล่ะ ไม่มีแผลเลือดออก คราวหน้าก็ระวังหน่อย” ชายหนุ่มเอ่ยแล้วลดมือลงไปวางไว้ที่เอวเล็ก เมลยืนทำตัวแข็งก่อนจะขยับเพื่อจะดันตัวออก แต่ไม่สามารถปลดวงแขนนั้นออกไปได้ ร่างบางรีบเอ่ย

“งั้นก็ปล่อยผมได้แล้ว จาเรด” แทนที่จะปล่อยชายหนุ่มกลับรวบร่างโปร่งบางเข้าไปใกล้ สูดลมหายใจลึกเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากเรือนผม วงแขนแข็งแรงราวกับปลอกเหล็กรัดเอวบางแน่นขึ้นเหมือนจะแกล้ง จนทำให้เมลเงยหน้าขึ้นอย่างโมโห แล้วก็ชะงักเมื่อสบสายตามีแววประหลาด ชายหนุ่มมองร่างบางในอ้อมแขนก่อนจะก้มหน้าลงช้าๆ จนรับรู้ถึงลมหายใจอีกฝ่าย

เมลมองลึกลงไปในดวงตาสีน้ำตาลเข้มอย่างงุนงง แล้วก็รู้ตัวเมื่อริมฝีปากของชายหนุ่มก้มลงมาช้าๆ จนชิด ร่างบางสะบัดศีรษะหนีทันที ดวงตาสีม่วงอ่อนใสทอแววตกใจ จาเรดยิ้มมุมปากเล็กน้อยเมื่อเห็นกริยานั้นก่อนจะค่อยคลายอ้อมแขน ทำให้เมลรีบถอยออกมาอย่างรวดเร็วขณะที่หัวใจเต้นถี่แรง มือเล็กยกขึ้นแตะริมฝีปากมองร่างสูงที่ยืนตระหง่านตรงหน้าอย่างทำอะไรไม่ถูก แต่ชายหนุ่มเปลี่ยนท่าที่เป็นเฉยเมยแล้วถามด้วยน้ำเสียงเรื่อยๆ

“ดึกแล้วนะ เธอมาทำอะไรอยู่ที่นี่”

“ผมมาอ่านหนังสือ” เมลตอบหางเสียงยังสั่นเล็กน้อย ชายหนุ่มทำสีหน้ารับรู้มองร่างตรงหน้าที่ยังทำท่าระวังตัว ก่อนจะหันไปที่ตู้หนังสือพลางเลือกดึงออกมาสองสามเล่มเปิดดูเหมือนไม่สนใจอะไรอีก เมลยืนนิ่งอย่างงุนงงเมื่อเห็นชายหนุ่มทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พอเริ่มควบคุมตัวได้จึงค่อยๆ ถอยหลังก่อนจะเลี่ยงออกไป แต่ก็ชะงักเมื่อจาเรดทัก

“เธอไม่เลือกหนังสือไปอ่านอีกหรือไง ฉันช่วยเลือกให้ เอาไหม?”

“ไม่!…เอ่อไม่ต้องแล้วครับ” ร่างบางรีบปฏิเสธก่อนอย่างตกใจ ก่อนจะอ้ำอึ้งพูดต่อแล้วรีบเปิดประตูออกไป จาเรดมองประตูที่ปิดตามหลังแล้วเหยียดยิ้มมุมปากเล็กน้อย ค่อยวางหนังสือที่เปิดดูเมื่อครู่ลงบนโต๊ะอย่างไม่สนใจ

©©©©©©©

เมลก้มตัวลงสวมรองเท้าแล้วก็เงยหน้าขึ้นถอนใจอย่างเซ็งๆ เมื่อรถคันยาวใหญ่เลี้ยวเข้ามาจอดเทียบด้านหน้า คนขับรถรีบอ้อมมาเปิดประตูให้จาเรดอย่างนอบน้อม

‘นี่เพิ่งบ่ายสาม ทำไมวันนี้ถึงกลับเร็ว’ เมลคิดในใจปกติชายหนุ่มจะกลับมาถึงประมาณหกโมงเย็นหรืออาจก่อนหน้านั้นเล็กน้อยนี่นา ร่างโปร่งบางทำท่าก้าวหลบ พอดีกับที่ชายหนุ่มเดินเข้ามาดักหน้าที่ระเบียงกว้างนั้นพอดี

“ทำไมต้องรีบหลบด้วยล่ะ เมล พักนี้ไม่ค่อยมีโอกาสได้คุยกันเลย” เมื่อได้ยินน้ำเสียงแฝงแววเยาะนั้น เมลก็หันมาสบตาชายหนุ่มก่อนจะตอบเสียงขุ่น

“ผมไม่ได้หลบ”

“งั้นหรือ ฉันคิดว่าเธอกำลังหลบเพราะกลัวฉันเสียอีก” น้ำเสียงเรียบตรงข้ามกับแววตาที่ทอประกายประหลาด

“ผมไม่ได้กลัวคุณ ทำไมจะต้องกลัวคุณด้วย” หลุดปากไปแล้วเมลหน้าแดงเพราะรู้ตัวว่ากำลังพูดโกหก เมื่อถูกทักเข้าก็รู้สึกถึงความโกรธก็เริ่มกรุ่นขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสายตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองเขาอย่างประเมิน

“นั่นน่ะสิ ไม่มีเหตุผลที่เธอต้องกลัวฉันนี่ อืมม์... หรือว่ามี?” ร่างสูงขยับเดินเข้ามาใกล้ ร่างที่เล็กกว่าของเมลจึงค่อยถอยไปทีละก้าวจนชิดราวระเบียง เมลหันหน้าไปดูด้านหลังแวบหนึ่ง พอหันกลับมาก็ชะงักเมื่อร่างสูงอาศัยจังหวะนั้นก้าวเข้ามาจนชิด แววตาสีน้ำตาลอมทองนั้นเยือกเย็นมีนัยประหลาดที่ทำให้เมลตัวแข็งทื่อ

“เมล!” เสียงเสียงดังแว่วมาเบาๆ

“เมล! ตกลงวันนี้ซาร่าห์จะมาหรือเปล่า แม่จะได้ให้เตรียมอาหารเพิ่ม” เสียงแคธเธอรีนดังมาก่อนที่จะโผล่หน้าออกมาที่ระเบียง ทำให้เมลค่อยๆ ผ่อนลมหายใจจนไม่ทันเห็นแววตารู้ทันของชายหนุ่ม

“อ้าว! จาเรด กลับมาแล้วหรือจ้ะ” แคธเธอรีนถามอย่างอ่อนโยนเมื่อมองเห็นจาเรด ร่างสูงขยับถอยออกมา ก้มศีรษะรับเล็กน้อยกับการทักทายเมลจึงรีบเอ่ยกลบเกลื่อน

“มื้อเย็นนี้ผมชวนซาร่าห์ไว้แล้ว เอ่อ! ได้เวลาแล้วผมขอไปรับเธอก่อนนะครับ” เมลรีบถือโอกาสขอตัวแล้วหมุนกายเดินออกไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อมารดาโผล่เข้ามาขัดจังหวะ ทำให้จาเรดมองตามพร้อมกับแววตาครุ่นคิดแกมมาดหมาย

©©©©©©©


ซาร่าห์วางแก้วเครื่องดื่มลงขณะมองไปที่จาเรดอย่างพอใจ เธอยอมรับว่าตื่นเต้นกับการมาร่วมโต๊ะอาหารเย็นวันนี้ เด็กสาวใช้เวลาเตรียมตัวนานเป็นพิเศษ แต่ครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อเมล แต่เพื่อเป็นการเพื่อดึงความสนใจจากชายหนุ่มร่างสูงแววตาทอประกายเยือกเย็นน่าค้นหาตรงหน้านี่ต่างหาก อยากรู้นักว่าเวลาอยู่บนเตียงชายหนุ่มจะทำให้เตียงร้อนเป็นไฟได้แค่ไหน

ซาร่าห์คิดอย่างมาดหมายโดยไม่สนใจว่าตนเองกำลังเล่นกับไฟ “ของอย่างนี้มันต้องลอง” ซาร่าห์ไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสาอย่างที่พยายามแสดงให้เมลเห็น และตอนนี้เธอมีเป้าหมายที่น่าสนใจกว่า

เธออาจจะโชคดีจับชายหนุ่มที่เป็นที่ใฝ่ฝันของหญิงสาวทั้งเมืองนี่ก็ได้

‘จาเรด’ ชายหนุ่มช่างดูมีเสน่ห์ของบุรุษเพศที่ร้อนแรงชวนให้ค้นหา และยิ่งเพียบพร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติมากมายที่ทำให้เป็นที่ดึงดูดใจ เธอคิดอย่างทะนงในความสวยระดับดาวของมหาวิทยาลัยของตนว่าจาเรดคงสนใจเธอไม่น้อย สาเหตุหนึ่งก็เพราะสายตาคมกริบมักจะมองข้ามโต๊ะอาหารมาที่เธอกับเมลอย่างพิจารณา

จาเรดยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น มองกริยาและแววตาอ่อนโยนของเมลที่ปฏิบัติกับหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วหรุบสายตาลงมองแก้วไวน์เพื่อซ่อนแววตาบางอย่าง จนกระทั่งมื้อเย็นเสร็จสิ้น

ร่างสูงเขย่าแก้วบรั่นดีในมือเล็กน้อย ขณะมองเงาร่างของเมลกับซาร่าห์จากบนระเบียงกว้าง เมลเปิดประตูรถให้ซาร่าห์

“ขอบคุณนะเมลสำหรับอาหารค่ำวันนี้” ซาร่าห์ยิ้ม เอื้อมมือมาจับที่ปกเสื้อของเมล เด็กหนุ่มลูบเรือนผมคนรักก่อนจุมพิตอำลาอย่างอ่อนโยน

“ให้ผมนั่งไปเป็นเพื่อนจนถึงที่บ้าน ดีมั้ย”

“ไม่ต้องหรอกเมล แค่รถไปส่งที่บ้านนี่ก็พอ ดึกแล้วนั่งกลับไปกลับมาเปล่าๆ”

“งั้น ราตรีสวัสดิ์ ซาร่าห์” เมลยิ้มก่อนจะปิดประตูรถให้ พร้อมกับบอกคนขับรถให้ไปได้ ยืนมองจนรถเลี้ยวพ้นประตูบ้านจึงหมุนตัวเดินขึ้นบันไดมาแล้วก็ชะงัก เมื่อเห็นร่างสูงยืนอยู่บนระเบียง

“คนรักเธอน่ารักดีนะ คงคบกันมานานแล้วสิ” จาเรดเอ่ยเบาๆ แฝงความนัยที่ทำให้เมลหันขวับมามอง พร้อมกับเอ่ยอย่างไม่พอใจ

“เรื่องของผมไม่เกี่ยวกับคุณนะครับ จาเรด” แล้วร่างที่เล็กกว่าเดินผ่านหน้าไปอย่างไม่สนใจ

©©©©©©©

ร่างสูงใช้มือรูดเน็คไทออกช้าๆ ขณะที่ก้าวเข้ามาในห้องโถงด้านหน้าแล้วก็ชะงักเล็กน้อย เมื่อมองเห็นร่างเพรียวของเด็กหนุ่มยืนพิงเคาเตอร์เอียงคอหนีบหูโทรศัพท์ไว้กับไหล่ ขณะมือกำลังเลือกซองจดหมายในถาดที่แม่บ้านเอามาวางไว้อย่างไม่สนใจนัก

“ฉันไม่ว่างจ้ะเมล ตอนนี้กำลังเตรียมตัวไปสมัครงานอยู่นะ” เมลยิ้มกับหูโทรศัพท์

“อืมม์ บริษัทคอมพิวเตอร์ที่เคยบอกใช่มั้ย แล้วตอนเย็นล่ะ? พักนี้เราไม่เจอกันนานแล้วนะ” เมลถามซาร่าห์อย่างอ่อนโยน ตอนนี้ซาร่าห์เองก็คงกำลังยุ่งเพราะเป็นช่วงหางานทำ

“ฮื้อ! ก็ไม่ได้เรียนเก่งจนมีบริษัทมาเรียกตัวไปทำงาน มากซะจนเลือกไม่ถูกเหมือนบางคนนี่นะ” น้ำเสียงใสนั้นมีแววอิจฉาจนทำให้เมลหัวเราะเบาๆ ก่อนจะถามซ้ำ

“ตกลงแล้วตอนเย็นล่ะ?”

“คงไม่ได้หรอกจ้ะ ต้องไปธุระต่อ แล้วคืนนี้กลับดึกไม่ต้องโทรมานะจ้ะ”

เมลวางหูโทรศัพท์ลงพร้อมกับถอนหายใจ พักนี้เขาไม่ได้เจอกับซาร่าห์เลย โทรไปหาก็ไม่ค่อยอยู่ คุยกันได้เพียงทางโทรศัพท์แล้วซาร่าห์ก็รีบตัดบทวางหูไป

เมลลุกขึ้นแล้วก็ตัดสินใจ ไม่เป็นไรเย็นนี้เขาไปรอซาร่าห์ที่ห้องก็ได้ วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ เมลยิ้มเมื่อนึกว่าซาร่าห์คงยุ่งอยู่กับการสอบจนลืมวันเกิดของตัวเอง เมลอยากให้ซาร่าห์ดีใจกับของขวัญของเขา เด็กหนุ่มมองดูสร้อยคอเส้นเล็กในมือที่อุตสาห์เก็บเงินจากงานพิเศษซื้อ โดยไม่แตะต้องค่าใช้จ่ายที่ได้รับจากคาร์ตัน เมลเคยเห็นว่าซาร่าห์อยากได้มันมากตอนที่เห็นมันครั้งแรกในตู้โชว์

เมลเก็บสร้อยคอเส้นเล็กใส่กระเป๋าเสื้อ ร่างบางวิ่งขึ้นบันไดพร้อมกับผิวปากอย่างร่าเริง จาเรดซึ่งยืนพิงประตูมองตามแล้วยิ้มมุมปาก ก่อนหมุนตัวเดินออกไปเงียบๆ

©©©©©©©

เด็กหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อเห็นไฟในห้องพักสว่างแล้วก็ยิ้ม ซาร่าห์คงกลับมาแล้ว เมลค่อยๆ ไขกุญแจเปิดประตูเข้าไป ตั้งใจที่จะทำให้คนรักประหลาดใจ

แม้เสียงเปิดประตูจะเบา แต่ก็กระทบหูของร่างสูงที่กำลังทาบทับอยู่กับร่างอวบของซาร่าห์ แววตาสีน้ำตาลแกมทองทอประกายวูบ

เมลชะงักมองภาพตรงหน้าอย่างตกตะลึง ของขวัญหลุดจากมือลงไปกลิ้งแทบเท้า เมื่อเห็นร่างเปลือยสองร่างที่กำลังโรมรันกันอยู่บนโซฟาตัวใหญ่

‘จาเรดกับซาร่าห์’

เมลเย็นวูบ เมื่อมองร่างสูงแข็งแกร่งเปลือยเปล่าที่กำลังทาบทับอยู่บนร่างคนรักของเขา ได้ยินแต่เสียงกรีดร้องพร่ำวอนขออย่างไม่อายของซาร่าห์ เด็กสาวตกอยู่ในห้วงหฤหรรษ์จนไม่ได้ยินเสียงอะไร นอกจากเร่งเร้าชายหนุ่มที่ยังควบคุมตนเองได้อย่างมั่นคง

“ได้โปรด อา... จาเรด ชั้นต้องการคุณ แรงอีก” ร่างเปลือยบิดเร่าเมื่อชายหนุ่มผ่อนจังหวะลง

“หึ เธอร้อนแรงอย่างนี้ เมลคงทำให้เธอพอใจไม่ได้ล่ะสิ” จาเรดพึมพำ

“โอ.... เมลน่ะเด็กออก..... ชั้น....ไม่เคยมีอะไรกับเค้าน่ะ ชั้นชอบคุณมากกว่า...” ซาร่าห์พร่ำออกมา

“หึ ถ้าอย่างนั้นเขาคงไม่รู้สิว่าเธอน่ะเชี่ยวชาญขนาดไหน....” จาเรดเร่งเร้าจังหวะรักจนกระทั่งซาร่าห์กรีดร้องออกมาเมื่อถึงจุดสุดยอดอย่างรุนแรง

ชายหนุ่มถอนกายออกหลั่งรินความร้อนผ่าวลงไปที่หน้าท้องขาวนวลของซาร่าห์ ทำให้เด็กสาวครางอย่างผิดหวัง จาเรดมองร่างเปลือยตรงหน้าแล้วพลิกตัวนั่งบนโซฟาตัวใหญ่นั้นช้าๆ ก่อนจะคว้าบุหรี่ขึ้นมาจุด พ่นควันบุหรี่ออกมาแล้วเอ่ยปากขึ้น

“ไง! เมล จะยืนอยู่ที่นั่นอีกนานมั้ย”

ประโยคนั้นทำให้ซาร่าห์ลุกพรวดพราดขึ้นอย่างตกใจ แต่ชั่วครู่ก็วางสีหน้าเฉย ร่างอวบเบียดเข้ากับหลังของจาเรดอย่างไม่อาย ไม่จำเป็นแล้วนี่! ตอนนี้เธอแน่ใจว่าจับจาเรดได้แล้ว เด็กสาวคิดอย่างมั่นใจในตนเอง

ร่างสูงหันไปมองร่างเปลือยที่แนบอยู่กับแผ่นหลัง แววตาของชายหนุ่มเยือกเย็นไม่บ่งบอกความรู้สึกใด

ร่างบางยืนกำหมัดแน่นมองร่างสูงแข็งแกร่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ มือที่คีบบุหรี่ยกขึ้นเสยผม เอนกายพิงเก้าอี้โดยไม่สนใจกับการปกปิดร่างกายตนเอง มืออีกข้างไล้ไปที่ต้นขาขาวของซาร่าห์ที่เบียดอยู่ใกล้ๆ โดยที่เด็กสาวไม่ได้แสดงกริยาอับอายหรือรู้สึกผิดเลย

เมลเข้าใจเรื่องทั้งหมด

เขาน่าจะมองออกว่าซาร่าห์หลงใหลในรูปลักษณ์ และความร่ำรวยของจาเรดแค่ไหน สายตาของเมลมองสบตาจาเรด แล้วก็หันไปที่ซาร่าห์อย่างเจ็บปวด ก่อนจะหมุนกายเดินออกไปจากห้องพักของซาร่าห์เงียบๆ ไม่มีคำต่อว่าและไม่มีแม้แต่ประโยคใดหลุดออกมา

จาเรดลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำแล้วออกมาสวมเสื้อผ้าช้าๆ ร่างเปลือยของซาร่าห์ถลามาโอบกอดเขาไว้

“คุณจะมาอีกเมื่อไหร่คะ”

“ฉันจะไม่มาอีกแล้ว นี่ค่าตอบแทนของเธอ” จาเรดเขียนเช็คแล้วโยนไว้ที่เก้าอี้ ซาร่าห์มองอย่างตะลึง ใจหายวูบความหวังหลุดลอยไป

“ไม่ ฉันไม่ยอม ฉันไม่ยอมจบลงแค่นี้” เด็กสาวกรีดเสียงโวยวาย แต่ก็ชะงักกึกเมื่อสบตาสีน้ำตาลเข้ม แววตาเย็นชาที่มองมาทำให้สั่นระริกด้วยความกลัว เพราะเธอไม่เคยเห็นสีหน้าเช่นนี้ของจาเรดมาก่อน

“ฉันเตือนเธอแล้วนะ ความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับความพอใจของฉัน เธอเองก็เต็มใจตกลง ไม่ใช่หรือ เงินนี่มากพอที่จะทำให้เธอเริ่มต้นใหม่กับใครก็ได้”

“แต่...แต่ว่า..” ซาร่าห์สะอึกสะอื้น ในเมื่อเขาเอาอกเอาใจ และปรนเปรอด้วยเงินทองและของมีค่าต่างๆ จนเธอฝันหวานคิดว่าชายหนุ่มจะจริงจังด้วย เธอเคยมั่นใจมาตลอดว่าเรื่องบนเตียงจะสามารถผูกมัดเขาไว้ได้

ถ้ารู้อย่างนี้เธอจะไม่ยอมปล่อยมือจากเมล ซาร่าห์มองตามร่างสูงที่เดินออกไปอย่างหมดหวัง

เมลเดินออกมาเรื่อยๆ จากห้องพักของซาร่าห์โดยไม่ได้สนใจทิศทาง ในสมองยังคงมีภาพในห้องนั้นติดตรึงไม่ลบเลือน จาเรดกับซาร่าห์ เมลเจ็บปวดเมื่อคิดถึงคนรักของเขา เด็กสาวที่น่ารักคนนั้นไม่ได้มีอยู่จริง ในที่สุดเมลก็เข้าใจเธอเพียงแค่หลอกลวงเขา เด็กหนุ่มเงยหน้าเมื่อเดินไปสุดถนน มองป้ายชื่อหน้าร้านที่อยู่ตรงหัวมุมก่อนจะผลักบานประตูเดินเข้าไป

เพียงไม่นานนักที่จาเรดกลับมาทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป แต่เขาไม่คิดว่าจาเรดจะต้องการซาร่าห์จริงๆ เด็กสาวคงเป็นแค่ของเล่นผ่านทางของชายหนุ่มเท่านั้น แล้วสำหรับจาเรดทำเช่นนี้เพราะอะไร เด็กหนุ่มนั่งมองแก้วเหล้าในมือก่อนจะยกขึ้น ฤทธิ์ร้อนแรงและขมขื่นเผาไหม้ลำคอจนต้องกระแอมออกมาเบาๆ แต่มือก็ยังคว้าคอขวดเหล้ายกขึ้นรินอีกครั้ง

©©©©©©©

เมลทรุดลงกับเบาะของรถแท็กซี่ หลังจากพยายามบอกทางกลับบ้าน ร่างโปร่งบางครางเบาๆ กับความรู้สึกเวียนหัวผสมกับอาการคลื่นไส้

“แย่ชะมัด!!” เมลพึมพำกับตนเอง เพียงแค่ไม่กี่แก้วก็แทบจะครองสติไม่อยู่จนต้องยอมแพ้ หวังว่าแม่คงจะไม่คอยอยู่นะ เมลไม่อยากให้แคธเธอรีนเห็นสารรูปนี้ของตน

คำภาวนาคงได้ผล คฤหาสถ์หลังใหญ่เงียบสนิทเหลือเพียงคนรับใช้ที่คอยเปิดประตูให้อย่างงงๆ กับสภาพของเด็กหนุ่ม เมลสั่นศีรษะปฏิเสธเมื่อคนรับใช้เข้าประคอง

“ไม่เป็นไร” ร่างบางเอ่ยในลำคอขณะพยุงตัวขึ้นบันไดไปช้าๆ ทั้งที่แทบจะทรงตัวให้เดินตรงๆ ไม่ได้ เมลสะบัดศีรษะเมื่อมองเห็นขั้นบันไดพร่าซ้อนกัน

เมื่อเปิดประตูห้องได้ เมลก็พยายามคลำทางไปที่เตียงแต่แล้วก็สะดุ้งเมื่อไฟในห้องสว่างพรึบขึ้นมา เมลหันขวับไปแต่แล้วก็กุมขมับครางเบาๆ เมื่อรู้สึกห้องหมุนขึ้นมาวูบจนรู้สึกปวดศีรษะอยากจะอาเจียน ร่างบางพยายามกระพริบตาถี่ๆ สู้กับแสงไฟที่สว่างขึ้นมาอย่างกะทันหัน

ร่างสูงค่อยขยับลุกขึ้นยืนช้ามองสภาพที่พยายามทรงตัวให้ตรงของเมล เขาถอนหายใจเมื่อมองใบหน้าแดงก่ำด้วยฤทธิ์อัลกอฮอล์ เสื้อเชิ้ตที่สวมอยู่หลุดลุ่ยจนมองเห็นแผ่นอกเรียบเนียน สภาพที่เป็นอยู่บอกว่าเจ้าตัวเมาแทบไม่รู้เรื่องแล้ว ชายหนุ่มจับร่างบางที่ยืนโงนเงนอยู่พาดไหล่เดินเข้าห้องน้ำ วางลงในอ่างอาบน้ำแล้วเปิดฝักบัวรดทันที

“โอ้ย!!! จะบ้าหรือไง” เมลโวยวายขึ้นทันที

“เธอนั่นแหละ ดื่มไม่เป็นยังฝืนดื่มจนสารรูปไม่เป็นผู้เป็นคนแล้ว” จาเรดสวนกลับ ก่อนจะลงมือปลดเสื้อผ้าออกจากร่างเด็กหนุ่ม โดยไม่สนใจกับอาการดิ้นรนและโวยวายประท้วง

“คุณไม่มีสิทธิที่จะว่าผมนะ คุณเองก็ยังกับดีนักนี่” เมลพูดด้วยน้ำเสียงกล่าวหา ทำให้จาเรดเงยหน้าขึ้น ตอนนี้ร่างสูงของชายหนุ่มก็พลอยถูกละอองน้ำที่กระจายมาโดน เพราะแรงดิ้นของคนที่ถูกจับอยู่จนเปียกไปด้วย

“แค่ผู้หญิงคนเดียว แล้วเขาไม่ดีพอสำหรับเธอหรอกเมล” จาเรดพูดเสียงเรียบขณะที่มือไม่ชะงักแม้แต่น้อย

ไม่นานเมลก็เปลือยเปล่าอยู่ภายใต้น้ำฝักบัวที่โปรยปรายลงมา ผมสีทองเปียกลีบ ดวงตาสีม่วงอ่อนใสเงยหน้ามองเขาอย่างโกรธขึ้ง แล้วก็ต้องกระพริบตาปริบเมื่อหยดน้ำไหลผ่านม่านขนตาลงมา เมื่อลืมตาอีกครั้งมือเล็กก็ยกขึ้นเหนี่ยวคอร่างสูงหวังจะทำร้ายฝ่ายตรงข้ามบ้างทันที ทำให้จาเรดที่กำลังโน้มตัวลงมาเช็ดหน้าให้ไม่ทันระวังเสียหลักหล่นโครมลงมาในอ่างด้วย

เสียงสบถดังลั่นมาจากปากของชายหนุ่ม พร้อมกับเงยหน้ามองตัวต้นเหตุอย่างโมโห กลับพบว่าร่างบางนั่งหัวเราะคิกคักด้วยความเมาก่อนจะเงียบหายไป ตัวเริ่มไหลลงไปเอนกับขอบอ่างด้วยไม่สามารถทรงตัวไว้ได้

อารมณ์โกรธของจาเรดค่อยลดลงเมื่อมองร่างเปลือยเปล่า ผิวขาวนวลเริ่มเป็นสีชมพูระเรื่อจากน้ำอุ่น แขนขาเรียววางทอดอยู่ตรงหน้าเขาอย่างไร้เรี่ยวแรง จาเรดถอนใจลึก ชายหนุ่มชะโงกหน้าไปค่อยๆ แนบริมฝีปากกับเรียวปากสีแดงสดตรงหน้า ลมหายใจที่แฝงกลิ่นเหล้าอ่อนๆ ยิ่งชวนให้มึนเมา ปลายลิ้นแทรกเข้าไปดูดชิมความหวานภายในอย่างดูดดื่ม เมื่อถอนริมฝีปากออกก็ช้อนร่างเปลือยของเมลออกมาจากห้องน้ำแล้ววางลงบนเตียง

“ทำไม? ... ถึง.. จาเรด.....” เมลกระซิบเบาๆ รู้สึกมึนงง ทั้งห้องดูราวกับหมุนได้จนต้องหลับตาลง ทำให้ไม่เห็นสายตาที่จ้องอย่างมีความหมายและทวีความปราถนาขึ้นเมื่อเห็นร่างอ่อนปวกเปียกบนเตียง

“...........” ร่างสูงกระซิบแต่ไม่ได้เข้าถึงโสตประสาทของเมลแม้แต่น้อย

ทั้งคู่ยังคงเปียกชื้นจากหยดน้ำอยู่แต่จาเรดไม่สนใจ ชายหนุ่มแนบร่างลงไปเคล้าคลึงร่างบอบบางตรงหน้า แทรกต้นขาแข็งแรงลงไประหว่างขาเรียวคู่นั้น เมลครางเบาๆประท้วงเมื่อรู้สึกอึดอัด แต่ไม่นานก็รู้สึกเคลิบเคลิ้ม ร้อนผ่าว รู้สึกเลือนรางถึงร่างสูงที่กำลังเคลื่อนไหว ลูบไล้เขาอยู่ ร่างบางถอนใจเมื่อรู้สึกถึงความเสียวซ่านแปลกๆ บิดกายรับสัมผัสนุ่มนวลนั้น นี่นะหรือที่ชายหนุ่มทำกับซาร่าห์เมลคิดอย่างพร่าเลือน ก่อนสะดุ้งเฮือกเมื่อรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่แทรกเข้ามาในกาย ร่างสูงใหญ่ชะงักเล็กน้อย

“อาาา.....” เมลครางเมื่อความรู้สึกวาบหวิว กึ่งทรมาน เสียงแผ่วนั้นกระตุ้นให้จาเรดรุกรานร่างบางหนักหน่วงขึ้น เสียงแผ่วทุ้มปะปนกับเสียงครางเครือจนแยกไม่ออกจนกระทั่งค่อนคืนค่อยแผ่วหายไป

©©©©©©©

“อ๊ะ..โอย.........” เสียงครางแผ่วดังมาจากบนเตียงที่ยับยุ่ง แสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านหน้าต่างทาบลงบนร่างเปลือยที่นอนคว่ำหน้าบนเตียงใหญ่ เมลลืมตาขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดหัวและเจ็บปวดทั่วตัวอย่างประหลาด ร่างบางขยับอย่างไม่สบายตัวและเมื่อเหลือบสายตาลง ดวงตาคู่สวยก็ต้องเบิกกว้างมองคราบแดงคล้ำ ที่เปรอะเปื้อนผ้าปูที่นอนอย่างตกใจ

“เป็นไงบ้าง” เสียงเรียบๆ ดังขึ้นทำให้เมลสะดุ้งหันขวับไปทันที ร่างสูงของจาเรดที่ยืนพิงหน้าต่างค่อยขยับเดินมาช้าๆ เมลกระถดตัวหนีเมื่อจดจำเหตุการณ์ได้ทั้งหมด แววตาสีม่วงจึงเป็นประกายกล้าด้วยความรังเกียจจนจาเรดชะงัก แต่แล้วร่างสูงก็ขยับเข้ามาอีก

“ทำไม เมื่อคืนเห็นเธอออกจะเต็มใจนี่นา” น้ำเสียงเรียบเรื่อยดูจะแฝงแววเยาะหยัน ทำให้เมลกำหมัดแน่น น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความโกรธ

“ออกไป! คนสารเลว ไปให้พ้นจากห้องผม!”

“ฉันแค่จะพาเธอไปห้องน้ำ เธอออกจะเลอะเทอะคงไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่” เมลหน้าแดงก่ำ เมื่อยังรู้สึกถึงความเปียกชื้นนิดๆ บริเวณสะโพกและเรียวขา

“ไม่ต้อง อย่าเข้ามาใกล้ผมอีก ผมรังเกียจ ผมขยะแขยงสัมผัสคุณ” ทันทีที่พูดจบแววตาของจาเรดทอประกายโทสะวูบขึ้นมาทันที จนเมลต้องห่อตัวดวงตามีแววหวาดกลัววูบหนึ่ง จาเรดหายใจลึกข่มกลั้นโทสะก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงห้วนๆ

“ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจ” ร่างสูงหมุนกายออกไปจากห้องของเมล

เมลมองประตูที่ปิดตามหลังชายหนุ่ม ร่างเปลือยสั่นระริกด้วยความอับอายเมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา จดจำอาการตอบสนองของตนเองภายใต้ร่างสูงที่กดทับลงมา เมลยกมือปิดปากตนเองพยายามกลั้นเสียงตะโกนเอาไว้ในลำคออย่างสุดความสามารถ

จาเรด! เมลคิดถึงชื่อนี้อย่างแค้นใจระคนเจ็บปวด เขาจะไม่อภัยให้กับการกระทำครั้งนี้

“ก๊อก !! ก๊อก !!”

“เมล เมล เป็นอะไรหรือเปล่าลูก? สายแล้วไม่เห็นลงไปทานอาหารเช้า” เสียงแคธเธอรีนร้องเรียก ทำให้เมลสูดลมหายใจลึกๆ พยายามฝืนลุกขึ้นแล้วก็ทรุดลงบนเตียงอีกครั้ง แม่กับคาร์ตันจะต้องไม่รู้เรื่องนี้ เขาจะไม่ยอมให้ทั้งคู่ต้องมีปัญหากับเรื่องที่เลวร้ายครั้งนี้

“ไม่....ไม่เป็นไรครับแม่ ผมไม่เป็นไร อยากนอนต่ออีกพักสายๆ จะลงไป”

©©©©©©©

เมลนั่งเงียบ ใบหน้าเรียวเผือดซีดเมื่อยังคงรู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่างแม้จะแค่ขยับตัวเพียงนิด สองวันมาแล้วที่เขาไม่สบายนอนซมอยู่บนเตียง เมื่ออาการดีขึ้นจึงพยายามฝืนลงมาร่วมโต๊ะอาหาร เนื่องจากไม่อยากให้ทั้งคาร์ตันและแคธเธอรีนกังวลจนต้องตามหมอ แต่คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามกลับยิ่งทำให้ร่างบางกินอาหารอย่างฝืดคอก่อนจะรวบช้อนส้อม

“เมล อิ่มแล้วหรือ” มารดาถามอย่างเป็นห่วง จาเรดเหลือบมองมาทำให้เมลลดมือลงไปวางที่ตักกำหมัดแน่น

“ครับ ผมขอตัวไปพักก่อนนะครับ” ร่างบางพยายามฝืนยิ้มเอ่ยตอบแล้วก็ขอตัว ไม่อยากแม้แต่จะอยู่ร่วมห้องกับจาเรดอีกต่อไป

“เมล เป็นอะไรไป หรือยังไม่สบายอยู่ เฮ้อ! อยู่ๆก็ไม่สบายนอนซมตั้งสองวัน” คาร์ตันมองตามร่างเมลแล้วหันมาถามภรรยา แคธเธอรีนได้แต่ส่ายหน้าขมวดคิ้วอย่างกังวล จาเรดวางช้อนลงบ้าง

“วันนี้ผมเหนื่อย ขอตัวก่อนนะครับ” ชายหนุ่มลุกจากโต๊ะอาหารทิ้งให้คาร์ตันกับแคธเธอรีนมองตามอย่างแปลกใจไปอีกคน

ร่างสูงลุกขึ้นเดินตามเมลทันที่เชิงบันไดโค้ง เมลหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า แล้วก็เมินหน้าไม่แสดงความสนใจเดินต่อไปยังห้องของตน จาเรดเดินไปจนชิดตัวกระชากร่างบางที่ทำท่าไม่แยแสเขาให้หันกลับมา มองลึกลงไปในดวงตาสีม่วงใสที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง

“อย่าทำเมินเฉยกับฉันนะ เมล” เมลสะบัดแขนทันทีแต่แล้วก็ต้องนิ่วหน้าเมื่อนิ้วแข็งแรงจิกต้นแขนเขาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

“อย่ามายุ่งกับผมอีก จาเรด ถ้าอยากนักก็ไปหาผู้หญิงของคุณ ที่ผ่านมาถือว่าผมให้ทานก็แล้วกัน” เมลเค้นเสียงออกมาสบตาสีน้ำตาลทองที่แลบเลียด้วยไฟโทสะโดยไม่หลบ

“ให้ทานงั้นหรือ” เสียงจาเรดแผ่วต่ำด้วยโทสะที่พุ่งขึ้นเช่นกัน กระชากร่างบางเข้าไปยังห้องของเมลด้วยกำลังที่เหนือกว่า ไม่สนใจอาการดิ้นรนของร่างเล็กแม้แต่น้อย

“คุณมันเลว จาเรด ผมเกลียดคุณ ออกไปจากห้องผมเดี๋ยวนี้” เมลพูดเสียงต่ำขณะสบตาจาเรด สิ่งที่จาเรดทำกับเขามันเลวร้ายเกินอภัย เรื่องของซาร่าห์เมลยุติธรรมพอที่จะไม่โทษจาเรดเพียงฝ่ายเดียว เพราะซาร่าห์เป็นฝ่ายที่ยินยอมพร้อมใจ แต่สำหรับเรื่องเมื่อคืนนี้เขาไม่สามารถยกโทษให้ได้ จาเรดกระชากร่างบางมาชิดอก ล็อคข้อมือบอบบางของเมลไว้ด้านหลัง กระซิบชิดริมฝีปาก

“อย่าทำให้ฉันโกรธ เพราะเธอจะต้องเสียใจที่ทำมันแน่” จาเรดแนบริมฝีปากลงมาทันทีไม่สนใจกับอาการดิ้นรนขัดขืน มืออีกข้างกดคางเล็กลง แทรกปลายลิ้นเข้าไป เมลครางเบาเมื่อรู้สึกถึงฟันที่กระแทกริมฝีปากด้านในจนรู้สึกถึงรสเค็มกร่อยของเลือด ร่างบางสะบัดศีรษะทันที แววตาวาวโรจน์

“อย่านะ ถ้าคุณทำร้ายผมอีกผมจะบอกแม่กับคาร์ตัน” จาเรดมองความพยายามที่จะขู่ของเมลแล้วยิ้มเย็น

“เธอกล้าบอกพวกเขางั้นหรือ ว่าเธอมีอะไรกับฉัน จะบอกให้ว่าฉันไม่แคร์หรอกนะ”

เมลอึ้งเมื่อได้ยินคำตอบเหมือนคนที่ถือไพ่เหนือกว่า จาเรดมองท่าทางเงียบงันแล้วก็ปล่อยมือออกช้าๆ ยิ้มอย่างคนที่อยู่เหนือกว่า ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป

©©©©©©©

“นี่คุณ ไม่ต้องถึงขนาดลงมือทำกระทั่งอาหารเช้าเองก็ได้” คาร์ตันปรามภรรยาเมื่อเห็นเดินถือจานอาหารออกมา

“เรื่องอะไร เดี๋ยวคุณก็เกเร ให้แม่บ้านทำอาหารตามใจปากอีกน่ะสิ ดร.มุลเลอร์สั่งให้ฉันระวังอาหารของคุณให้ดี ห้ามไขมัน แล้วก็น้ำตาลด้วย”

คาร์ตันทำหน้าเซ็งแต่แววตามองภรรยาอย่างเอ็นดู จาเรดนั่งฟังคำพูดหยอกล้อกันก่อนจะเหลือบไปมองคนที่นั่งตรงข้ามอย่างพิจารณา เมลนั่งเฉยเหมือนไม่ได้ยินอะไร จนกระทั่งคาร์ตันถามขึ้นมา

“เมล เป็นไงบ้าง ทำท่าเบื่อๆ อยากทำงานหรือยัง” เมลเงยหน้าขึ้นตอบเบาๆ

“ผมสมัครงานไว้แล้วครับ จะเริ่มงานอาทิตย์หน้า” คาร์ตันได้ยินก็หันมาขมวดคิ้ว

“ทำไมไม่ทำที่บริษัทเราล่ะ พ่อนึกว่าอยากพักอยู่เลยไม่ได้ถาม ให้ไปทำงานกับคนอื่นได้ยังไง พอดีเลยจาเรดมาทำงานแทนพ่อนี่ ให้เมลไปช่วยงานเป็นเลขาก่อนก็ได้ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

“ไม่ครับ” จาเรดปฏิเสธ พร้อมกับยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ สีหน้าไม่บอกความรู้สึก เมลเงยหน้าอย่างตกใจ ให้ทำงานกับจาเรดหรือ ร่างบางรีบปฏิเสธทันที

“ไม่ครับ ผมไม่ถนัดเรื่องธุรกิจแบบนี้” คาร์ตันหัวเราะ มองร่างบางอย่างเอ็นดู

“ไม่ถนัดก็ฝึกได้นี่นา เด็กฉลาดอย่างเราไม่นานก็เป็นงานเองนั้นล่ะ งั้นเมลเริ่มงานได้พรุ่งนี้เลยนะ ดีไหม” คาร์ตันถามจาเรด เมลนิ่งอึ้งตกใจจนหาข้ออ้างไม่ทัน

“ครับ ผมไปทำงานก่อนนะครับ” จาเรดตอบรับ คว้าเสื้อแล้วลุกขึ้นจากโต๊ะอาหาร หันกลับมาบอกเมล

“ถ้าอย่างนั้นตั้งแต่พรุ่งนี้เธอไปกลับที่ทำงานพร้อมกับชั้นก็ได้” เมลสบตาชายหนุ่ม เขาจะไม่ยอมแพ้และยอมถูกทำร้ายอีกต่อไปแน่ เมลสูดลมหายใจลึกก่อนจะปฏิเสธ

“ผมจะขับรถไปเองครับ”

“ก็ตามใจ”

©©©©©©©

“นี่เอกสารอะไรของเธอ เมล ทำไมถึงยังไม่เรียบร้อย ทำงานอย่างนี้ได้ยังไง อย่าคิดว่าเข้ามาทำงานนี้แล้วฉันจะยอมให้เธอทำอะไรง่ายๆ ได้นะ” จาเรดโยนเอกสารทิ้งลงบนโต๊ะ เมลเม้มริมฝีปาก มือบางค่อยๆ รวบรวมเอกสารที่กระจัดกระจายพึมพำเบาๆ

“ขอโทษครับผมจะรีบจัดการให้เรียบร้อย” ร่างบางรับคำด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาไม่แสดงความรู้สึก ขณะที่คนที่เข้ามารับคำสั่งต่อ หน้าซีดพร้อมกับย่นคออย่างเกรงๆ

เมลรู้ว่าเป็นความผิดของเขา เอกสารนี้จะต้องใช้ในวันพรุ่งนี้แต่เขายังทำไม่เรียบร้อย เพราะตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมานี้จาเรดสั่งให้เขาทำงานหลายอย่างจนเหมือนแกล้ง และเมลก็วิ่งวุ่นอยู่จนลืมเอกสารชิ้นนี้ไปสนิท

“ทำให้เรียบร้อยวันนี้ ฉันจะต้องเห็นเอกสารก่อนที่จะเลิกงาน”

“ครับ” ร่างบางถอยออกไปเงียบๆ ทรุดตัวลงนั่งที่โต๊ะถอนหายใจเบาๆ แล้วก็ก้มหน้าลงจัดการเอกสารในมือ จนเมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้งหนึ่งร่างบางก็ต้องตกใจเมื่อเวลาถึงทุ่มกว่าแล้ว ทุกคนที่แผนกเอกสารต่างกลับไปหมดแล้ว เมลรวบรวมเอกสารในมืออีกครั้งก่อนจะเข้าไปวางบนโต๊ะของจาเรด

“เอกสารครับ” เมลถอยกายออกห่างอย่างระวังตัว แล้วยืนมองชายหนุ่มตรวจและเซ็นเอกสาร ร่างบางถอนใจเบาๆ อย่างโล่งอก ขณะจะถอยกลับไปเก็บของที่โต๊ะทำงาน ร่างบางก็ต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อถูกคว้าข้อมือไว้ เมลสบตาคมกริบคู่นั้นเมื่อจดจำแววตาที่เริ่มแปรเปลี่ยนนั้นได้ เมลขยับดิ้นรนทันที

“ไม่..อย่า” จาเรดไม่สนใจกับการทัดทานนั้น

“เธอคิดหรือว่าจะหลบฉันไปได้นานอีกแค่ไหน” จาเรดเปรยขึ้นมา แล้วล็อคข้อมือเล็กที่เหวี่ยงออกมาด้วยมือเพียงข้างเดียวรั้งร่างบางลงมาบนตัก พร้อมกับปลดเสื้อผ้าของเมลออกอย่างชำนาญไม่สนใจกับอาการดิ้นรน มือแข็งแรงยกร่างบางขึ้นวางบนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เมลสะดุ้งเมื่อผิวเรียบเนียนกระทบกับความเย็นของพื้นกระจก ยกขาขึ้นยันแต่นั่นเท่ากับเปิดโอกาสชายหนุ่มแทรกกายเข้าไปยืนระหว่างต้นขาขาวคู่นั้น

เมลหมดทางสู้มองร่างสูงที่โน้มตัวลงมาพร้อมกับพร้อมกับกัดฟันแน่น ไม่มีคำพูดขอร้องหรือทัดทานจากร่างบางอีก ไม่มีประโยชน์ที่จะขัดขืนความต้องการของจาเรดเพราะจะยิ่งทำให้จาเรดรุนแรงขึ้น ร่างบางเกร็งรับการรุกรานของร่างสูงใหญ่ที่แทรกเข้ามาในตัว

ชายหนุ่มค่อยขยับกายอย่างช้าๆ ร่างบางเผลออ้าปากอุทานเมื่อจาเรดค่อยเพิ่มจังหวะขึ้น ดวงตาสีม่วงอ่อนใสเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นพร่ามัว เมื่อร่างกายยอมแพ้กับความต้องการปลดปล่อยตามธรรมชาติ เมลหายใจหอบรู้สึกวาบหวิวเสียวซ่าน หัวใจเต้นระทึกถี่เร็ว ร่างกายเริ่มตอบสนองจนชายหนุ่มบรรลุการปลดปล่อยออกมาอย่างรุนแรง เมลหลับตาลงอย่างเหนื่อยอ่อนขณะที่ชายหนุ่มฟุบลงมากับแผ่นอกขาวนวล

©©©©©©©

ร่างบางค่อยๆ ลืมตา พบว่าตนเองนอนอยู่บนเก้าอี้ยาวภายในห้องทำงาน ร่างเปลือยมีเสื้อนอกของจาเรดคลุมไว้ถึงต้นขา ขณะที่เจ้าของเสื้อยืนสูบบุหรี่มองเหม่อออกไปที่ทิวทัศน์อันพราวระยับไปด้วยแสงไฟของเมืองใหญ่ ร่างสูงหันกลับมาเมื่อได้ยินเสียงขยับตัว

เมลเมินหน้าหนี รู้สึกอับอายกับการตอบสนองของร่างกายที่ไม่สามารถควบคุมได้ ร่างบางเก็บเสื้อผ้าที่วางไว้ข้างตัวขึ้นมาสวมใส่อย่างเงียบๆ ขมวดคิ้วกับความรู้สึกเปียกชื้นที่ต้นขา จาเรดเดินมารับเสื้อคลุมก่อนจะจับต้นแขนร่างบางเดินออกไป

คนขับรถรีบเปิดประตูคอยเมื่อเห็นเจ้านายเดินลงมา เมลบิดแขนเล็กน้อยเพราะรถเขาจอดอยู่อีกด้าน แต่หนีนิ้วแข็งแรงของจาเรดไม่พ้น ร่างบางถูกผลักเข้าไปในรถจนต้องทรุดนั่งลงกับเบาะรถอย่างยอมแพ้ เหลือบไปมองร่างที่ก้าวเข้ามานั่งคู่อย่างไม่พอใจ แต่พอรถเริ่มเคลื่อนที่ไปไม่นาน เบาะที่หนานุ่มและอากาศเย็นสบายจากเครื่องปรับอากาศในรถ ก็ทำให้ร่างที่แข็งขืนเผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

จาเรดหันมามองเมื่อรู้สึกถึงความเงียบ แล้วก็ต้องชะงักเมื่อมองเห็นศีรษะเล็กที่เอียงซบกับประตูรถหลับสนิท ชายหนุ่มคลี่เสื้อคลุมให้แล้วมองร่างบางอย่างพิจารณาตั้งแต่ใบหน้างดงาม เลื่อนลงมาที่ริมฝีปากบางซึ่งเจ้าตัวมักจะเม้มไว้แน่นเมื่อไม่พอใจ เอื้อมมือไปดึงร่างบางมาพิงไหล่ตนเอง ปลายนิ้วแข็งแรงไล้ไปที่ริมฝีปากบวมช้ำด้วยกริยาอ่อนโยน แววตาแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลลงอย่างที่เมลไม่มีโอกาสได้เห็น

“เมล ถึงบ้านแล้ว” เมลสะดุ้งลืมตาขึ้น เก็บสีหน้าแทบไม่ทันเมื่อพบว่าตนเองนอนอิงอกกว้างไว้ นี่เขาหลับอย่างไม่ระวังตัวเลยหรือต่อหน้าศัตรูอย่างจาเรด ร่างบางค่อยๆ ลุกขึ้นก่อนยกมือเสยผมแล้วลงจากรถไปอย่างเงียบๆ ทิ้งให้ร่างสูงเดินตามไปช้าๆ

เมลล็อคประตูห้องฟุบกายลงกับเตียง ทำไมบทรักของจาเรดครั้งนี้ถึงอ่อนโยนและดึงเอาการตอบสนองของเขาไปอย่างง่ายดายเช่นนี้ ยิ่งกว่านั้น ทำไมเขาถึงเริ่มชินกับเรื่องนี้ได้ถึงขนาดนี้

ในคืนต่อมา เมลก็ต้องสะดุ้งและค่อยหันมาช้าๆ เมื่อได้ยินเสียงคลายล็อคกุญแจ เงาร่างสูงยืนเด่นอยู่ที่ขอบประตู นิ้วเรียวแข็งแรงเกี่ยวพวงกุญแจแกว่งช้าๆ

“ไม่มีประโยชน์ที่จะล็อคเมล เพราะถ้าฉันต้องการฉันก็เข้ามาได้ทุกเมื่อ” จาเรดพูดเสียงเรียบพร้อมกับปิดประตูตามหลัง เมลเชิดหน้าขึ้นเมื่อเตรียมตัวสู้ แต่เมื่อมองร่างสูงใหญ่ด้วยพลกำลังและความปราดเปรียวของจาเรด ดวงตาสีม่วงก็เป็นประกายวาววับด้วยความโกรธและอับจน มองเห็นชะตากรรมของตนเมื่อร่างสูงกระตุกสายรัดเสื้อคลุมออก

ร่างบางลืมตาขึ้นมองไปด้านข้าง ที่นอนว่างเปล่าจาเรดคงกลับห้องไปแล้ว ร่างบางขยับลุกขึ้นก่อนจะก้าวเข้าห้องน้ำ หลับตาลงเมื่อเปิดน้ำฝักบัวให้โปรยปรายลงมาหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ เจ็บใจกับเรี่ยวแรงของตนเองที่ทำอะไรร่างสูงไม่ได้เลย และเจ็บใจยิ่งกว่านั้นเมื่อรู้ว่าร่างกายของตนเองถูกปลุกเร้าให้เร่าร้อนและตอบสนองต่อจาเรดได้อย่างง่ายดาย ร่างบางทรุดนั่งลงกับพื้นสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อให้ลืมวงแขนแข็งแรงที่โอบร่างเขาไว้อย่างอ่อนโยน ภายหลังการปลดปล่อยของทั้งคู่

เหตุการณ์เช่นนี้จะดำเนินไปถึงเมื่อไหร่ ?

©©©©©©©

“ให้ตายสิ ทำไมมันยุ่งอย่างนี้นะ” เมลพึมพำเบาๆ ขณะหอบเอกสารที่ใช้ในการประชุมมากองใหญ่ แต่พอลับมุมห้องก็ชนโครมเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่เดินโผล่มาพอดี ร่างบางเซถลาพร้อมกับเอกสารที่ปลิวว่อน เมลเงยหน้าขึ้นก็เจอจาเรดพร้อมกับคนกลุ่มใหญ่ที่เดินตามมาด้านหลัง ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังจาเรดรีบเข้ามาช่วย

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับ” เมลมองดูชายแปลกหน้าที่ประคองเขาอยู่ พร้อมกับพึมพำขอบคุณ จาเรดมองเมลแล้วพูดเสียงเรียบ

“รีบเก็บเอกสาร แล้วไปเตรียมการประชุมสิ เมล”

“ครับ”

เมลตรวจสอบเอกสารต่างๆ ที่จะใช้ในการประชุม วันนี้เป็นการประชุมใหญ่ของหัวหน้าแผนกทุกแผนก ทำให้เอกสารที่ใช้มีจำนวนมาก งานนี้จึงทำให้วุ่นทั้งเช้าเลย

“สวัสดี เมล” เมลหันขวับไปพอสบตาร่างสูงที่ช่วยเขาเมื่อครู่ เมลก็ยิ้มอย่างสุภาพ

“สวัสดีครับ เมื่อครู่ต้องขอบคุณมากนะครับ”

“ไม่เป็นไร อ้อ! ผมเรฟ นะอยู่แผนกคอมพิวเตอร์ ทำไมแต่ก่อนผมไม่เคยเห็นคุณเลยล่ะ”

“ผมพึ่งมาทำงานได้ไม่นาน” เรฟมองหน้าเมลอย่างพอใจ

“อืมม์ งั้นวันหน้าเราคงได้มีโอกาสไปดื่มด้วยกันบ้างนะครับ” เมลมองหน้าเรฟก่อนจะปฏิเสธ

“ผมคงไม่ค่อยมีเวลาไปไหนหรอกครับ” เมลพูดแล้วเร่งมือขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายมาถึง พร้อมๆ กับจาเรดเดินเข้ามา ชายหนุ่มมองเรฟที่ยืนอยู่ข้างๆ เมลด้วยแววตาไม่พอใจนัก ทำให้เรฟค่อยเลี่ยงไปนั่งตามตำแหน่งในการประชุม

หลังจากการประชุมเสร็จสิ้นลง เมลรีบจัดเก็บเอกสารที่ใช้เสร็จแล้ว ก่อนจะสำรวจความเรียบร้อยของห้องประชุม พอหันกลับมาก็ต้องชะงักเมื่อพบกับร่างสูงของเรฟที่ยืนยิ้มคอยอยู่

“งานเสร็จหรือยังครับ”

“เสร็จพอดีครับ”

“งั้นไปทานข้าวเย็นกันนะครับ ทางผมก็เสร็จงานพอดี” เมลทำท่าจะปฏิเสธอีกครั้ง แต่เรฟรีบพูดต่ออย่างรวดเร็ว

“แค่อาหารเย็นเองไม่ได้ไปเที่ยวสักหน่อย ไปเถอะครับ ใจคอคุณจะไม่รับเพื่อนใหม่เลยหรือไง”

เมลนิ่งคิดเล็กน้อย วันนี้จาเรดมีนัดเลี้ยงอาหารเย็นกับลูกค้าจึงออกจากบริษัทไปก่อน และคงกลับดึกด้วย เมลคิดเขากำลังต้องการอิสระที่จะพ้นบ้านออกมาสักพัก ร่างบางจึงรับปาก

“ตกลงครับ” เรฟยิ้มอย่างร่าเริง มองร่างบางด้วยความยินดี

©©©©©©©

เมลเปิดประตูห้องนอนหันไปกดล็อคพร้อมกับถอนหายใจ ดึกขนาดนี้แล้วเขาไม่น่าเกรงใจเรฟ จนไม่สามารถขอตัวกลับมาได้เลย

“ไปไหนมา” เสียงห้วนๆ ที่ดังขึ้นเบื้องหลังทำให้เมลถึงกับสะดุ้งถอยไปชิดประตูห้องทันที ระงับความตกใจไว้ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นก่อนจะตอบเสียงเรียบ

“ผมออกไปทานข้าวเย็นกับเพื่อน”

“ใคร”

“ผมไม่จำเป็นต้องบอกคุณนี่” พูดจบก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นเพลิงโทสะลุกวาบในดวงตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น มือแข็งแรงกระชากไหล่บางเขานิ้วจิกลงไปอย่างลงโทษ เสียงแผ่วต่ำอันตราย

“ฉันถามว่าไปกับใคร”

“เอ่อ.... เรฟ” เมลหลุดปากออกมาเมื่อรู้สึกตกใจกับท่าทางนั้นขึ้นมาวูบ

“เพื่อนงั้นหรือ เดี๋ยวนี้เธอเรียกคนที่พึ่งรู้จักว่าเพื่อน แล้วออกไปกินข้าวดึกดื่นอย่างนี้หรือ แน่ใจนะว่าไปกินข้าวอย่างเดียว” คำถามเป็นนัยนั้นทำให้เมลโกรธขึ้นมาวูบ มือบางกำหมัดตวัดขึ้นทันที

“เพี้ยะ!!!” เสียงมือกระทบหน้าดังสนั่น

“คุณมันเลว คิดอกุศล คนอื่นเขาไม่ได้เลวอย่างคุณหรอกนะ” แววตาสีน้ำตาลของจาเรดแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา แฝงไว้ด้วยบางสิ่งบางอย่างที่รุนแรงจนเมลค่อยๆ ถอยอย่างระวัง แต่ก็ไม่ทัน มือแข็งแรงคว้าลำคอบอบบางไว้แน่นเกร็งนิ้วจนเมลรู้สึกอึดอัด ยกสองมือขึ้นรั้งนิ้วแข็งแรงนั้นไว้

“ปล่อยนะ ผมเจ็บ”

“ดี ลงโทษให้เจ็บ จะได้รู้ว่าห้ามทำอย่างนี้อีก” จาเรดตอบ มองท่าทางตกใจของเมลแล้วยิ้ม เหวี่ยงร่างบางลงบนเตียงพร้อมกับแนบร่างสูงตามลงไป

©©©©©©©

เมลขยับตัวหยิบแก้วกาแฟ แล้วก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาวูบ คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น จาเรดมองกริยานั้นก่อนจะยกแก้วกาแฟขึ้นจิบซ่อนสายตาและรอยยิ้มลงมองแก้วในมือ

“จาเรด เมื่อวานคริสติน่าโทรมาคุยกับพ่อ เธอกำลังจะย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ ทำไมไม่บอกพ่อเลย” คาร์ตันถามขึ้นที่โต๊ะอาหาร

“แต่ก็ไม่เห็นมีอะไรสำคัญมากนี่ครับ” จาเรดพูดเรียบๆ ทำให้คาร์ตันอุทานอย่างโมโห เปลี่ยนสรรพนามที่ใช้เรียกลูกชายทันที

“อีกแค่สองอาทิตย์เธอก็มาแล้ว แกจะบอกพ่อเมื่อไหร่ถ้าพ่อไม่ถาม”

“ผมกำลังจะบอกวันนี้ครับ”

"แกจะเอายังไง ทิ้งเรื่องนี้ไว้นานเกินไปแล้วนะ” จาเรดขยับตัวพร้อมกับปฏิเสธอย่างไม่สนใจ เพราะรู้ว่าบิดาหมายถึงเรื่องอะไร

“ผมยังไม่พร้อม” คาร์ตันค้อนบุตรชายเมื่อเห็นท่าทางไม่แยแส แคธเธอรีนซึ่งนั่งฟังพ่อลูกคุยกันอยู่นาน ต้องถามอย่างสงสัย

“ใครคะ คริสติน่า” คาร์ตันยิ้มตอบภรรยา

“คุณกับเมล ยังไม่รู้จักเธอหรอก เธอเป็นคู่หมั้นของจาเรดน่ะ”

เพล้ง!!!!

“เมล เป็นอะไรหรือเปล่าลูก” แคธเธอรีนอุทานอย่างตกใจ

“ไม่ครับ แค่แก้วหลุดมือเท่านั้น” เมลซ่อนมือไว้ใต้โต๊ะ เหลือบตามองสีหน้าไม่แสดงความรู้สึกของจาเรด

“ไม่ทราบมาก่อนเลยว่าจาเรดมีคู่หมั้น เธอจะย้ายมาเมื่อไหร่คะ” แคธเธอรีนหันไปสนใจข่าวต่อ ขณะที่เมลเลื่อนตัวให้คนรับใช้ทำความสะอาดโต๊ะ พร้อมกับเงี่ยหูฟังคำตอบของคาร์ตัน

“อาทิตย์หน้า ความจริงแคธเธอรีนเป็นญาติห่างๆ ของเรา ผมจัดให้หมั้นกับจาเรดเพราะแม่ของเธอที่เสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อนฝากฝังไว้ เธอทำงานที่สาขาเดียวกับจาเรดก่อนจาเรดย้ายกลับมานี่ คุณเตรียมที่พักให้เธอด้วยนะที่รัก”

“ได้ค่ะ แล้วเราจะมีงานเลี้ยงต้อนรับเธอสักหน่อยไหมคะ” แคธเธอรีนปรึกษา ขณะที่จาเรดยังคงวางสีหน้าเฉย

“ดีเลย จะได้เป็นงานแนะนำตัวคู่หมั้นของจาเรดเลย ให้คุณจัดการก็แล้วกัน” คาร์ตันยิ้มอย่างขอบใจ

เมลเหลือบตามองจาเรด ชายหนุ่มมีคู่หมั้นอยู่แล้วหรือ? ถ้าอย่างนั้นวันที่เขาจะหลุดพ้นจากจาเรดก็ใกล้เข้ามาถึง แต่ทำไมเขาถึงรู้สึกวูบในใจอย่างประหลาดโดยตนเองไม่เข้าใจ เมลคิดโดยไม่กล้าค้นหาคำตอบ

©©©©©©©

รถสปอร์ตสีเทาเงินเลี้ยวปราดเข้ามาจอดเทียบกับบันไดหน้าตึก ทำให้ทั้งสามคนที่นั่งพักผ่อนอยู่บริเวณระเบียงหันมามอง

“มาถึงเสียที” คาร์ตันเปรยออกมาเบาๆ ขณะที่เมลวางหนังสือที่อ่านในมือลงอย่างระวัง มองหน้าปกมันอย่างเหม่อลอย แทบไม่รู้ว่าหนังสือที่เปิดตลอดช่วงบ่ายและทำท่าว่าอ่านอย่างสนใจในวันนี้มันเขียนถึงอะไรไว้บ้าง

เมลเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวร่างสูง ส่วนโค้งเว้าอวบอัดในชุดสูทเดินทางสีแดงเข้มที่ยังดูเรียบกริบ ก้าวลงจากรถพร้อมกับคล้องแขนจาเรดเดินเข้ามา ใบหน้าสวยงามแต่งไว้เข้มราวกลับไม่ได้ผ่านการเดินทางไกลมา ริมฝีปากที่เคลือบสีแดงสดยิ้มอย่างร่าเริง

“สวัสดีค่ะลุงคาร์ตัน”
“สบายดีหรือ คริสติน่า เดินทางเป็นไงบ้างล่ะ” คาร์ตันทักอย่างอารมณ์ดี

“เรียบร้อยดีมากค่ะ”

“จาเรดไปรับหลานตั้งแต่เช้า ทำไมถึงกลับมาจนบ่ายอย่างนี้ล่ะ ลุงอุตส่าห์รอกินอาหารเที่ยงด้วยกัน”

“จาเรดพาหนูไปทานเรียบร้อยแล้วค่ะ เขาน่ารักมากเลย” คริสติน่าอิงศีรษะกับต้นแขนของชายหนุ่ม

“ขอโทษครับพ่อ ที่ไม่ได้โทรมาบอกทำให้ต้องรอกัน” จาเรดตอบสายตาเหลือบไปที่ร่างบางซึ่งนั่งด้านตรงข้าม คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางวางเฉยนั้น คาร์ตันหัวเราะก่อนจะหันมาหาแคธเธอรีน

“นี่ไงหลานผม คู่หมั้นของจาเรด” แคธเธอรีนยิ้มอย่างอ่อนโยนแต่แล้วก็ต้องยิ้มเก้อเมื่อ คริสติน่ามองมาอย่างประเมิน ก่อนจะยิ้มหวานที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา แล้วทักตอบ

“สวัสดีค่ะ”

‘นี่น่ะหรือเมียใหม่ของลุงคาร์ตัน หึ ท่าทางดูเรียบร้อยอย่างนี้คงจัดการกันออกจากมรดกของจาเรดไม่ยากล่ะมั้ง’ ในใจครุ่นคิดขณะที่ดวงตาสีฟ้าใสเลยไปพิจารณาชายหนุ่มร่างบางที่นั่งห่างออกไปแล้วก็ขมวดคิ้วเมื่อเห็นใบหน้างดงามเรียบเฉยมองมาไม่หลบเช่นกัน คาร์ตันมองตามสายตาคริสติน่าแล้วหัวเราะ

“นั่น เมล ลูกชายคนใหม่ของลุง”

“ลูกชายคนใหม่ หมายความว่าลูกติดคุณแคธเธอรีนหรือคะ” คริสติน่าอุทานอย่างเสแสร้ง แล้วหัวเราะเบาๆ หันมามองจาเรดแล้วก็ชะงักไปแวบหนึ่ง เมื่อเห็นสายตาคมกริบของจาเรดที่ทอดมองไปที่ร่างบางตรงหน้า สัญชาติญาณของผู้หญิงทำให้หันกลับมาประเมินหนุ่มน้อยตรงหน้าใหม่ทันที เมลทักตอบอย่างสุภาพ

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

“เดินทางมาเหนื่อยๆ ไปพักก่อนนะคริสติน่า แล้วค่อยลงมากินอาหารเย็น พรุ่งนี้ลุงให้ป้าเขาจัดงานเลี้ยงต้อนรับหนูด้วยนะ”

“ขอบคุณค่ะลุงคาร์ตัน งั้นหนูต้องขอตัวก่อน จาเรดไปส่งชั้นที่ห้องหน่อยนะคะ”

คริสติน่ายิ้มหวานให้จาเรดก่อนที่จะดึงชายหนุ่มออกไป ตวัดสายตาไปที่เมลอีกครั้ง เจ้าเด็กนั่นหน้าสวย ผิวเนียนละเอียดอย่างที่คริสติน่าต้องอิจฉา

จาเรดมองกริยาของคริสติน่าที่แสดงต่อแคธเธอรีนและเมลแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเหลือบมองไปยังแคธเธอรีนและเมลแล้วก็ถอนใจ มีเพียงพ่อของเขาที่ไม่ได้สังเกตอะไร

จาเรดเปิดประตูห้องให้คริสติน่า หญิงสาวยิ้มหวานดึงร่างสูงเข้ามาพร้อมกับเขย่งปลายเท้าแนบจุมพิตไปยังริมฝีปากได้รูปร้อนรุมของฝ่ายชาย จาเรดตอบสนองจุมพิตนั้นก่อนจะดันร่างหญิงสาวออก

“พักก่อนนะ คริสติน่าเจอกันตอนเย็น” ชายหนุ่มเดินออกไปอย่างเงียบๆ หญิงสาวมองตามแล้วกระทืบเท้าอย่างขัดใจ

จาเรดไม่เคยทำอะไรให้เธอแน่ใจ ไม่เคยแสดงว่าเธอเป็นคนพิเศษ แม้จะพอใจกับชั้นเชิงบนเตียงของเธอ เพราะเธอสามารถตอบสนองความต้องการของเขาได้อย่างเร่าร้อน แต่คริสติน่าก็รู้ว่าจาเรดก็มีคนอื่นตามวิสัยผู้ชายที่เพียบพร้อมไปด้วยรูป ทรัพย์ และยังมีเสน่ห์ของเพศชายที่รุนแรงอีกด้วย

การมีฐานะเป็นทั้งคู่หมั้นและเป็นญาติห่างๆ แทบจะไม่ทำให้เธอได้เปรียบผู้หญิงคนอื่นได้เลย เธอจึงพยายามเร่งเร้าชายหนุ่มอยู่บ่อยๆ แต่ทุกครั้งเมื่อสบตาไม่พอใจและเย็นชาของจาเรดก็ทำให้เธอไม่กล้ารุกต่อเสมอ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ คริสติน่าคิดอย่างระแวงเธอต้องจัดการให้เรียบร้อย เธอจะไม่ปล่อยให้จาเรดหลุดมือเป็นอันขาด

โดยเฉพาะแววตาน่าสงสัยที่ชายหนุ่มมองไปยังเด็กหนุ่มคนนั้น

©©©©©©©

เมลชะงักเมื่อเห็นภาพจาเรดกับคริสติน่าที่ยืนจุมพิตกันที่ทางเดินหน้าประตูห้อง เมลถอยกลับทันทีก่อนจะหลบไปที่ห้องนั่งเล่น ทรุดตัวลงนั่งพิงพนักเก้าอี้หลับตาแน่นจนเวลาผ่านไปครู่ใหญ่จึงสะบัดศีรษะลืมตาขึ้น แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นร่างสูงยืนพิงประตูมองเขาอยู่เงียบๆ แววตาลึกลับอ่านไม่ออกขณะขยับตัวก้าวเข้ามาเท้าแขนลงคร่อมร่างบางไว้กับเก้าอี้ ก้มหน้าลงมาช้าๆ เมลมองริมฝีปากได้รูปซึ่งจุมพิตกับคริสติน่ามาเมื่อครู่

“อย่า!!......” แววตาของเมลทำให้จาเรดชะงักพร้อมกับขมวดคิ้วอย่างสงสัย

“เป็นอะไรไป”

“คุณจะทำอะไร คู่หมั้นของคุณอยู่ในบ้านหลังนี้นะ” เมลอุทาน มองชายหนุ่มอย่างเหลือเชื่อ จาเรดยิ้มมุมปากเมื่อเข้าใจความหมายก่อนจะก้มลงอย่างรวดเร็วริมฝีปากของชายหนุ่มครอบครองริมฝีปากบางแทรกปลายลิ้นเข้าไปลูบไล้ลิ้นนุ่มอย่างถือสิทธิ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาของเมล

“เรื่องของคริสติน่าไม่เกี่ยวกับเธอ” เมลชะงักวูบหนึ่งกับคำพูดนั้น ขณะที่ร่างสูงหันกลับไปโดยไม่สนใจว่าร่างบางจะทำสีหน้าอย่างไร

เมลมองคริสติน่าที่ปรนนิบัติเอาอกเอาใจจาเรดที่โต๊ะอาหารเย็น ด้วยสีหน้าเรียบเฉย แล้วก็ก้มหน้าก้มตากินอาหารเงียบๆ แววตาสีม่วงใสนิ่งไม่แสดงอะไรออกมา แต่พอกลับมาที่ห้องร่างบางก็ต้องถอนใจขณะปิดประตูพร้อมกับกดล็อค เมื่อคิดว่า ‘จาเรดคงไม่มาที่นี่ในเมื่อคู่หมั้นของเขานอนอยู่ใต้หลังคาเดียวกันเช่นนี้’

เมลนั่งเงียบจนเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ก่อนจะลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง รวบม่านแต่แล้วก็ชะงักเมื่อมองไปที่ปีกตึกตรงข้าม ห้องของจาเรด มือเล็กจิกผ้าม่านไว้แน่นเมื่อเห็นเงาร่างสูงยืนอยู่พร้อมกับเงาร่างของอีกคนหนึ่ง

“คริสติน่า”

ร่างบางมองเงาร่างที่แนบชิดกันก่อนที่ จาเรดจะช้อนร่างคริสติน่าขึ้นแล้วหายลับไปจากขอบหน้าต่าง เมลปล่อยมือช้าๆ หลับตาลงทรุดตัวลงนั่งริมหน้าต่าง กลัวกับความรู้สึกตนเองจนไม่ต้องการหาสาเหตุของความเจ็บปวดครั้งนี้

ร่างบางลืมตาขึ้นอย่างอ่อนเพลียเพราะนอนหลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน ตอนนี้ยังเช้าอยู่มากและวันนี้วันหยุดไม่ต้องรีบไปทำงาน แม้พยายามจะหลับต่อแต่ก็ไร้ผลจนต้องขยับลุกขึ้นอดเหลือบตามองไปที่หน้าต่างไม่ได้ พอรู้ตัวร่างบางรีบเบือนสายตากลับมา

‘เรื่องของทั้งคู่ไม่เกี่ยวกับเขาอีกต่อไปแล้ว หลังจากนี้ไปเขาคงเป็นอิสระเสียที’ เมลคิดในใจแต่ทำไมความรู้สึกหนักๆ ในใจถึงไม่ลดลงเลย

©©©©©©©

ห้องโถงใหญ่ของคฤหาสถ์ถูกจัดเป็นห้องจัดเลี้ยงได้อย่างงดงาม เสียงดนตรีแผ่วเบาจากวงดนตรีชั้นเลิศ โคมไฟแก้วระย้ากลางห้องกระพริบสะท้อนเป็นประกายยิ่งทำให้บรรยากาศงานเลี้ยงดูหรูหรามากยิ่งขึ้น

ขณะที่งานเลี้ยงกำลังดำเนินไปด้วยดี แต่เมลกำลังยืนผิงผนังห้องอย่างอ่อนล้า ปฏิเสธตนเองว่าความรู้สึกนี้ไม่ได้มาจากภาพอันงดงามของหญิงชายที่ยืนรับแขกอยู่กลางห้อง ร่างสูงสง่าในชุดดำของฝ่ายชาย และร่างอวบอัดสูงโปร่งของฝ่ายหญิงในชุดราตรีเกาะอกสีแดงเพลิงงดงามคู่นั้น เมลยกแก้วแชมเปญมือขึ้นจิบนิ้วเรียวไล้ขอบแก้วอย่างเหม่อลอย มองไม่เห็นภาพความสนุกสนานร่าเริงตรงหน้า

“เมล! ....เมล!” ร่างบางถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงทักข้างตัว

“เรฟ ขอโทษครับผมไม่ทันได้ยิน” เมลอุทานเมื่อเห็นคนที่เข้ามาทัก ทำให้ชายหนุ่มถึงกับยิ้มเมื่อเห็นสีหน้าแดงเรื่อของร่างบางตรงหน้า

“ผมเพิ่งทราบว่าคุณเป็นน้องของจาเรด ผมนี่เซ่อจังไม่รู้มาก่อนเลย”

“ไม่เห็นว่ามันจะสำคัญอะไร ที่บริษัทก็มีคนรู้ไม่กี่คนเท่านั้นล่ะมั้งครับ” เมลบอกเรียบๆ เรฟยิ้มมองแก้วเปล่าในมือเมลแล้วทัก

“เครื่องดื่มคุณหมดแล้ว ไปเติมหน่อยมั้ยครับ” เมลลังเลแล้วก็พยักหน้ารับ

“ใครเชิญเรฟมา” จาเรดถามเสียงเรียบเมื่อมองเห็นเรฟตามติดร่างบางของเมลไม่ห่าง

“ชั้นเองค่ะ” คริสติน่ายอมรับ

“ฉันค่อนข้างสนิทกับเค้าตั้งแต่อยู่ที่นี่ พอกลับมาก็เลยอยากพบหน่อย แหม นี่เป็นงานต้อนรับฉันนะคะ เชิญเพื่อนมาแค่ไม่กี่คนเอง” คริสติน่าแสร้งยิ้มหวานขณะที่ใจเร่าร้อนด้วยความอิจฉา เมื่อเห็นสายตาคมกริบคอยแต่จะเหลือบมองไปทางร่างบาง

งานเลี้ยงเย็นนี้จัดต้อนรับเธอไม่ใช่หรือ แต่ทำไมจาเรดกลับดูเฉยเมยไม่แสดงท่าทีสนใจในตัวคู่หมั้นอย่างเธอเลย คริสติน่าคิดอย่างโกรธเกรี้ยว แม้ภายนอกยังคงวางท่ายิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับแขก ถึงจะเป็นงานต้อนรับที่ไม่ใหญ่นักแต่ก็เธอก็ไม่อยากเสียหน้าว่าคู่หมั้นไม่ค่อยสนใจเธอเลย

เมลวางแก้วแชมเปญลงเมื่อรู้สึกมึนพร้อมกับปฏิเสธเมื่อเรฟยกมาให้อีกแก้ว ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว แขกจึงเริ่มทยอยกลับจนเกือบหมด ร่างบางหมุนตัวเพื่อหลบคนรับใช้แล้วก็ต้องเซเมื่อรู้สึกเวียนหัววูบหนึ่ง เรฟรวบเอวบางไว้ทันทีก่อนที่เมลจะล้มลง เมลสูดลมหายใจลึกระงับอาการวิงเวียนก่อนจะเงยหน้าพึมพำ

“ขอบคุณครับเรฟ”

“ไม่เป็นไร ไปนั่งพักหน่อยมั้ย” เรฟประคองร่างเมลไว้มองดูใบหน้างดงามที่อิงอกเขาอยู่ เมลยิ้มให้เรฟแล้วก็ต้องเผลอขมวดคิ้วเมื่อเงยหน้าขึ้นสบตาคมกริบของจาเรดที่มองตรงมาจากอีกด้านหนึ่งของห้อง ร่างสูงขยับเดินตัดห้องมาช้าๆ เมลรีบเบี่ยงกายออกจากอ้อมแขนของเรฟทันที

“เป็นอะไรเมล” จาเรดถามดวงตาไม่พอใจเมื่อเห็นมือของเรฟที่ยังแตะเอวบางไว้ เมลยิ้มเย็นที่มุมปากเมื่อเหลือบสายตาไปด้านหลัง เห็นคริสติน่าเดินตามมาแขนเรียวเกาะแขนจาเรดไว้แน่นก่อนเหลือบตาที่ถูกตกแต่งไว้อย่างงดงามมาทางเมลอย่างไม่พอใจ

“แค่เวียนศีรษะนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอกครับจาเรด” เมลทอดสายตาไปทางคริสติน่า ก้มศีรษะเล็กน้อยก่อนจะขอตัว

“ผมรู้สึกเวียนศีรษะนิดหน่อย ขอออกไปรับลมในสวนก่อนนะครับ”

“ผมไปเป็นเพื่อน” เรฟอาสา เมลลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับ

“ขอบคุณครับ”

©©©©©©©

เมลสูดลมหายใจลึกๆ เงยหน้ารับสายลมเย็นที่โชยมาปะทะผิวหน้า ยืนอยู่ครู่ใหญ่จนอาการมึนงงจากฤทธิ์ของแชมเปญเริ่มดีขึ้น เมลเดินออกไปสองสามก้าวก่อนจะทรุดตัวลงนั่งที่พื้นหญ้า เรฟก้าวตามมานั่งลง ชายหนุ่มมองเสี้ยวหน้านุ่มนวลที่เห็นรางๆ ในความมืด สูดลมหายใจลึกเมื่อได้กลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาจากร่างที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ดีขึ้นหรือเปล่าครับ”

“ครับ ขอบคุณที่มาเป็นเพื่อน แต่นี่ก็ดึกมากแล้ว คุณจะไม่กลับบ้านดึกมากไปหรือครับ”

“ไม่เป็นไรพรุ่งนี้เป็นวันหยุด นอนได้ทั้งวันอยู่แล้ว” เรฟหัวเราะเบาเอนกายลงนอนบนพื้นหญ้าพร้อมกับดึงแขนของเมลลงมาด้วย ร่างบางที่ไม่ทันระวังจึงอุทานอย่างตกใจ รีบท้าวแขนลงยันพื้น เรฟมองร่างงดงามที่คร่อมอยู่ด้านบนอย่างเผลอตัวทุกอย่างชะงักนิ่งไปครู่หนึ่ง มือใหญ่จึงโน้มศรีษะเล็กลงมา

เรฟแนบริมฝีปากแผ่วเบาฉวยโอกาสที่เมลไม่ระวังแทรกปลายลิ้นเข้าไปจุมพิต เมลนิ่งอย่างตกใจปล่อยให้เรฟเชยชิมริมฝีปากบางอย่างเต็มที่ เรฟค่อยถอนริมฝีปากออกลดริมฝีปากลงมาที่ซอกคอ

“ไม่...เรฟ” ร่างบางสะบัดตัวจากมือของเรฟพลิกตัวออกแล้วขยับลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและขุ่นเคือง แววตาของเรฟเต็มไปด้วยความเสียใจ

“เมล ผมขอโทษ ผม...”

“คุณกลับไปได้แล้ว” เมลระงับอารมณ์โกรธลงได้ เมื่อสบตาเรฟแต่น้ำเสียงที่พูดเย็นชา

“เมล..ผมชอบคุณนะครับตั้งแต่ที่เจอแล้ว แต่ผมไม่เคยคิดที่จะทำร้ายคุณ เมื่อครู่ผมเพียงเผลอตัวไป ผมจะไม่ทำอีกถ้าคุณไม่ยินยอม” เรฟพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ เมลนิ่งเงียบไปก่อนจะตอบช้าๆ

“ผมเป็นเพื่อนกับคุณได้ แต่ต้องไม่ใช่อย่างนี้” เรฟพยักหน้าอย่างยอมรับ

“ตกลง” เมลมองสีหน้าของเรฟแล้วถอนใจ เสียงอ่อนลง

“ดึกแล้ว แขกคนอื่นคงกลับกันหมดแล้ว คุณก็ควรกลับได้แล้ว” เรฟพยักหน้าก่อนจะกล่าวลา ร่างสูงค่อยเดินกลับทางเดิมอย่างผิดหวัง เมลจึงทิ้งตัวลงนอนบนพื้นหญ้านุ่มหลับตาลงพร้อมกับความคิดวุ่นวายในสมอง

©©©©©©©

ร่างบางเดินกลับเข้าบ้านอีกชั่วโมงต่อมาแล้วกวาดตามองห้องที่ว่างเปล่า เขาเผลอนอนคิดอะไรนานไปหน่อยแขกคงจะกลับไปหมดแล้ว ขณะจะเดินกลับห้องร่างบางก็ถูกกระชากออกไปที่ระเบียงด้านข้าง เมลถูกผลักไปกระแทกกับราวระเบียงโปร่งค่อนข้างแรงจนรู้สึกเจ็บ เงยหน้าขึ้นพร้อมกับตวาดเสียงค่อยๆ

“จาเรด ผมเจ็บนะ”

“ดี ชั้นอยากให้เธอเจ็บ จะได้จำไว้ว่าอย่าทำอย่างนี้อีก” จาเรดกระซิบเสียงต่ำ ชายหนุ่มเต็มไปด้วยโทสะ เมลสบตาคู่นั้นแล้วรู้สึกหวาดกลัวกับแววตาอันตราย เขาไม่เคยเห็นจาเรดโกรธรุนแรงขนาดนี้มาก่อน

“ปล่อยผมนะ! นี่มันอะไรกัน” เมลอุทานออกมา

“กล้าดียังไงเมล เธอปล่อยให้ไอ้หมอนั่นมันจูบเธอ ชั้นมองเห็นนะ” จาเรดกระซิบ เขารู้สึกถึงเพลิงโทสะที่เกิดขึ้นจนตาลาย เมื่อมองออกไปจากระเบียง แค่เห็นเงาร่างนั้นเขาก็จำได้ จาเรดก้มลงมองริมฝีปากแดงระเรื่อของเมล และเมื่อเห็นเศษหญ้าที่ติดอยู่ที่เส้นผมชายหนุ่มก็ควบคุมตัวไม่ได้

จาเรดคำราม ก่อนจะบดริมฝีปากลงมาอย่างรุนแรงราวกับจะลบรอบสัมผัสก่อนหน้านี้ เมลครางอย่างเจ็บปวดร่างบางถูกดันแนบชิดกับระเบียงจนรู้สึกอัดอัด ริมฝีปากบางแยกออกปล่อยให้ชายหนุ่มจาบจ้วงอย่างเป็นเจ้าของ ก่อนจะถอนริมฝีปากออกมากระซิบชิดริมฝีปากบางนั้น

“เธอเป็นของฉันเมล จำไว้”

เมลไล้ริมฝีปากบาง แววตาที่มองจาเรดเต็มไปด้วยความสับสน เขาช่างโหดร้ายและเห็นแก่ตัว มีคริสติน่าอยู่แล้วยังไม่ยอมปล่อยเขาไป เมลสะบัดตัวออกจากอ้อมแขนของจาเรดที่ไม่ทันระวัง หมุนกายออกไปก้าวหนึ่ง กระซิบเบาๆ อย่างเจ็บปวด

“ผมเกลียดคุณ จาเรด” ร่างบางวิ่งออกไป ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนมองตามแววตาที่โกรธเกรี้ยวเริ่มแปรเปลี่ยนไป ชายหนุ่มกำหมัดแน่นทุบลงกับระเบียง

“ให้ตายสิ!!”

จาเรดยืนระงับอารมณ์ครู่ใหญ่แล้วหมุนตัวเดินออกไป ไม่ทันสังเกตเงาร่างอวบอัดในชุดแดงที่ยืนกำหมัดแน่นแอบอยู่ในเงามืดของระเบียงด้านข้างที่อยู่ติดกัน ร่างนั้นก้าวออกมาช้ามองตามร่างจาเรดไปแววตาโกรธเกรี้ยวไม่ยอมแพ้

©©©©©©©

อาทิตย์ที่ผ่านมา เมลค่อนข้างแปลกใจที่เห็นคริสติน่ามักจะมาขลุกอยู่กับเขามากขึ้นแทบจะตลอดเวลา และมักจะชวนเขาออกไปซื้อของบ่อยๆ โดยอ้างว่าต้องเตรียมตัวไว้ เวลาถึงงานแต่งงานระหว่างเธอกับจาเรดจะได้ไม่ต้องยุ่งยาก

เมลมองท่าทางรื่นเริงของคริสติน่าอย่างสับสน นับจากวันนั้นจาเรดก็ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเขาอีก เมลรู้ว่าทำไม ในเมื่อคริสติน่าหลุดปากออกมาบ่อยครั้งว่าจาเรดมาหาเธอที่ห้อง หญิงสาวดูมีความสุขขณะพูดถึงชายหนุ่ม

“เมล ออกไปซื้อของกับชั้นหน่อย” เมลเงยหน้ามองคริสติน่าแล้วถอนใจ เขาไม่อยากไป ไม่อยากฟังคริสติน่าพูดถึงจาเรดอีกแล้ว

“คุณพึ่งออกไปซื้อของเมื่อวานนี่ครับ” เมลนึกถึงของที่ซื้อมาทั้งหมดแทบจะเต็มห้องเธอล่ะมั้ง

“แต่คราวนี้สำคัญมาก” คริสติน่าทำเสียงตื่นเต้นดีใจ ก่อนจะนั่งลงมองหน้าเมล

“เมื่อคืนนี้นะ ตอนที่เขามาหาชั้นที่ห้อง...” เมลกำมือแน่นแววตาอ่อนไหววูบหนึ่ง ร่างบางเมินมองออกไปที่หน้าต่าง ทำให้ไม่เห็นแววตาของหญิงสาวมันเต็มไปด้วยความเกลียดชัง และสาสมใจเมื่อเห็นความเจ็บปวดของเมล

‘เธอรู้ว่าจาเรดไม่ได้ไปหาเมล เพราะเธอรอดูให้แน่ใจทุกคืน ขณะเดียวกันจาเรดก็ไม่ได้มาหาเธอแม้เธอจะเป็นฝ่ายไปหาที่ห้องเช่นเดียวกับวันแรก ชายหนุ่มก็ปฏิเสธอย่างเยือกเย็น ยิ่งทำให้คริสติน่ารู้สึกถึงความไม่มั่นคงของตัวเอง แต่ก็เป็นจังหวะที่ดีที่จาเรดเองก็ดูห่างๆ จากเมลบ้าง ทำให้แผนการเธอเดินไปด้วยดี’

“เขาขอชั้นแต่งงาน เราจะแต่งงานกันเดือนหน้าเมล เขาบอกชั้นว่าเขาอาจเคยมีใครมามากแต่นั่นเป็นแค่ทางผ่าน สำหรับเขาชั้นสำคัญที่สุด” คริสติน่าพูดต่อด้วยน้ำเสียงมีความสุข พร้อมกับแอบยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นร่างบางตรงหน้าชะงักนิ่งไป ท่าทางเหมือนจะหยุดหายใจ

เมลรู้สึกเจ็บปวดจนไม่สามารถซ่อนแววตาไว้ได้ ร่างบางไม่ได้ยินเสียงพูดคุยต่อของคริสติน่า จนกระทั่งถูกเขย่าแขนเบาๆ

“........นะ เมลนะ ไปเป็นเพื่อนชั้นหน่อย ชั้นอยากไปดูชุดแต่งงาน” เมลพยักหน้าอย่างงงๆ คริสติน่ายิ้มอย่างผู้ชนะ เธอจะต้องแยกเมลกับจาเรดให้เด็ดขาด ก่อนจะดึงเมลลุกขึ้น

©©©©©©©

คาร์ตันเดินเข้ามาในห้องอาหารแล้วก็ขมวดคิ้วมองจาเรดกับแคธเธอรีน

“เมลกับคริสติน่าล่ะ”

“ยังไม่กลับเลยค่ะ ไม่รู้ไปซื้อของกันถึงไหน” แคธเธอรีนตอบอย่างกังวลเล็กน้อย เพราะแม้ทั้งคู่จะออกไปไหนด้วยกันในช่วงหลังๆ นี้แต่จะกลับมาก่อนมื้ออาหารเย็นเสมอ

จาเรดเองก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นับจากงานเลี้ยงวันนั้นเมลระวังตัวและถอยห่างจากเขามากขึ้นกว่าเดิมอีก ชายหนุ่มหวนนึกถึงแววตาเจ็บปวดและคำพูดสุดท้ายในวันนั้นแล้วสูดหายใจลึก จาเรดรู้ว่าเขาเองก็รุนแรงเกินไป

กริ๊งงงงงงง..........

คาร์ตันเดินผ่านโทรศัพท์เมื่อมันดังขึ้นพอดี จึงหยุดรับแล้วก็ตะลึงเมื่อได้ยินข้อความที่อีกฝ่ายพูดมา ร่างสูงอายุวางโทรศัพท์ลงอย่างอ่อนแรงแล้วหันมาบอกสีหน้าซีดเผือด

“ตำรวจโทรมาบอกว่ารถที่เมลขับเกิดอุบัติเหตุ คริสติน่าบาดเจ็บสาหัส”

“เมล” แคธเธอรีนอุทานเสียงเบาหวิว ร่างโปร่งบางเซไปเล็กน้อย จาเรดที่ยืนอยู่ใกล้กว่ารีบประคองไว้

“แคธเธอรีน ทำใจดีๆ ไว้ก่อน ทั้งคู่อาจยังไม่เป็นไร เรารีบไปที่โรงพยาบาลก่อนเถอะ” คาร์ตันรีบปลอบภรรยา

“ผมจะขับรถเอง” จาเรดหันไปคว้ากุญแจรถ ร่างสูงรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาเป็นครั้งแรก และพยายามระงับอารมณ์สุดความสามารถ แต่กระนั้นมือใหญ่ยังสั่นระริกเมื่อหมุนกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์ พระเจ้าช่วย อย่าให้เขาสูญเสียไปเลย......

©©©©©©©

“เมล” เสียงร้องเรียกอย่างดีใจจากแคธเธอรีน เมื่อเห็นร่างบางยืนอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ศีรษะพันด้วยผ้าพันแผลไว้ เสื้อเชิ้ตสีขาวมีรอยเลือดเปรอะเปื้อนจำนวนมาก ร่างบางหันขวับมาทันที

“พระช่วย ลูกเป็นอะไรหรือเปล่า” เสียงแคธเธอรีนสั่นระริก ขณะที่จาเรดกวาดสายตาไปทั่วร่างบางของเมลอย่างรวดเร็ว แววตาดูโล่งอกขึ้น เขาเอื้อมมืออย่างเผลอตัวเพื่อจะสัมผัสกับใบหน้าซีดเผือดนั้น แต่ก็ชะงักลดมือลงไปกำไว้แน่น

“ไม่... แต่คริสติน่า.... แม่ครับ คริสติน่าบาดเจ็บมาก” เมลเงยหน้ามองไปที่คาร์ตันกับจาเรดอย่างเสียใจ พึมพำออกมาเบาๆ

“ผมขอโทษ...... เป็นเพราะผม”

ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก ทุกคนหันขวับไปจับจ้องที่นายแพทย์วัยกลางคนที่เดินออกมา สีหน้าเปี่ยมแววเห็นใจ ก่อนที่จะบอกข่าวร้าย

“ผมเสียใจครับ เธอเสียเลือดมากเกินไป เราไม่สามารถช่วยได้ทัน”

เมลหน้าซีดเผือด เซไปก้าวหนึ่ง แววตาสีม่วงใสทอประกายเจ็บปวด ‘คริสติน่าตายแล้ว เป็นเพราะเขา ถ้าเขาหักหลบรถบรรทุกนั่นทันเธอก็คงไม่เสียชีวิต’

เมลหันไปมองแผ่นหลังของจาเรดที่ยืนนิ่งขึง ชายหนุ่มกำหมัดแน่นก่อนจะทุบไปที่ผนังห้องก่อนหันกลับมาช้าๆ สีหน้าร่างสูงไม่บ่งบอกถึงความรู้สึก แต่แววตาโกรธเกรี้ยวนั้นทำให้เมลรู้ว่าจาเรดต้องลงโทษเขาที่เป็นต้นเหตุให้คริสติน่า คู่หมั้นของเขาเสียชีวิต เมลหรุบตาลงมองพื้นอย่างหวาดหวั่น

“พ่อเสียใจด้วย จาเรด” คาร์ตันกอดไหล่บุตรชายอย่างปลอบใจ ก่อนจะหันมาทางเมลอย่างไม่พอใจ เป็นเพราะตกใจและเห็นใจที่จาเรดต้องสูญเสียคู่หมั้นไปทำให้คาร์ตันหันมามองเมลอย่างตำหนิ

“ทำไมกันเมล ขับรถยังไงกัน ถึงได้เกิดเรื่องขึ้น” ทุกคนเงียบงันไปชั่วครู่หนึ่งเมื่อคาร์ตันถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา

เมลค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินแววกล่าวหาในน้ำเสียงคาร์ตัน สิ่งแรกที่โถมเข้ามาคือความรู้สึกผิดที่กดทับจนแทบหายใจไม่ออก

เมลหันไปมองมารดาช้าๆ แต่แม้กระทั่งแคธเธอรีนก็ยืนนิ่งไปเพราะตกตะลึง ทำให้เมลเข้าใจ ‘ทุกคนโทษเขา เป็นความผิดของเขา’ ความรู้สึกผิดยิ่งถูกตอกย้ำลงไป เมลรู้สึกอึดอัดแน่นในอก เจ็บปวดเมื่อรู้สึกได้สูญเสียอะไรบางอย่างที่สำคัญไป

จาเรดกำหมัดแน่นเมื่อมองเห็นแววตาเสียใจและเจ็บปวดของเมล ร่างสูงก้าวเข้ามาเอื้อมมือขึ้นทำให้ร่างบางหลับตาแน่นอย่างรอรับการลงโทษ แต่แคธเธอรีนกลับผวาเข้าขวาง เธอกอดเมลแน่น ด้วยกลัวว่าจาเรดจะโกรธจนทำร้ายเมล ยิ่งรู้สึกผิดที่มัวแต่ตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นจนไม่ได้เข้ามาปกป้องเมลจากคำกล่าวหาของคาร์ตัน

“ไม่! จาเรดมันเป็นอุบัติเหตุ อย่าทำร้าย เมล”

“แคธเธอรีน ผมไม่ได้.....” จาเรดเอ่ยตัดบทขณะมองไปที่ร่างบาง แล้วเงียบลงเมื่อสบตาว่างเปล่าพร้อมที่จะรับการลงโทษคู่นั้น สายตานั้นทำให้ชายหนุ่มชะงัก

“ปล่อยผมเถอะครับแม่” เมลพูดน้ำเสียงเฉยชามองตามมือของจาเรดที่ลดลงช้าๆ ถอยกายจากอ้อมแขนของแคธเธอรีน ทำให้เธอหันไปมองทันที แล้วก็ใจหายกับแววตาว่างเปล่าที่มองมายังทั้งสามคนอย่างไร้ความรู้สึก

คาร์ตันเองเมื่อหลุดปากไปแล้ว ชายสูงอายุก็รู้ตัวเมื่อเห็นแววตาของเมล เขาครางออกมาอย่างเสียใจกับวาจาพลั้งปาก เมื่อรู้สึกเหมือนจู่ๆ ก็มีรอยร้าวลึกระหว่างเขากับเมลเกิดขึ้นทันที เพราะความใจร้อนวู่วามอาจทำให้เขาสูญเสียเด็กหนุ่มที่น่ารักอ่อนโยนนี้ไปพร้อมๆ กับการตายของคริสติน่า

“เมล พ่อขอโทษ พ่อเสียใจมากไปหน่อยที่คริสติน่าตาย แต่......” เมลส่ายหน้าช้าๆ
“ไม่..อย่าพูดอีกเลย จริงอย่างที่พวกคุณคิด เป็นเพราะผมที่ทำให้คริสติน่าตาย ผมขอโทษ....” เมลยอมรับข้อกล่าวหานั้นโดยไม่ได้อธิบาย ทำให้ทุกคนยืนนิ่งอึ้งอย่างไม่รู้จะแก้ไขสถานการณ์อย่างไร จาเรดมองใบหน้าซีดเผือดและดวงตาอ้างว้างไร้ที่พึ่งพิงของร่างบางแล้วก็กำหมัดแน่นอย่างควบคุมตนเองก่อนจะเอ่ยตัดบทว่า

“กลับบ้านก่อนเถอะครับ ไว้คุยกันทีหลัง เรื่องที่นี่ไว้ผมจัดการเอง” เมลส่ายศีรษะ

“ไม่ผมจะอยู่ ผมอยากลาคริสติน่า” จาเรดมองร่างบางที่ทำท่าจะพับลงไปอยู่แล้วก่อนจะปฏิเสธ

“ไม่ต้อง เมล ฉันจัดการเอง” เมลทำท่าจะค้านแต่แล้วก็ชะงัก จาเรดคงไม่อยากให้เขาเข้ามาเกี่ยวข้องอะไรกับคริสติน่าอีกแล้ว ร่างบางจึงก้มหน้าลงหมุนตัวไปเงียบๆ

©©©©©©©

วันรุ่งขึ้นตำรวจได้เข้ามาสอบสวนและสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดว่า เกิดเนื่องจากรถบรรทุกที่ขับสวนมาคนขับเกิดหลับใน ไม่สามารถควบคุมรถได้จึงได้พุ่งข้ามเกาะกลางถนนมาชนรถที่เมลกำลังขับโดยบังเอิญ การสรุปคดีของตำรวจทำให้คาร์ตันยิ่งรู้สึกเสียใจ และคำอธิบายนั้นก็ไม่ทำให้เมลรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อย

มันสายไปสำหรับเมล ร่างบางยิ่งเงียบลง และเงียบลงทุกวัน กำแพงความรู้สึกผิดที่เมลสร้างขึ้นขวางระหว่างตนเองกับทุกคนยังอยู่และนับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้เวลาจะผ่านไปเป็นเดือนแต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ กระทั่งแคธเธอรีนก็ได้แต่รอเวลาให้สถานการณ์คลี่คลายลง

©©©©©©©

ร่างบางกำลังเหม่อมองออกไปทางหน้าต่าง เมื่อได้ยินเสียงเปิดประตูจึงหันกลับมามองเงาร่างสูงที่ยืนอยู่หน้าประตูห้อง เสียงกดล็อคทำให้ร่างบางหมุนตัวเดินตรงมาช้าๆ เสื้อคลุมสีขาวตัวยาวจนแทบจรดพื้น ระข้อเท้าเล็กๆ เปลือยเปล่า

ร่างบางยังคงเงียบกริบขณะปลดเสื้อคลุมออกทิ้งลงกองกับพื้น เผยให้เห็นร่างเปลือยสะท้อนกับโคมไฟหัวเตียง ผิวขาวนวลเป็นประกายเรียบรื่นดุจไข่มุก จาเรดหายใจลึกขณะดึงร่างบางลงบนเตียงพลิกตัวขึ้นทาบทับ เรียวแขนเล็กโอบรอบคอเขาก่อนจะเผยอริมฝีปากรับการจุมพิต ร่างกายตอบสนองอารมณ์ของจาเรดที่เริ่มรุนแรงและหนักหน่วงขึ้น เสียงหอบหายใน เสียงครางดังขึ้นเป็นระยะ โดยปราศจากเสียงสนทนาแม้แต่ประโยคเดียว จนกระทั่งเช้าตรู่

จาเรดลุกขึ้นมองร่างบนเตียง เขารู้ว่าเมลตื่นแล้ว

“เมล...” ร่างบางลืมตาขึ้นมามองเขา จาเรดชะงักเมื่อสบตางดงามแต่ว่างเปล่าคู่นั้น เมลดูแยกตัวออกไปมากขึ้นมีเพียงเรื่องบนเตียงเท่านั้นที่ตอบสนองเขาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้จาเรดเงียบลงรู้สึกว่าตนเองไร้ซึ่งคำพูดเป็นครั้งแรก เมลมองร่างสูงที่ยืนจ้องมานั้นจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาเบาๆ

“เมื่อไหร่ผมจะชดใช้หมด จาเรด ได้โปรดปล่อยผมไปซะที” จาเรดสบตาเมลมองเห็นความเจ็บปวดที่วูบขึ้นมาในดวงตาสีม่วงอ่อนใสคู่นั้นแล้วนิ่งงันไป ก่อนจะเค้นเสียงเบา

“ปล่อยหรือ เมล ไม่มีวัน!”

เมลกระพริบตาถี่ๆ กลั้นน้ำตา เมื่อได้ยินคำตอบโหดร้ายนั่น แววตาสีม่วงทอประกายอย่างคนที่ตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด เมื่อมองตามร่างสูงที่หยิบเสื้อคลุมมาสวมแล้วออกจากห้องไปเงียบๆ เหมือนทุกเช้า

เขาได้ตอบสนองความต้องการของจาเรดเพื่อชดเชยความสูญเสียให้กับชายหนุ่ม แต่มันก็น่าจะเพียงพอแล้ว ความจริงเขาควรตัดสินใจก่อนหน้านี้ ถ้าเขาทำ.....ทุกอย่างอาจไม่จบลงแบบนี้ แม่กับคาร์ตันคงไม่ต้องเสียใจ จาเรดไม่ต้องสูญเสียคู่หมั้นของเขา และเขา......

เขาไม่ต้องการที่จะสูญเสียศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจไปมากกว่านี้ เพราะถ้าเนิ่นนานออกไปเขาคงไม่สามารถลุกขึ้นมาได้อีก

และที่สำคัญเขากลัวว่าจะสูญเสียหัวใจไปให้กับคนที่ไม่เคยเห็นค่าของมัน

©©©©©©©

จาเรดกำห่อของเล็กๆ ในกระเป๋าเสื้อไว้ก่อนจะก้าวยาวขึ้นบันไดมา แล้วร่างสูงก็ชะงักเมื่อเห็นแคธเธอรีนร้องให้ คาร์ตันกอดร่างโปร่งบางของเธอไว้พยายามจะปลอบโยน

“เกิดอะไรขึ้นครับ” เสียงชายหนุ่มร้อนรน ในใจมีลางสังหรณ์วูบหนึ่ง

“เมลไปแล้วค่ะ จาเรด” แคเธอรีนสะอื้น คาร์ตันกอดภรรยาอย่างปลอบโยน
“เขาทิ้งแค่จดหมายไว้ แล้วก็ออกจากบ้านไป” จาเรดตะลึงนิ่งไปนานก่อนจะเอ่ยเสียงเบาอย่างพยายามควบคุมอารมณ์ไว้

“ขอผมดูจดหมายหน่อยได้ไหมครับ” มือแข็งแรงสั่นเล็กน้อยขณะคลี่จดหมายออกอ่าน

แม่ครับ
ผมรู้ว่าแม่ต้องเป็นห่วง แต่ผมอยากเดินทางไปเรื่อยๆ สัก ผมจะส่งข่าวมาเมื่อมีโอกาส ผมรักแม่
เมล


ไม่ ไม่มีอะไรเลย สั้นๆ เพียงแค่นี้เองหรือน่ะหรือ เมล จาเรดคิด ก่อนที่จะมองไปรอบห้องที่ดูว่างเปล่าเมื่อปราศจากเจ้าของห้อง เมลจากไป และคงไม่คิดจะกลับมาที่นี่อีก จาเรดนอนทอดกายลงบนเตียงที่เย็นเฉียบนั้น กำห่อของเล็กๆ ในมือไว้แน่นพร้อมกับปิดตาลง

เขาสูญเสียเมลไปแล้ว

©©© END - PART 1 ©©©

0 Comments:

Post a Comment

<< Home